ฝนตกทีไร รู้สึกไม่ค่อยสดชื่น ทั้งที่ก็อาบน้ำ ใช้โรลออน ฉีดน้ำหอมกลิ่นโปรดแล้วแท้ ๆ แต่พอขึ้น BTS ยืนแน่นในลิฟต์ หรือเดินสวนคนในที่แคบ ก็แอบคิดในใจว่า..."เอ๊ะ... เรามีกลิ่นรึเปล่านะ?"
ไม่ว่าเราจะมั่นใจในความสะอาดแค่ไหน แต่แค่ "คิดว่าตัวเองมีกลิ่น" มันก็ทำให้เรารู้สึกเสียเซลฟ์โดยไม่รู้ตัว เพราะ "กลิ่นตัว" มันไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่น แต่ในสังคมที่เราถูกสอนให้ "ตัวหอม = ดูดี" กลิ่นตัวจึงกลายเป็นเหมือน "ตราบาปเงียบ ๆ" สำหรับใครบางคน วันนี้ Beauty Story พามาเจาะเรื่องนี้กันค่ะ
.
(1) กลิ่นตัวไม่ใช่เรื่องของใครคนเดียว
หลายคนมองว่า "กลิ่นตัว" คือผลของการไม่ดูแลตัวเอง หรือโยงไปกับภาพจำแบบเหมารวม เช่น "ผู้ชายเหงื่อเยอะเลยเหม็น" หรือ "ผู้หญิงถ้าตัวไม่หอมก็คือไม่สะอาด" ภาพจำเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกว่าถ้าตัวมีกลิ่น = ขี้เกียจ = ไม่ Care ตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลิ่นตัวเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเพศไหน วัยไหน หรือแม้แต่คนที่รักความสะอาดมาก ๆ ก็ยังมีกลิ่นได้ เพราะร่างกายคนเราอยู่ดี ๆ จะไม่มีกลิ่นเลยก็ไม่ได้ (เว้นแต่จะเป็นหุ่นขี้ผึ้ง)
.
โดยเฉพาะในหน้าฝน ที่ความชื้นพุ่งสูง เหงื่อระเหยช้าลง ผิวหนังอับชื้นนานขึ้น แบคทีเรียเติบโตไว เสื้อผ้าแห้งไม่สนิท = กลิ่นมาไวขึ้น กลิ่นตัวจึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะใคร และไม่ใช่ข้อบกพร่องของบุคลิกภาพ แต่เป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็เจอได้ (แม้แต่คนดัง ไอดอล เน็ตไอดอล ที่ดูเป๊ะเวอร์บนอินสตาแกรม ก็ต้องมีกลิ่นตัวเหมือนกัน แต่เขาแค่รู้วิธีจัดการดีกว่าเรา)
.
(2) “ตัวหอม = คนสวย?” เบื้องหลังของอุดมคติที่เราถูกปลูกฝัง
ลองสังเกตดี ๆ ตั้งแต่เด็ก เราถูกล้อมรอบไปด้วยภาพจำบางอย่างผ่านโฆษณา ละคร ซีรีส์ หรือแม้แต่คำชมในชีวิตประจำวัน "ผู้หญิงคนนี้ดูน่ารักจังเลย กลิ่นตัวหอมมาก" "เดินผ่านแล้วหอมฟุ้ง" "คือหอมมาก น่าอยู่ใกล้" กลิ่นหอม ถูกผูกไว้กับคำว่า "สะอาด", "ดูแพง", "น่ารัก", "มีเสน่ห์", "น่าทะนุถนอม" และกลายเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของ "ผู้หญิงดี" แบบไม่ต้องตั้งคำถาม นับแล้วนับอีกดูว่าโฆษณาในทีวีกี่ชิ้นที่บอกว่าถ้าเป็นผู้หญิง ต้องหอมยันรูขุมขน ต้องตัวหอมไปหมด จนทำให้หลายคน (โดยเฉพาะผู้หญิง) เริ่มเข้าใจว่า...ถ้าอยากดูดี ก็ต้อง "ตัวหอมไว้ก่อน"
.
แล้วถ้าเราไม่ได้หอมล่ะ? บางครั้งเราไม่ได้มีกลิ่นแรงเลย แค่ "ไม่ได้หอม" ก็รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรบางอย่างไปเพราะในสังคมที่กลิ่นหอม = ดูดี "การไม่หอม" ก็เลยแปลว่า "ธรรมดาเกินไป" หรือแย่กว่านั้นคือ "ไม่น่าดึงดูด"
.
(3) กลิ่นตัวเป็นเรื่อง ‘ทางกายภาพ’ ไม่ใช่ ‘ความล้มเหลวทางบุคลิก’
- คนบางกลุ่มมีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) ซึ่งเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ทำให้เหงื่อออกมากกว่าคนทั่วไป 5-6 เท่า (จินตนาการว่าเรากลายเป็นหัวฝักบัวที่เปิดค้างไว้ตลอดเวลา)
- ฮอร์โมนที่แกว่งช่วงมีประจำเดือน หรือวัยทอง ก็ทำให้เหงื่อออกง่ายและกลิ่นเปลี่ยนได้ (โดยเฉพาะช่วงมีประจำเดือน ที่ฮอร์โมนจะส่งผลให้กลิ่นกายเปลี่ยนไป)
- แม้แต่ความเครียดสะสมก็ทำให้กลิ่นตัวแรงขึ้น เพราะความเครียดกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อ Apocrine ทำงานหนักขึ้น เหงื่อที่ออกมาจึงมีส่วนผสมของโปรตีนและไขมันมากกว่าปกติ = แบคทีเรียชอบมาก เพราะเป็นอาหารชั้นดีของพวกมัน
.
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของการดูแลตัวเองน้อยไป แต่มันคือเรื่องของ "ร่างกายที่กำลังทำงานตามธรรมชาติ" เท่านั้นเอง และใครที่โชคร้ายมีปัญหาเหล่านี้มากกว่าคนอื่น จำไว้ว่า...มันไม่ใช่ความผิดของเรา (แต่ถ้าไม่จัดการให้ดี ก็จะกลายเป็นปัญหาของคนอื่นเหมือนกัน)
.
(4) ฝนตก = กลิ่นตัวมาไวกว่าปกติ เพราะอะไร?
ก่อนอื่นต้องรู้ว่า "เหงื่อ" เพียว ๆ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น กลิ่นตัวที่เรารู้สึกไม่โอ เกิดจากแบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หน้าอก ที่ย่อยสลายไขมันในเหงื่อ → กลายเป็นกลิ่น
แล้วทำไมหน้าฝนถึงกลิ่นแรงกว่าเดิม? เพราะความชื้นในอากาศสูงขึ้น → เหงื่อระเหยช้าลง → ผิวอับนานขึ้น
รวมถึงเสื้อผ้าตากไม่แห้งดี = กลิ่นอับคืนชีพ ที่ฟื้นมาเพื่อบอกว่า "หึหึหึ กลิ่นตัวจ๋าพี่กลับมาแล้วนะ"
.
(5) อะไรที่(คิดว่า)ดี แต่จริง ๆ แล้ว "สะสมกลิ่น" แบบไม่รู้ตัว
เราอาจตั้งใจจะดูแลตัวเองให้สะอาด แต่พอฝนมา…บางสิ่งที่เราทำเป็นประจำ อาจกลายเป็นตัวการสร้างกลิ่นโดยไม่รู้ตัว มาดูกันว่าเราอาจทำอะไรที่คิดว่าดี แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นการสร้างกลิ่นโดยไม่รู้ตัว
1. ใช้น้ำหอมกลบกลิ่น
การฉีดน้ำหอมในขณะที่ผิว "ไม่สะอาดจริง" หรือยังมีเหงื่อ → ไม่ได้ช่วยให้หอมขึ้น แต่จะกลายเป็น กลิ่นฟุ้ง + กลิ่นอับ ที่ปะทะกันแบบแรง ๆ ทำให้คนข้าง ๆ มึนได้ เหมือนเราเดินเข้าไปในลิฟต์แล้วได้กลิ่นน้ำหอมแรง ๆ แต่มีอะไรแปลก ๆ ปนอยู่ด้วย แล้วเราก็ต้องเบือนหน้าหนี
2. ใช้โรลออนแค่เพราะหอม
โรลออนที่เน้นกลิ่นหอม แต่ไม่มีสารระงับแบคทีเรีย = ใช้แล้วเหมือนยังไม่ได้ใช้ สิ่งที่ควรดูคือส่วนผสม เช่น Aluminum Chlorohydrate หรือ Triclosan ที่ช่วยลดแบคทีเรียได้จริง ไม่ใช่แค่หอมอย่างเดียว
3. ตากผ้าแบบกึ่งเปียก / ไม่กลับตะเข็บ
เสื้อผ้าที่ยังเปียกชื้นหรือซักแล้วไม่ตากแดด จะสะสมกลิ่นอับในใยผ้า บางคนใส่เสื้อยืดหอมตอนเช้า แต่พอเจอเหงื่อ + ความชื้น → กลิ่นเดิมในผ้าก็ฟื้นขึ้นมา เหมือนกับว่าเสื้อผ้าของเรากลายเป็นไทม์แคปซูลของกลิ่น ที่รอจังหวะปลดปล่อยออกมาในช่วงที่เราต้องการความมั่นใจมากที่สุด โดยเฉพาะผ้าซับใน เช่น บรา สปอร์ตบรา เสื้อกล้าม ถ้าไม่แห้งจริงคือจุดเสี่ยงสุด เพราะเป็นเหมือนที่อยู่อาศัยของแบคทีเรีย (มืด อับ ชื้น = บ้านในฝันของเจ้าพวกนี้)
4. อาบน้ำบ่อยเกินไป / ใช้สบู่แรงเกิน
อาบน้ำวันละ 3-4 ครั้ง ใช้สบู่ฟอกแรง ๆ กลิ่นแรง ๆ ตลอด อาจทำให้ผิวแห้งเกิน จนไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น (เพื่อปกป้องตัวเอง) → แล้วน้ำมัน + แบคทีเรีย = กลิ่นอีกแล้วจ้า แถมยิ่งฟอกบ่อย ยิ่งเสียสมดุลแบคทีเรียดี ๆ บนผิวที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคและรักษาสภาพผิว
.
(6) วิธีรับมือกลิ่นตัวในหน้าฝนแบบ “ไม่หลอกตัวเอง”
ทีนี้มาถึงส่วนสำคัญที่สุด เมื่อรู้แล้ว ก็ต้องแก้ให้ถูกจุด วิธีรับมือกลิ่นตัวที่ใช้งานได้จริง
.
1. ใช้สบู่ที่สมดุล pH สบู่ที่ดีควรมีค่า pH ใกล้เคียงผิว คือประมาณ 5.5 และควรมีสารที่ยับยั้งแบคทีเรีย เช่น Tea tree oil, Triclosan, Chlorhexidine ซึ่งจะช่วยลดการเติบโตของแบคทีเรียโดยตรง แถมไม่ทำลายแบคทีเรียดี ๆ ที่ช่วยปกป้องผิวของเรา สบู่ก้อนหรือครีมอาบน้ำที่มีสเตตเมนต์ว่า "Anti-bacterial" หรือ "pH balanced" จะช่วยได้มาก
2. เปลี่ยนโรลออนให้เหมาะกับฤดู แนะนำ "สูตร Clinical Protection" หรือที่ระบุว่า Anti-bacterial/Deodorant ที่ให้ความหอม + ระงับกลิ่น + ปรับเหงื่อได้ด้วย โรลออนหรือสเปรย์ระงับกลิ่นกายที่เน้นประสิทธิภาพมากกว่าความหอม หรือที่เขียนว่า "xx hours protection" จะดีกว่าในหน้าฝน
และเคล็ดลับเด็ดคือ ควรใช้ตอนกลางคืนก่อนนอนด้วยนะ เพราะช่วงที่เราหลับ ต่อมเหงื่อจะทำงานน้อยลง ทำให้สารในโรลออนถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ดีกว่า = ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าตอนเช้า (เหมือนการทาครีมบำรุงก่อนนอน ผิวจะดูดซึมได้ดีกว่าตอนเช้าที่เราเร่งรีบ)
3. เสื้อผ้าต้องแห้งสนิทเท่านั้น
ถ้าไม่มีแดด → ใช้เครื่องอบ ถ้าไม่มีเครื่องอบ → ตากไว้ในห้องแอร์ อย่าตากในห้องน้ำ/ครัว/ริมหน้าต่างที่อับ เพราะผ้าจะอมน้ำเหม็นทันที
เคล็ดลับเพิ่มเติม ถ้าไม่มีพื้นที่ตาก ลองหาพัดลมเป่าผ้าที่ตากอยู่เป็นระยะ เพื่อให้ความชื้นระเหยเร็วขึ้น หรือถ้าใช้เครื่องซักผ้า ให้ใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีสูตรฆ่าเชื้อโรค ซึ่งจะช่วยลดแบคทีเรียในเสื้อผ้าได้ดี (แบคทีเรียตายไป = ไม่มีตัวย่อยสลายไขมันในเหงื่อ = ไม่มีกลิ่น)
4. พกเสื้อเปลี่ยน หรือเสื้อชั้นในสำรอง โดยเฉพาะคนที่เดินทางเยอะ ขึ้นรถสาธารณะ ทำงานนอกออฟฟิศ แค่เปลี่ยนเสื้อบ้างระหว่างวัน = รอดจากกลิ่นที่เกิดจากผ้าชื้นแน่นอน บางคนพกเสื้อกล้าม เสื้อซับในสำรองไปเปลี่ยนตอนเที่ยง ก็ช่วยได้มาก และเทคนิคที่หลายคนอาจไม่รู้ ถ้าไม่สะดวกเปลี่ยนเสื้อ ลองใช้ผ้าเย็นหรือทิชชูเปียกเช็ดตามร่องรักแร้หรือซอกคอ ก่อนใช้โรลออนหรือสเปรย์ฉีดซ้ำ จะช่วยลดกลิ่นได้ดีในระหว่างวัน
.
5. อย่าลืม "ขน" ขนรักแร้ ขนหน้าอก (ในผู้หญิงบางคน) หรือขนขาหนีบที่แน่นมาก = พื้นที่สะสมเหงื่อ + แบคทีเรีย การกำจัดหรือแค่เล็มสั้น ก็ช่วยลดกลิ่นได้แบบเห็นผล เพราะขนกักเก็บความชื้นและเป็นบ้านของแบคทีเรีย ยิ่งขนหนา = ยิ่งมีพื้นที่ให้แบคทีเรียอยู่อาศัย และถ้าไม่อยากกำจัดขน ก็อย่างน้อยให้ลองตัดให้สั้นลง หรือใช้โรลออนหรือเจลอาบน้ำฆ่าเชื้อโรคทาบริเวณที่มีขนเยอะ
"กลิ่นตัว" ไม่ได้แปลว่า "ไม่ดูแลตัวเอง" แต่คือเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในหน้าฝน สิ่งที่เราควรกลัวไม่ใช่กลิ่น แต่คือระบบความคิดที่ทำให้ "กลิ่นของเรา" กลายเป็นเหตุผลในการลดคุณค่าตัวเอง
.
เพราะสุดท้ายแล้ว ตัวหอมไม่ใช่ความดี และกลิ่นตัวไม่ใช่ความผิด มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต ต่อให้สวยหรือหล่อแค่ไหน ก็มีโอกาสมีกลิ่นตัวได้ในบางเวลา โดยเฉพาะหน้าฝน แค่เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย ดูแลตัวเองให้ถูกวิธี และจัดการกับกลิ่นตัวในหน้าฝนอย่างฉลาด เราก็จะสามารถผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลว่า "เอ๊ะ… เรามีกลิ่นรึเปล่า" อีกต่อไป เพราะความสวยความงามไม่ได้วัดที่กลิ่นตัวเสมอไปค่ะ
—------------------------------------------------
References:
Thadaclinic, กลิ่นกาย
https://thadaclinic.com/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2/
นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช, "กลิ่นตัว" เรื่องเล็กๆ ที่บั่นทอนความมั่นใจของเราได้
Sophie Caldwell, Should you wear deodorant to bed at night? Here's what a dermatologist says
https://www.today.com/health/deodorant-before-bed-rcna90443
Hopkinsmedicine, Hyperhidrosis
https://www.hopkinsmedicine.org/health/conditions-and-diseases/excessive-sweating
Dr. Amanda Olson, DPT, PRPC, Menopause and Body Odor: Symptom Guide
Michelle Konstantinovsky, Why does stress make us sweat?
https://ro.co/hyperhidrosis/why-does-stress-make-us-sweat/
.
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ :


