
#วงในบอกมา
- วัตถุดิบที่ใช้ทำชีสเค้กคือพรีเมียมมาก ไม่ว่าจะเป็น “ไข่ไก่ออร์แกนิก” ที่คัดสรรจากฟาร์มคุณภาพที่ใช้สำหรับทำเบเกอรี่เท่านั้น “นมสดส่งตรงจากฮอกไกโด” ที่มีกลิ่นหอมมันเฉพาะตัว “เนยแท้ จากไขมันนม 100%” โดยไม่มีส่วนผสมไขมันอื่น และ “ชีสจากนม 100%”
- เมนู “Original Cheese Cake” คือชีสเค้กต้นตำรับเหมาะสำหรับคนรักชีสตัวจริง ด้วยความเข้มข้นของชีสที่เป็นส่วนผสมหลัก โดยไม่มีส่วนผสมอื่น เช่นแป้งหรือสารสังเคราะห์อื่นใด
- ช่วงเทศกาลต่าง ๆ ถ้าใครอยากกินชีสเค้กของพี่หมี แนะนำไว้เลยว่า "ควรออเดอร์เมนูไว้ล่วงหน้านะ" เพราะพี่หมีเขาขายดีมากจริง ๆ
สำหรับผมแล้วปฎิเสธไม่ได้เลยจริง ๆ ว่าร้าน Barneo เชียงใหม่ เป็นร้านที่ไม่ว่าจะกลับมาเที่ยวหาสักกี่ครั้ง ก็ยังคงสร้างความตื่นเต้นให้กับผมได้ทุกครั้งเลยจริง ๆ และในครั้งนี้ผมก็กล้าพูดได้เลยว่า พี่หมีบาร์นีโอของเราก็ได้มีบิ๊กเซอร์ไพร์ ที่ซ่อนไว้รอผมอยู่ ซึ่งผมเองก็เริ่มจะอดใจไม่ไหวแล้วล่ะครับ เอาเป็นว่าตอนนี้ยังไงก็คงต้องขอจับมือจูงแขนพาเพื่อน ๆ เดินเข้าไปดูกันสักหน่อยแล้วว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างในร้านแห่งนี้

สำหรับคนที่ยังไม่เคยไปที่ร้าน Barneo เชียงใหม่ ก็ไม่ยากเลยครับหากเรามาจากหน้าวัดพระสิงห์ ให้ตรงมาทางออกคูเมือง ผ่านหน้าวัดดับภัย และ Health Lanna Spa จากนั้นเลี้ยวเข้า ถ.สิงหราช ซ.4 ทางขวามือ เข้ามาอีกประมาณ 50 เมตร ร้านจะอยู่ทางซ้ายมือ


แล้วสิ่งที่ผมได้เจออยู่ข้างหน้าก็คือ โซนใหม่ของร้านพี่หมีนั่นเองครับ ที่ได้รับการตกแต่งทำขึ้นมาใหม่ให้กลายเป็นคาเฟ่สีเหลืองสดใส ดูแล้วก็เหมาะกับวัยรุ่นอย่างเรา ๆ เสียจริง โดยเพื่อน ๆ ก็สามารถเลือกได้นะว่าจะนั่งแช่แอร์เย็น ๆ ในร้าน หรือรับลมธรรมชาติเย็น ๆ อยู่ข้างนอก


แน่นอนว่านอกจากตัวคาเฟ่ที่เพิ่งเปิดตัวไปใหม่แล้ว ตอนนี้ที่ร้านของพี่หมีเองก็ได้มีเมนูใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ! และในวันนี้ครับ พี่หมีก็ได้เอาเมนูใหม่ มาผมผมได้ชิมเพื่อจะได้รีวิวให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกันดังต่อไปนี้ครับ ถุงทองไส้อั่วชีส (130 บาท) สำหรับตัวแรกจะเป็นถุงทองทอดกรอบ ที่ห่อหุ้มไส้อั่วรสจัดจ้าน หอมกลิ่นสมุนไพรตามแบบฉบับของเชียงใหม่เอาไว้ เท่านั้นยังไม่พอเพราะยังได้เพิ่มชีสยืด ๆ เอาไว้ข้างในแบบจุใจด้วย เรียกว่าเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่เยี่ยมดีจริง ๆ เลย


หมี่ยำปูนิ่ม ( 220 บาท) สำหรับเมนูหมี่ยำจะบอกว่าเป็นเมนูกินเล่นก็ได้ หรือกินจริงจังก็ดี โดยในจานนั้นจะประกอบไปด้วย เส้นหมี่ขาวที่คลุกเคล้าเข้ากับน้ำยำรสจัดจ้าน เสิร์ฟมาพร้อมกับปูนิ่มทอดกรอบตัวบิ๊กบึ้มทั้งตัว แล้วโดยให้ทั่วด้วยพาร์เมซานชีส เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติที่ละมุนละไมให้เมนูจานนี้

ออร์แกนิคเมลอน (220 บาท) เมนูนี้ผมชอบมาก ๆ เลยแหละ เพราะเป็นอะไรที่กินแล้วรู้สึกสดชื่นมาก ๆ และมันดีต่อใจแบบสุด ๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ โดยในจานจะประกอบไปด้วย เมลอนออร์แกนิคสายพันธ์คาเนมิทซึจากญี่ปุ่น แอปเปิลแดง, แอปเปิลเขียว, องุ่นแดง และ แก้วมังกร โรยด้วยอัลมอนด์สไลซ์ และลูกเกดอีกนิดหน่อย ส่วนวิธีกินเพื่อน ๆ ก็เลือกได้เลยว่าจะราดสลัดครีมลงไป หรือค่อย ๆ จิ้มผลไม้ลงไป ก็ได้ตรงนี้ตามใจชอบเลยจ่ะ

เริ่มขยับความหนักท้องกันเข้ามาที่เมนู ข้าวผัดเชียงใหม่เจ้า (130 บาท) ข้าวผัดที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของล้านนา โดยการนำเอาข้าวหอมมะลิมาผัดเข้ากับเครื่องเทศ จนได้รสชาติที่เผ็ดร้อน เสิร์ฟพร้อมไส้อั่วและแคบหมู ถ้าให้ผมแนะนำผมว่าควรสั่ง ยำส้มโอปลาเงินกรอบ (150 บาท) มาทานคู่กับ เพราะจานนนี้จะเต็มไปด้วยรสชาติ เปรี้ยวและหวานอย่างกลมกล่อมลงตัวของส้มโอเนื้อขาวพันธุ์ดี มาช่วยชะลอความจัดจ้านของข้าวผัด แถมยังมีปลาเงินทอดกรอบมาให้เคี้ยวเพลิน ๆ ด้วย นี่แหละคือการจับคู่ที่ลงตัวแบบสุด ๆ



เมี่ยงหมูทงโทโร่ (130 บาท) เมนูนี้คือเจ๋งอะ เพราะเป็นการนำเอาเนื้อหมูส่วนทงโทโร่ (ทงโทโร่ คือส่วนที่ดีที่สุดของสันคอหมู ถ้าให้เปรียบกับทูน่าก็จะคล้าย ๆ กับส่วนโอโทโร่นั่นแหละ) ที่มีความนุ่มมาก ๆ มากริลล์จนสุกได้ที่ แล้วเสิร์ฟพร้อม เส้นหมี่ขาวลวก, ผักสด, แคบหมู และน้ำจิ้มสามรส ให้ทุกคนได้อิ่มอกอิ่มใจกับรสชาติแบบไทยแท้ ๆ

มาต่อกันที่อาหารคาวกันอีกสักเมนูกับ ข้าวอบสับปะรด (160 บาท) จานนี้ต้องบอกเลยว่า มีความต่างกับหลาย ๆ ร้านที่ผมได้ชิมมา เพราะมันเป็นข้าวอบสับปะรดในฉบับของพี่หมีอย่างแท้ทรู! ภายในผลสับปะรดนั้นนอกจากข้าวสีเหลืองอร่ามแล้ว ก็ยังมีเครื่องต่าง ๆ แบบจัดเต็มทั้ง สับปะรด, เนื้อไก่หมัก, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, กุนเชียง, ลูกเกด และเบคอน ถ้าใครมาที่ร้านผมบอกเลยว่าเป็นอีกเมนูที่พลาดไม่ได้เลยจริง ๆ

ถึงคิวของเครื่องดื่มกันแล้วครับ เอาจริง ๆ นะคือต้องบอกว่าเครื่องดื่มนั้นคือมีเยอะมากจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น มะม่วงเสาวรสปั่น (89 บาท) เปรี้ยว หวาน สดชื่น กับความลงตัวระหว่างมะม่วงกับเสาวรส Body Refresh (89 บาท) เครื่องดื่มที่ช่วยฟื้นความสดชื่นให้ร่างกายด้วยผักผลไม้นานาพรรณ ลิ้นจี่กุหลาบ (95 บาท) เย็นชื่นใจสดใสซาบซ่าด้วยรสหวานของลิ้นจี่ ที่จับคู่มากับกลิ่นหอมของกุหลาบอย่างเข้ากั๊นเข้ากัน

ส่วนเมนูกาแฟก็มีให้เลือกทั้งเมนูกาแฟร้อน กาแฟเย็น และเมนูกาแฟที่เป็น Signature อย่าง เอสเปรซโซ เลมอนเนด (120 บาท) ที่นำเสนอรสชาติเข้มข้นของเอสเปรซโซแบบซ่าถึงใจ โดนการเติมมะนาวโซดาลงไป ละอองฟอง (95 บาท) เอสเปรซโซแบบหอมหวานด้วยรสชาติของลิ้นจี่ไซรัป ท็อปบนด้วยฟองหนา ๆ ของ Meringue ได้อย่างน่าค้นหา


และแน่นอนว่ามาถึงที่ร้านนี้แล้วก็ต้องขาดไม่ได้เลยกับของหวาน โดยปกติแล้วเราก็จะคุ้นเคยกับชีสเค้กกันเป็นอย่างดีใช่ไหมครับ (ถ้าใครยังไม่รู้จักกับชีสเค้กพี่หมี ก็สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ที่นี่เลยนะ >> ที่สุดของชีสเค้กจากสูตรลับฉบับพี่หมี) ซึ่งปกติแล้วจะมีแต่รสชาตินมฮอกไกโดแบบ Original และ Snow แต่วันนี้พี่หมีได้มีรสชาติเพิ่มขึ้นมาแล้วนะ กับรสชาติ มัทฉะ, ช็อกโกแลต, สตรอว์เบอร์รี และ กาแฟ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเมนูไหน ๆ ก็พูดได้แค่ว่า หอมมันหวานนุ่มละมุ่นลิ้น ดีต่อจิตวิญญาณ จนกลายเป็นเมนูอันควรค่าต่อการลิ้มลองจริง ๆ



จริง ๆ ตอนนี้ผมค่อนข้างอิ่มจนกินต่อไม่ไหวแล้ว แต่ผมจะขอพลีชีพรีวิวอีก 2 เมนูให้ได้รู้จักกัน โดยไม่แคร์น้ำหนักที่กำลังเพิ่มขึ้น เพื่อเพื่อน ๆ อันเป็นที่รักของผมทุกคนก็แล้วกันครับ ตัวแรกจะเป็นเมนูโทสต์ ซึ่งก็ต้องบอกว่ามีทั้งแบบคาว และแบบหวาน โดยมีให้เลือกทั้งชุดเล็ก 1 แผ่น เช่นเมนู แอปเปิล-น้ำผึ้ง (69 บาท) ฟิกส์-ครีมชีส (79 บาท) และ ชุดใหญ่อลังการ 2 แผ่น อย่างเมนู มะม่วง เสาวรส-ส้ม (189 บาท) เป็นต้น


ส่งท้ายวันนี้ด้วยเมนูเย็นชื่นจ๊ายยชื่นใจกับ คากิโกริ (99 บาท) น้ำแข็งไสเสิร์ฟพร้อมท็อปปิ้งไอศกรีม 5 รสชาติ อาทิ รสชีสเค้ก, นมฮอกไกโด, ช็อกโกแลต, สตรอว์เบอร์รีโยเกิร์ต และ มะม่วงเสาวรส นอกจากนี้ก็ยังมี การ์นิต้า (59 บาท) น้ำแข็งไสราดด้วยเบอร์รีซอสเสิรืฟพร้อมมิ๊กซ์เบอร์รีที่แสนหลากหลาย และ โมโรโกะ (179 บาท) น้ำแข็งไสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีแบบน่ารักมุ้งมิ้งกับรูปหัวพี่หมี กับรสชาติของนมสดฮอกไกโดหอมนุ่ม และชานมฮอกไกโดที่เข้มข้น นอกจากนี้ยังสอดไส้ด้วยของหวานต่าง ๆ เช่น พุดดิ้ง, เนื้อชีสเค้ก, เยลลี่ป็อป ฯลฯ ให้เพื่อน ๆ ได้ตื่นตาตื่นใจกัน



เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับวันนี้ก็เรียกว่ายกเมนูมารีวิวกันให้แบบจุใจไปเลยใช่ไหมล่ะ นี่ดูในรีวิวแล้วน่ากินขนาดนี้แล้วลองคิดดูสิว่าของจริงจะน่ากินขนาดไหน ยังไงเพื่อน ๆ ก็ต้องลองไปสัมผัสกันด้วยตัวเองนะครับที่ร้าน Barneo เชียงใหม่ สุดท้ายนี้ก่อนจากกันไปก็ฝากไว้เหมือนเดิมเลยครับ กับการกดไลก์แฟนเพจ น้าอ้วนชวนหิว by wongnai และตั้งให้เห็นโพสต์ก่อน เท่านี้เพื่อน ๆ ก็จะไม่พลาดเรื่องราวของกินที่ชวนฟินจนน้ำลายไหล และ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ทั้งในเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงแล้ว!
การเดินทาง
- ใครอยากไปร้าน Barneo เชียงใหม่ ก็ไม่ยากเลยครับ จากหน้าวัดพระสิงห์ ให้ตรงมาทางออกคูเมือง ผ่านหน้าวัดดับภัย และ Health Lanna Spa จากนั้นเลี้ยวเข้า ถ.สิงหราช ซ.4 ทางขวามือ เข้ามาอีกประมาณ 50 เมตร ร้านจะอยู่ทางซ้ายมือ
- เวลาเปิด-ปิด :: เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 08:30 - 20:00 น.
- เบอร์ติดต่อ :: 088-803-9991




