4.4
68 เรตติ้ง (45 รีวิว)
อาหารไทย฿฿฿฿฿
ปิดอยู่จะเปิดในเวลา 09:00
Wang Hinghoi
คุณเห็นหิ่งห้อยมีชีวิตและส่องแสงสว่างไสวล่าสุดเมื่อไร??วังหิ่งห้อย เป็นโครงการพิเศษที่เปิดบริการเพียง 18 เดือนเท่านั้น โดยให้ concept ว่าเปิดตามจำนวนเดือนของอายุจริงหิ่งห้อยค่ะ โดยโครงการนี้เกิดจากการร่วมมือจากกลุ่มคนที่ต้องการจะเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มารับประทานอาหาร ได้ชื่นชมหิ่งห้อยแบบมีชีวิตชัดๆใกล้ๆและอยู่ในระบบนิเวศน์ที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ร่วมกับได้รับประทานอาหารมื้อพิเศษ ซึ่งได้นำเสนอเป็น 4 Theme แบ่งออกเป็น 4 เดือนก็จะผลัดเปลี่ยนกันไป โดยเริ่มจาก”ดิน” และกำลังจะเปลี่ยนเป็น “ลม” ในเดือนสิงหาคมนี้ค่ะ ซึ่งทางร้านแจ้งว่า เมนูและการนำเสนอก็จะยิ่งพิเศษมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนคุณคาดเดาไม่ได้เลยทีเดียว ทางร้านไม่ได้โปรโมทหนักมากนัก เป็นการบอกปากต่อปาก หรือออกรายการโทรทัศน์บางรายการ ซึ่งเราบังเอิญเปิดไปเห็นพอดี เป็นการสัมภาษณ์คุณน็อต วรฤทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของโครงการนี้ ดึงดูดความน่าสนใจได้อย่างดี ด้วยอาหารที่เข้ากับ theme ดิน โดยผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดีแล้วของเชฟ เมนู Thai fusion ที่นำมารังสรรค์เพิ่มมูลค่าของมื้อนี้ได้อย่างน่าสนใจ ทำให้เราตัดสินใจโทรสำรองที่นั่งอย่างไม่ลังเล โดยชวนเพื่อนคนที่ชอบรับประทาน fine dining และชอบลองอะไรใหม่ๆไปลองด้วยกันค่ะ จุดขายอีกอย่างหนึ่งของร้านที่พลาดไม่ได้ ก็ตามชื่อของร้านเลยค่ะ “วังหิ่งห้อย” คุณจะไม่ผิดหวังกับห้องชมหิ่งห้อยหลังมื้ออาหารที่มาบินกันให้ชมสว่างสไวไปทั่วทั้งห้องราวหลายร้อยตัว ดูแล้วเพลิดเพลินใจยิ่งนัก หิ่งห้อยเหล่านี้ถูกนำมาจากฟาร์ม และนำมาอยู่ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ มีระบบนิเวศน์เลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีหลังคาเปิดปิดเพื่อควบคุมปริมาณน้ำฝน เพราะหากน้องหิ่งห้อยของเราถูกน้ำฝนแล้ว ปีกจะเปียกจนบินไม่ขึ้น ทางร้านจึงต้องมีการควบคุมดูแลภูมิอากาศแต่ละวันอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หิ่งห้อยจะจับคู่กัน และตัวเมียจะวางไข่ในแหล่งน้ำที่เตรียมไว้ให้ เติบโตเป็นดักแด้ ซึ่งทางร้านจะมีการเก็บตัวดักแด้พวกนี้เพื่อให้อยู่ในสภาวะแข็งแรงเพียงพอในทุกๆวัน (ทำแบบระบบฟาร์ม) ความพิเศษอีกอย่างของห้องนี้คือ ทางร้านนำกลิ่น aroma ที่เลียนแบบกลิ่นดินและการย่อยสลายของไม้ในป่ามาใช้ด้วย กลิ่นหอมติดจมูกจนถึงตอนนี้ เหมือนเวลาคุณนั่งดมกลิ่นดินหลังในตกใหม่ๆ มันช่างสดชื่นและมีเอกลักษณ์ ทางร้านใส่ใจรายละเอียดจนไม่ทำให้ผิดหวังเลย มี staff มาดูแลและให้ข้อมูลอย่างใกล้ชิด มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ต้องขอบอกว่า ร้านนี้ได้รับเสียงตอบรับจากชาวต่างชาติพอสมควร เพราะรอบๆโต๊ะของเรา มีชาวต่างชาติหลายโต๊ะมากๆ อาจเป็นเพราะ concept ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร รวมถึงอาหารแบบไทยๆนำมาปรุงใหม่ให้ premium ยิ่งขึ้น เกริ่นกันมานานแล้ว เรามาพูดถึงรายละเอียดของทางร้านกันบ้างดีกว่าค่ะ **location** สนามกอล์ฟ RCA เก่า อยู่ตรงสนามกอล์ฟพอดีค่ะ ถ้าขับรถมาเอง ขับตามปักหมุดมาเลย หาไม่ยาก แต่ถ้ามารถสาธารณะ แนะนำนั่ง MRT มาลงสถานีเพชรบุรี และต่อมอเตอร์ไซค์หรือแท็กซี่มายังสนามกอล์ฟค่ะ ห่างกันไม่เกิน 2 km เนื่องจากการจราจรค่อนข้างติดขัด จึงแนะนำให้นั่งรถสาธารณะดีกว่า เพราะร้านเปิดให้บริการแค่ช่วงเวลาเย็นค่ะ ซึ่งเป็นช่วงเวลา traffic jam สุดๆ **Reservation** Tel.0919796226 แนะนำโทรจองล่วงหน้าที่เบอร์ข้างต้นก่อนนะคะ จะได้ที่นั่งตำแหน่งดีๆ ริมกระจกสวยๆ และเป็นส่วนตัว หากมีโอกาสพิเศษ แจ้งทางร้านได้เลย อาจมี complementary ดีๆรอคุณอยู่ก็ได้ค่ะ วันนี้นอยจองเป็นเวลา19.00 น.เป็นต้นไปค่ะ **atmosphere** แค่ทางเข้าร้านก็ amazing มากแล้วค่ะ เป็นทางเข้าที่ทำจากแผ่นดินสีน้ำตาลแดงขนาดใหญ่ พนักงานต้อนรับน่ารักมากๆ มีการแนะนำที่มาที่ไปของโครงการและดูแลเราอย่างดี เขาแจ้งว่าดินนี้นำมาจากสามจังหวัดด้วยกัน (แต่ไม่ใช่ชายแดนภาคใต้นะ อิอิ) ประกอบไปด้วยเชียงใหม่ กาญจนบุรีและราชบุรีค่ะ มีการใช้แสงได้น่าสนใจ ภายนอกยังมี art gallery hall เล็กๆให้เข้าไปชมผลงานของศิลปินอีกด้วย เมื่อเดินเข้าไปก็จะพบกับโลกกว้างๆอีกใบ ด้านหน้าเป็นบาร์สำหรับปรุงเครื่องดื่มประเภท cocktail ดูมีอะไรน่าสนใจเพียบ บาร์เทนเดอร์ไหว้ต้อนรับอย่างสุภาพ ภายในจะมืดเล็กน้อย เน้นเพื่อให้บรรยากาศเหมือนกำลังจะไปแอบดูหิ่งห้อยยามค่ำคืนค่ะ ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยแก้วและภาชนะคุณภาพดี ทำให้ถ่ายรูปได้ขึ้นกล้องมากๆ **Menu** มาเริ่มกันที่เมนูและเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยกันก่อนค่ะ welcome drink ของเราวันนี้เป็น “Bloody marry” ซึ่งแต่ละวันเมนูก็จะต่างกันไป ชอบความเปรี้ยวสดชื่นจากมะเขือเทศ มะนาว และสีแดงสดๆ ตกแต่งด้วยใบมะกรูดเก๋ๆเป็นที่คนแก้ว ที่สำคัญมีรสเผ็ดปลายๆด้วย ไม่แน่ใจว่าจาก tabasco หรือไม่ โดยรวมอร่อยและสดชื่นมากๆ เหมาะแก่การเริ่มต้นค่ะ ส่วนตัวขนมปังที่เสิร์ฟมาแรกเริ่มนั้น เป็น baguette ค่ะ นำไป grill เบาๆให้ขอบกรอบ และทาเนย รับประทานกับแยมสตรอเบอรี่ ตัวนี้ไม่มีอะไรพิเศษค่ะ ส่วนตัวชอบแบบเนยๆ หรือเนยกระเทียมมากกว่า วันนี้เราเลือก course 2490 ++ ค่ะ มี 7 course นะคะ อีกตัวจะเป็น 3290 ++ แตกต่างกันที่สลัดซึ่งจะมี foie gras และตัว main ซึ่งมีเนื้อแกะกับปลาหิมะมาให้เลือก แต่เราไม่ได้ต้องการขนาดนั้น เลยเลือกอันแรกค่ะ ราคาฟังดูสูงนะคะ แต่เมื่อเทียบกับรสชาติ รูปแบบการนำเสนอ การบริการ และหิ่งห้อยที่นำมาให้ดูชมแล้วนั้น เราว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มค่ะ โดยช่วงแรกพนักงานจะถามก่อนเลยว่าเราแพ้หรือไม่รับประทานอะไรหรือไม่ ซึ่งรอบคอบดีมากค่ะ จานแรกของวันนี้ก็น่าตื่นเต้นเสียแล้ว “Amuse Bouche” WHH traditional welcome bites เสิร์ฟมาท่านละ 4 คำบนขอนไม้สวยเก๋ ขออนุญาตเรียงลำดับตามที่พนักงานแนะนำให้รับประทานเลยนะคะ อันแรกเป็น “เมี่ยงคำใบบัว” เป็นเมี่ยงคำแบบไทยๆที่ใช้ใบบัวสีชมพูมารองแทนใบชะพลู ซึ่งตัวเมี่ยงคำรสชาติดีตามมาตรฐาน คือหวานเด่น ไม่ต้องใส่ซอสแฉะๆ เพราะทางร้านคลุกเคล้ามาให้แล้วและให้รับประทานไปทั้งใบบัว ชอบตรงที่กลิ่นของใบบัวชัดเจนมาก เราไม่เคยรับประทานใบบัวมาก่อน แต่ไม่รู้สึกว่าขมเลย แถมมีความหอมอ่อนๆตรงปลาย ให้ความรู้สึกสดชื่นดีค่ะ ต่อมาเป็น “ทะเลอบราดไข่ปลาคาร์เวีย” ทางร้านนำหอยที่อบซอสมาทั้งฝา คล้ายๆเมนูหอยอบไวท์ซอสครีมชีสอะไรประมาณนั้น และมีรสเค็มนวลๆของไข่ปลาคาร์เวียอยู่ด้านบน อร่อยดี อยากได้อีกสักฝา ตามมาด้วย “ลาบดิบ” ให้ความรู้สึกอร่อยแบบแปลกใหม่ จริงๆมันไม่เหมือนลาบ มันเหมือนกับเกี๊ยวกรอบสักอย่างที่มีซอสแซ่บๆ อธิบายไม่ถูก แต่ไม่โดดเด่นอะไรมากนักสำหรับชิ้นนี้ ส่วนชิ้นสุดท้าย อันนี้ดี “ปาเต้ตับไก่” คนชอบตับมันต้องโดนอะนะคะตัวนี้ ครีมตับบดนวลๆฟินๆ บนขนมปังกรอบ อร่อยเข้มข้นมากค่ะ เสิร์ฟมากับทับทิมสด ทางร้านชอบเสิร์ฟกับทับทิมมาก เมนูอื่นๆที่จะตามมาก็จะมีทับทิมสีสวยๆแนบมาด้วยตลอด รวมถึงดอกไม้รับประทานได้ด้วยค่ะ ถัดมาเป็น Appetizer จ้ะ ประกอบไปด้วยสองอย่าง อย่างแรก งดงามด้วยสีเหลืองทองไปกับ “Pork rib satay” ซี่โครงหมู sous vide ไม่ต่ำกว่า 24hr และนำมาปรุงกับซอสสะเต๊ะแบบไทยๆ ชอบความที่นำซอสน้ำจิ้มมาเปลี่ยนรูปแบบโดยทำซอสจาก peanut butterแทน ซึ่งโอ้โห มันดีมาก และนวลมากค่ะ ไม่หวานจัด ส่วนตัวอาจาดนำมา reconstruct ใหม่ให้น่ารักๆ ทำแตงกวามาม้วนเป็นวงกลมจิ๋วๆ เสิร์ฟกับถั่วพิตาชิโอบด ให้รสชาติเป็นหมูสะเต๊ะแบบใหม่ ชอบความนุ่มของซี่โครงมาก ใช้มีดแล่ออกมาได้แทบทั้งหมดแทบไม่เหลือเนื้อติดกระดูก แต่ด้วยความโค้งของซี่โครง อาจทำให้ตัดได้ยากนักค่ะ ต้องพยายามกันนิดหน่อยหากจะรับประทานให้ได้คุ้มๆ สรุปอร่อยค่ะ มาจานถัดไปกัน “Savoury sea bass cake” ตอนเห็นชื่อเมนูนี้ตอนแรกสงสัยอย่างมากว่า เค้กอะไรหว่า สรุปถามได้ความว่าเป็นห่อหมกปลากระพงซอสแกงกะหรี่ที่นำมาราดคู่กับซอส pesto โหระพาด้านข้างและ on topด้วยโฟมกะทิค่ะ แค่ฟังก็น่าตื่นเต้นแล้ว ตอนมาเสิร์ฟตื่นเต้นกว่า เพราะเขียวมรกตมากค่ะ ตัวเค้กดูเหมือนเนื้อเหมือนมูสๆสีเขียวอ่อนๆผสมแพนนาคอตต้าแต่เป็นอาหารคาว ราดซอสเพสโต้สีเขียวสดมากกกกก มีกะทิกับไข่กุ้งสีเขียวด้านข้าง น่าดูชม รับประทานไปแล้วไม่ผิดหวังจริงๆ เนื้อนุ่ม หอม พอแตะซอสเพสโต้ได้รสจัดจ้านไปอีกแบบ ส่วนตัวกะทิทำให้ทุกอย่างกลมกล่อมขึ้นค่ะ จานนี้สามผ่าน เราชอบมาก ต่อกันที่เมนู soup ซึ่งเมนูนี้เป็นเมนูในดวงใจใครหลายๆคนค่ะ “WHH Tom yum tiger prawn” หรือต้มยำกุ้งลายเสือฉบับวังหิ่งห้อยนั่นเอง ความพิเศษของจานนี้คือตัวน้ำซุปที่แท้ทรู ร่วมกับกุ้งลายเสือตัวเขื่องมาก น้ำซุปนำไป slow cooked ด้วยกุ้งทั้งตัวและเครื่องต้มยำ มีความหอมของกุ้งอย่างรุนแรงมากค่ะ ไม่เผ็ด แต่นำรสชาติด้วยเค็มเปรี้ยว ซึ่งอร่อยเหมือนเรารับประทานซุปลอปสเตอร์เลย ดีงามมาก ต่อมาตัดตัวกุ้งทานคู่กัน กุ้งทำมาได้ดี เนื้อเด้งสดหวานมากค่ะ เสิร์ฟมาคู่กับครีมกะทิสีขาวตัดกับสีส้มงดงาม และมะเขือเทศเชอรี่สุกๆรสหวานและลูกใหญ่ค่ะ จานนี้ทางร้านจะค่อยๆเสิร์ฟซุปตามลงมา เป็นการพรีเซนต์ที่ดีเยี่ยม สำหรับ salad ในวันนี้เป็นเมนู “Pomelo garden” ทางร้านใช้ส้มโอพันธุ์ทองดีค่ะ (วันนี้มีพันธุ์เดียว ปกติจะมาสองสายพันธุ์ค่ะ) นำมาปรุงกับน้ำสลัดรสเปรี้ยวสดชื่น น้ำสลัดออกแนวคล้ายๆครีมสลัดไทย รสคล้ายกับจานก่อนๆค่ะ ทำให้เราเริ่มรู้สึกอิ่มและเลี่ยนขึ้นมานิดนึงแล้ว จานนี้เสิร์ฟคู่กับสตรอเบอรี่และบลูเบอรี่ค่ะ ด้านข้างหยอดมายองเนสสองรสชาติมาให้ชิม ตัวมายองเนสอร่อยดี ส่วนตัวส้มโอสลัดคือรับประทานแล้วสดชื่นนะ เหมือนล้างปากเตรียมเข้าสู่ main course ข้อเสียคือส้มโอขมไปหน่อยค่ะ ใต้ความเปรี้ยวหวาน ยังมีความขมมาแทรกแซง เลยไม่ค่อยปลื้มนักค่ะ ก่อนเข้าสู่ main มีบริการล้างปากด้วย strawberry sorbet กับ pistachio บด เปรี้ยวมากกกกกกก คนชอบเปรี้ยวคงสดชื่น แต่เราไม่ค่อยชอบเท่าไรค่ะตัวนี้ Main course แล้ว มีให้เลือกสามเมนูค่ะ แต่ถ้าเลือกเมนูเนื้อต้องเพิ่มมูลค่าอีกเกือบ 1000 บาท เราเลยไม่เลือกกัน มากันสองคน เลยเลือกชิมคนละเมนู ได้แก่ “Spicy duck confit - Kaeng Phed Ped Yang แกงเผ็ดเป็ดย่าง”และ”CHU CHEE SEA BASS ฉู่ฉี่ปลากระพง” ซึ่งสองเมนู ตกแต่งออกมาได้สวยงามน่ารับประทานทั้งคู่ ตัวเป็ดเนื้อนุ่ม หนังกรอบ ซอสดูไม่เหมือนแกงเผ็ดแบบที่เคยรับประทานเท่าใดนัก ให้ความรู้สึกเหมือนซอสส้มมากกว่า อร่อยสดชื่นดี ไม่ค่อยเลี่ยน ส่วนตัวฉู่ฉี่ปลากระพงนั้น ซอสฉู่ฉี่มีความมันกะทิมากไปหน่อย และแอบคล้ายๆกับน้ำสลัดส้มโอจานก่อน เลยรู้สึกเลี่ยนๆกับรสชาติค่ะ แต่ถ้าถามถึงการ cook ปลากระพงนั้น ทำออกมาได้ดีเยี่ยมมากๆ ตั้งแต่หนังที่กรอบพอเหมาะ กับปลาเนื้อสดหวาน สุกพอดีค่ะ ไม่เละและไม่แห้งเกินไป อาจเป็นเพราะเราเริ่มจะอิ่มมากๆแล้วด้วยค่ะเลยรู้สึกเลี่ยน แต่เพื่อนเรายังดูสบายๆค่ะ หลังจบ main ไปก็เข้าสู่สิ่งที่รอคอยนั้นก็คือ Desserts ซึ่งพูดตรงๆว่าตอบโจทย์”ดิน”ได้อย่างดีที่สุด เริ่มมาเบาๆด้วย Young coconut panna cotta เชฟดูเน้นกะทิกับแทบทุกๆเมนู เมนูนี้ก็ไม่พลาดเช่นกัน แพนนาคอททามะพร้าวอ่อน หอมหวาน แต่ส่วนตัวคิดว่าเมนูนี้หาค่อนข้างง่ายแล้ว และทำให้อร่อยได้ไม่ยากนัก เชฟก็ทำออกมาได้ไม่ผิดหวังค่ะ แต่เราเริ่มเอียนๆมะพร้าวกะทิมากแล้วล่ะ เพราะทุกเมนูแทบจะมีหมด อีกตัวหนึ่งที่ต้องยกย่อง เพราะมาในโจทย์ดินอย่างเต็มพิกัด นั่นคือ Thai charcoal pudding เสิร์ฟมาในกล่องไม้ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเปิดกระถางต้นไม้ตามธรรมชาติ ด้านในเหมือนเป็นก้อนหินสีขาวและต้นไม้ที่ปลูกจากดินแท้ๆ ส่วนประกอบคือขนมเปียกปูนแบบไทยๆเรานี่แหละ นำไปเคลือบ white chocolate แบบพิเศษ ซึ่งถ้ารับประทานตัวนี้เฉยๆ จะรู้สึกงงๆ และไม่ค่อยฟินเท่าไร ก็ขนมเปียกปูนกาบมะพร้าวสีดำธรรมดา ช็อคโกแลตด้านนอกก็อร่อยแต่ว่าไม่ได้ wow อะไร แต่ถ้าได้ลองตักดินขึ้นมารับประทานคู่กัน โอ้โห้ มันช่างเข้ากันได้ดี และช่วยกันชูรสชาติของกันและกันได้ดีมาก ตัวดินคือ sesame crumble ค่ะ เป็นครัมเบิลงาดำที่นำไปอบจนหอมดีงามมากๆ เพิ่ม texture ความกรุบกรอบของจานนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นความรู้สึกแปลกใหม่จริงๆ จากธรรมดา กลายเป็นไม่ธรรมดาไปเสียอย่างนั้น แทบอยากจะตักดินกินให้หมดเลย ปิดท้ายเมนูฟินๆนี้ได้อย่างงดงาม สำหรับ course ทั้งหมดนี้ไม่รวมเครื่องดื่มนะคะ เราได้สั่งน้ำดื่มทั้งแบบ still และ sparkling ซึ่งราคาเท่ากันที่ขวดละ 140 บาท รับประทานสองสามแก้วก็หมดแล้ว แต่ขวดสวยหรูหราชะมัด ซึ่งถ้าสั่ง sparkling จะเสิร์ฟคู่กับ lemon ฝานบางๆ เพิ่มกลิ่นและรสสัมผัสได้ดียิ่งขึ้นค่ะ แนะนำมากกว่าค่ะ ส่วนเมนู cocktail ที่สั่งเพิ่มเพราะใจมันเพรียกหา เราสั่งเป็นเมนู Summer bleeze 380THB ซึ่งมีเบสเป็นเหล้า Jack Daniel ค่ะ ค่อนข้างแรงพอสมควร แต่สดชื่นดีนะคะ แต่ถ้าใครไม่สั่งเราก็ไม่รู้สึกว่าพลาดอะไรค่ะ รสชาติมันก็เปรี้ยวๆหวานๆลดความเลี่ยนดีอยู่ค่ะ **Service** ดีที่สุด สุภาพ ใส่ใจ จริงใจ มีความต้องการช่วยเหลือและกระตือรือร้นตลอดเวลา พนักงานทุกคนสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดีเยี่ยม ทุกคนได้รับการเทรนด์แบบทัดเทียมกันและสามารถให้ข้อมูลลูกค้าได้อย่างครบถ้วน น่าประทับใจค่ะ ขณะที่เชิญเราไปดูห้องชมหิ่งห้อย ก็มีสตาฟมาคอยเล่าที่มาที่ไป ตอบคำถามหลายๆอย่าง แถมยังเบรคการเสิร์ฟอาหาร จนกว่าเราจะกลับโต๊ะ เพื่อไม่ให้อาหารต้องรอจนเย็นค่ะ คือทุกอย่างผ่านกระบวนการคิดมาแล้ว ไม่ใช่แค่ทำลวกๆค่ะ มีคนเฝ้าสัมภาระให้ด้วยตอนไปชมหิ่งห้อยค่ะ ภายในมีดนตรีสดบริการค่ะ เป็นเพลงสากลล้ำสมัย ร้องในท่วงทำนองแบบ jazz เบาๆ ฟังสบายๆและไพเราะมากค่ะ มีเพลงโปรดหลายเพลงทั้งจาก Bruno mars , Dua lippa …. etc. ขากลับ หากใครไม่ได้นำรถมา ทางร้านเรียกรถกลับให้ด้วยค่ะ เผอิญเราฝากทางร้านเรียก Taxi แต่ทางร้านเรียก grab มาให้ซะงั้น แถมพิมพ์ location ปลายทางผิดค่ะ เพื่อนเราแอบบ่นเล็กน้อย แต่รู้ว่าเขาประสงค์ดีค่ะ จริงๆอยากให้ re check เรื่องนี้กันดีๆนิดนึงค่ะ หากจะเรียก grab ก็อยากให้แจ้งก่อนด้วย เพราะบางทีเราเรียกเองง่ายกว่า เราใช้บ่อย มีcodeส่วนลดเพียบ ถามกันหน่อยก็ดีเนาะ **Price** ราคาแรง เหมาะกับมื้อพิเศษหรือต้องการมาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆแบบนานๆที ซึ่งรับรองว่าคุ้มค่ะ เรายอมจ่าย แต่คงไม่บ่อย ตั้งใจไว้ว่า อาจจะมาให้ครบทุก theme เลย ถ้าเป็นไปได้ มีเวลาทำใจครั้งละ 4 เดือนค่ะ อิอิ ซึ่งในวันนี้ค่าเสียหายทั้งหมดสองท่าน รวม cocktail , soft drink , service charge , VAT ทั้งหมด 6638 THB จ้า บวกแรงไปอีกกกกก จากที่คิดว่าจ่ายไม่เกินคนละ 3000 แน่ๆ ก็ต้องยอมควักๆกันออกมาค่ะ เพราะฉะนั้น เตรียมตัวเตรียมใจกันก่อนมานิดนึงเนาะ อย่างไรก็ตาม วังหิ่งห้อยเป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ ที่จะรับประทานอาหารในรูปแบบใหม่ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ดี การบริการเหนือระดับ รสชาติอาหารอร่อยแปลกใหม่ และที่สำคัญ ยังได้ชมหิ่งห้อยตัวเป็นๆท่ามกลางความเป็นธรรมชาติสูงค่ะ... อ่านต่อ
5 Likes0 Comment
photo