สวัสดีค่ะสาว ๆ ลองสังเกตตัวเองดูนะคะ ว่าเคยตื่นมากลางดึกแล้วรู้สึกว่า "มือชา" จนต้องสะบัดมือรัว ๆ หรือเปล่า? หรือเวลาที่นั่งทำงานไปนาน ๆ จู่ ๆ นิ้วบางนิ้วก็เริ่มรู้สึกซ่า ๆ เหมือนมีมดไต่? อาการมือชาเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่เชื่อไหมคะว่า มือและนิ้วมือของเราเนี่ย เป็นอวัยวะที่เต็มไปด้วยเส้นประสาทที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ และเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกมันส่งสัญญาณ "ชา" ออกมา นั่นหมายความว่าอาจมีบางอย่างกำลังถูกกดทับ อักเสบ หรือมีปัญหาการไหลเวียนโลหิตอยู่ลึก ๆ ก็ได้นะ
ในยุคที่เราใช้มือถือราวกับเป็นอวัยวะที่ 33 และต้องพิมพ์งานบนคีย์บอร์ดตลอดวัน (แบบที่เรียกได้ว่าติดอยู่กับท่าเดิม ๆ ทั้งวัน) โอกาสที่จะเกิดภาวะ "เส้นประสาทถูกกดทับ" หรืออาการ Office Syndrome จึงสูงลิ่วเลยค่ะ ฉะนั้น การรู้เท่าทันตำแหน่งที่ชาจึงเป็นสุดยอด Health Trick ที่จะช่วยให้เราป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่อาการจะเรื้อรังและถึงขั้นต้องผ่าตัดค่ะ
วันนี้ Wongnai Beauty เลยจะมาเป็นเพื่อนสาวที่ช่วยพาคุณไปส่องกระจกดูฝ่ามือตัวเอง และถอดรหัส 7 ตำแหน่งการชาบนมือและนิ้วมือว่ากำลังบอกโรคอะไรอยู่ เตรียมตัวมาเช็กพร้อมกันเลยค่ะ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะอยากลุกไปยืดเส้นยืดสายทันทีแน่นอน
ทำไมเราต้องสังเกตการชาของนิ้วตัวเอง :
ความสำคัญของการแยกแยะตำแหน่งเส้นประสาท
อาการชา (Numbness) เกิดขึ้นเมื่อเส้นประสาทที่รับผิดชอบในการส่งสัญญาณความรู้สึกถูกรบกวนหรือเสียหาย ซึ่งในมือของเรานั้นมีเส้นประสาทหลัก ๆ 3 เส้นที่ควบคุมความรู้สึกของนิ้วที่แตกต่างกัน คือ Median Nerve, Ulnar Nerve, และ Radial Nerve การที่เรารู้ว่า "นิ้วไหนชา" จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัย เพราะมันช่วยระบุได้ทันทีว่า "เส้นประสาทเส้นไหน" หรือ "ตำแหน่งไหน" ในร่างกายที่กำลังมีปัญหา
การสังเกตการชาของนิ้วมือจึงมีความสำคัญดังนี้ :
- การระบุสาเหตุที่เฉพาะเจาะจง: ชาที่นิ้วโป้งมักชี้ไปที่ปัญหาที่ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) ในขณะที่ชาที่นิ้วก้อยมักชี้ไปที่ปัญหาที่ข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome) การรู้ตำแหน่งช่วยให้การรักษาตรงจุดมากขึ้น
- การแยกแยะความเร่งด่วน: อาการชาบางประเภทเกิดจากท่านอนทับชั่วคราว แต่บางประเภทเกิดจากโรคเบาหวาน หรือกระดูกคอเสื่อม ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องปรึกษาแพทย์
- การปรับพฤติกรรมได้อย่างตรงจุด: เมื่อรู้ว่าชาที่นิ้วก้อยเพราะงอศอกถือมือถือนาน เราก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันได้ทันทีโดยไม่ต้องคาดเดา
การใส่ใจตำแหน่งการชาจึงเป็นการดูแลสุขภาพมือและระบบประสาทที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุดค่ะ
วัยและการชานิ้วมือโดยทั่วไป: อาการชาแบบไหนที่ต้องระวังในแต่ละช่วงวัย
แม้ว่าอาการมือชาจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่รูปแบบและความรุนแรงมักแปรผันตามช่วงวัยและลักษณะการใช้ชีวิต ซึ่งเราควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ:
- วัยรุ่น/วัยเรียน: มักพบอาการชาจากการอยู่ในท่าทางเดิมนาน ๆ เช่น การนอนทับแขน, การเล่นเกม หรือการใช้มือถือติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นอาการชั่วคราวและหายได้เอง
- วัยทำงาน/Office Syndrome: เป็นกลุ่มที่ต้องระวังที่สุด เพราะต้องทำงานซ้ำ ๆ ด้วยมือและข้อมือ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อ โรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด (Carpal Tunnel Syndrome) ที่เกิดจากความเสื่อมและใช้งานหนักสะสม อาการชามักรุนแรงขึ้นในช่วงเวลากลางคืน
- วัยผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ: ต้องระวังอาการชาที่เกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) ที่ทำให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้าทั้งสองข้าง หรือ กระดูกคอเสื่อม ที่ทำให้เกิดอาการชาทั้งมือร้าวลงแขนได้
การทำความเข้าใจความเสี่ยงตามวัยจะช่วยให้เราเฝ้าระวังและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับระบบประสาทมือได้อย่างทันท่วงทีค่ะ
7 ตำแหน่งมือชาบอกโรค

1. ชานิ้วโป้ง ชี้ กลาง: สัญญาณคลาสสิกของ "โรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด" (Carpal Tunnel Syndrome)
ถ้าคุณเป็นสาวที่ต้องนั่งพิมพ์งานทั้งวัน หรือต้องจับเม้าส์/คีย์บอร์ดในท่าเดิมซ้ำ ๆ อาการชาในบริเวณนี้คือสิ่งที่คุณต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะนี่คืออาการชี้ชัดของ โรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด (Carpal Tunnel Syndrome: CTS) ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุดในวัยทำงานค่ะ
ลักษณะของการชาและการกระตุ้นอาการ
ลักษณะของการชา:
- ตำแหน่ง: ชาบริเวณ นิ้วโป้ง, นิ้วชี้, และนิ้วกลาง รวมถึงครึ่งหนึ่งของนิ้วนางด้านที่ติดกับนิ้วกลาง และบริเวณฝ่ามือส่วนที่อยู่ใต้นิ้วเหล่านี้
- ความรู้สึก: ชาแบบซ่า ๆ, รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่ม, ปวดร้าว หรือบางครั้งรู้สึกปวดตื้อ ๆ ที่ข้อมือและร้าวขึ้นไปถึงแขน
- ช่วงเวลา: มักมีอาการรุนแรงขึ้นในช่วงกลางคืน จนต้องสะดุ้งตื่นมาสะบัดมือ หรือมีอาการชามากขึ้นเมื่อต้องใช้งานข้อมือในท่างอเป็นเวลานาน (เช่น การขับรถ, ถือโทรศัพท์)
ชานิ้วโป้ง ชี้ กลาง สื่อถึงสุขภาพอะไร และวิธีป้องกัน/ดูแล
ชานิ้วโป้ง ชี้ กลาง บ่งบอกถึงภาวะสุขภาพ:
- โรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด (CTS): เกิดจากการที่เส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ซึ่งวิ่งผ่านช่องอุโมงค์ที่ข้อมือ (Carpal Tunnel) ถูกกดทับ ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มเส้นเอ็น หรือการมีถุงน้ำบริเวณข้อมือ
- สาเหตุร่วม: อาจพบในผู้ป่วยเบาหวาน, ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ, หรือในหญิงตั้งครรภ์เนื่องจากการบวมน้ำ
วิธีทางป้องกัน ทริคในการดูแลสุขภาพ และการรักษาต่อไป:
- ปรับท่าทางและอุปกรณ์: ใช้แผ่นรองข้อมือ (Wrist Rest) ขณะพิมพ์งาน และใช้เมาส์ที่ออกแบบตามหลัก Ergonomics เพื่อลดการงอข้อมือ
- พักและยืดเหยียด: ทุก ๆ 30-60 นาที ควรหยุดพักและบริหารข้อมือ โดยการยืดข้อมือขึ้นและลงเบา ๆ
- การใช้อุปกรณ์ช่วย: หากมีอาการชาตอนกลางคืน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการใช้ เฝือกดามข้อมือ (Wrist Splint) ชนิดอ่อนสวมใส่เวลานอน เพื่อป้องกันการงอข้อมือ
- การรักษา: หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจแนะนำการฉีดยาต้านการอักเสบ (Corticosteroid) หรือการผ่าตัดเล็กเพื่อคลายการกดทับของเส้นประสาท
2. ชานิ้วโป้ง ชี้ กลาง และโคนนิ้วนาง: เส้นประสาทกดทับที่ฝ่ามือ จากการเกร็งท่าเดิมนาน ๆ
อาการชานี้คล้ายคลึงกับ Carpal Tunnel Syndrome แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของตำแหน่งการกดทับและมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้มือในท่าทางที่บีบรัดฝ่ามือโดยตรง
ลักษณะของการชาและการกระตุ้นอาการ
ลักษณะของการชา:
- ตำแหน่ง: ชานิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และลามมาถึง โคนนิ้วนาง (ส่วนฐานของนิ้วนาง)
- ความรู้สึก: ชาแบบเหน็บชา, ปวดบริเวณฝ่ามือส่วนล่าง และอาจรู้สึกเหมือนฝ่ามืออ่อนแรง
- การกระตุ้น: อาการชาจะเด่นชัดขึ้นเมื่อมีการเกร็งฝ่ามือ, บีบจับวัตถุเล็ก ๆ หรือการใช้เครื่องมือที่ต้องออกแรงที่ฝ่ามือเป็นเวลานาน เช่น ช่างฝีมือ หรือคนที่ชอบจับปากกาแน่น ๆ
ชานิ้วและฝ่ามือ สื่อถึงสุขภาพอะไร และวิธีป้องกัน/ดูแล
ชานิ้วและฝ่ามือ บ่งบอกถึงภาวะสุขภาพ:
- เส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับในช่องฝ่ามือ (Distal Median Nerve Compression): มักเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อฝ่ามือมากเกินไป ทำให้เส้นประสาทมีเดียนที่แตกแขนงไปยังนิ้วต่าง ๆ ถูกกดทับเล็กน้อยในบริเวณที่ต่ำกว่าข้อมือ
- ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง: อาจเกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อและเยื่อหุ้มเอ็นในฝ่ามือที่เชื่อมโยงกับปลายนิ้ว
วิธีทางป้องกัน ทริคในการดูแลสุขภาพ และการรักษาต่อไป:
- เปลี่ยนวิธีการจับ: หากต้องจับวัตถุเป็นเวลานาน ควรสลับการใช้มือ หรือใช้ด้ามจับที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อลดการบีบเกร็งของฝ่ามือ
- นวดและคลายกล้ามเนื้อฝ่ามือ: ใช้มืออีกข้างนวดกดจุดบริเวณฝ่ามือเบา ๆ หรือใช้ลูกบอลเล็ก ๆ คลึงบริเวณฝ่ามือเพื่อคลายความตึง
- ความร้อนช่วยบรรเทา: การแช่มือในน้ำอุ่น หรือใช้แผ่นประคบร้อนบริเวณฝ่ามือ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตและคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อได้
3. ชาง่ามอุ้งมือระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้: เส้นประสาทกดทับที่ต้นแขน (Radial Nerve Entrapment)
อาการชานี้เป็นจุดที่สังเกตได้ยาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักบ่งชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมือ แต่อาจเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับในตำแหน่งที่สูงขึ้นไป คือบริเวณ ต้นแขน ซึ่งเป็นหน้าที่ของเส้นประสาทเรเดียล (Radial Nerve)
ลักษณะของการชาและการกระตุ้นอาการ
ลักษณะของการชา:
- ตำแหน่ง: ชาบริเวณผิวหนังที่หลังมือ ตรง ง่ามอุ้งมือระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ (บริเวณที่เรียกว่า "Anatomical Snuff Box" แต่เป็นอาการชาบนผิวหนังเท่านั้น)
- ความรู้สึก: มักมีอาการชาอย่างเดียว ไม่ค่อยมีอาการปวด แต่บางครั้งอาจรู้สึกอ่อนแรงในการเหยียดนิ้วโป้งและนิ้วมืออื่น ๆ
- การกระตุ้น: อาการชาจะเด่นชัดขึ้นเมื่อมีการหมุนแขนหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อต้นแขนและปลายแขนอย่างหนัก
ชาง่ามอุ้งมือ สื่อถึงสุขภาพอะไร และวิธีป้องกัน/ดูแล
ชาง่ามอุ้งมือ บ่งบอกถึงภาวะสุขภาพ:
- เส้นประสาทเรเดียลถูกกดทับ (Radial Nerve Entrapment): เกิดจากการที่เส้นประสาทเรเดียลถูกบีบรัดตามแนวทางเดินที่ต้นแขนหรือปลายแขน มักพบในผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อแขนอย่างหนัก หรือมีการใช้สายรัดแขนที่แน่นเกินไป
- เส้นประสาทเรเดียลอักเสบ: เกิดจากการบาดเจ็บที่ส่งผลต่อเส้นประสาทโดยตรง
วิธีทางป้องกัน ทริคในการดูแลสุขภาพ และการรักษาต่อไป:
- เลี่ยงการกดทับ: ระวังไม่ให้นอนทับแขนตัวเอง และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของที่รัดแน่นบริเวณต้นแขนหรือข้อศอก
- บริหารยืดเหยียด: บริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขนและต้นแขนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความตึงที่อาจกดทับเส้นประสาท
- กายภาพบำบัด: หากอาการชาไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อวินิจฉัยและรับการรักษา เช่น การทำอัลตราซาวนด์ หรือการนวดเฉพาะจุด
4. ชานิ้วนาง นิ้วก้อย และสันมือ: เส้นประสาทข้อศอกถูกกดทับ เลือดไหลเวียนไม่ดี (Cubital Tunnel Syndrome)
ถ้าคุณชาที่นิ้วนางและนิ้วก้อย อาการนี้มักไม่ได้มาจากข้อมือ แต่มาจากปัญหาที่ ข้อศอก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เส้นประสาทอัลนาร์ (Ulnar Nerve) ถูกกดทับ อาการนี้ถูกเรียกว่า โรคเส้นประสาทข้อศอกถูกบีบรัด (Cubital Tunnel Syndrome)
ลักษณะของการชาและการกระตุ้นอาการ
ลักษณะของการชา:
- ตำแหน่ง: ชาบริเวณ นิ้วนาง (ครึ่งหนึ่งด้านที่ติดกับนิ้วก้อย), นิ้วก้อย, และสันมือ (ด้านที่ติดกับนิ้วก้อยไปจนถึงข้อศอก)
- ความรู้สึก: ชา, เสียวแปลบ, หรือรู้สึกปวดที่ข้อศอก โดยอาการปวดอาจร้าวลงมาที่มือ
- ช่วงเวลา: อาการจะแย่ลงอย่างชัดเจนเมื่อ งอข้อศอก เป็นเวลานาน เช่น การถือโทรศัพท์แนบหู, การนั่งเท้าศอกบนโต๊ะ หรือการนอนงอศอกเป็นประจำ
ชานิ้วนาง นิ้วก้อย สื่อถึงสุขภาพอะไร และวิธีป้องกัน/ดูแล
ชานิ้วนาง นิ้วก้อย บ่งบอกถึงภาวะสุขภาพ:
- โรคเส้นประสาทข้อศอกถูกบีบรัด (Cubital Tunnel Syndrome): เกิดจากการที่เส้นประสาทอัลนาร์ (Ulnar Nerve) ถูกกดทับหรือตึงมากเกินไปตรงบริเวณช่องอุโมงค์ที่ข้อศอก
- เลือดไหลเวียนไม่ดีเฉพาะที่: การกดทับเส้นประสาทอัลนาร์ทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณนิ้วนางและนิ้วก้อยลดลง (แต่สาเหตุหลักคือเส้นประสาท)
วิธีทางป้องกัน ทริคในการดูแลสุขภาพ และการรักษาต่อไป:
- เลี่ยงการงอข้อศอกนาน ๆ: หากใช้โทรศัพท์มือถือ ควรใช้หูฟัง หรือสลับไปใช้มือถืออีกข้างแทน
- ระวังการเท้าศอก: หลีกเลี่ยงการนั่งเท้าศอกบนโต๊ะทำงาน หรือถ้าจำเป็นให้ใช้แผ่นรองศอกที่นุ่ม
- บริหารยืดเหยียด: ฝึกการยืดเหยียดเส้นประสาทอัลนาร์ (Nerve Gliding) ตามที่นักกายภาพแนะนำ
- การรักษา: หากอาการรุนแรง อาจต้องใช้เฝือกดามข้อศอกชนิดอ่อนขณะนอนหลับ เพื่อป้องกันการงอศอก หรืออาจต้องพิจารณาการผ่าตัดเคลื่อนย้ายเส้นประสาท
5. ชานิ้วก้อย: งอและเกร็งข้อศอกถือโทรศัพท์นาน
อาการชานิ้วก้อยเพียงนิ้วเดียว เป็นลักษณะที่เกิดจากการใช้งานและท่าทางที่ผิดปกติซ้ำ ๆ และมักเป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่ได้ลุกลามมาจากอาการชาทั้งมือ
ลักษณะของการชาและการกระตุ้นอาการ
ลักษณะของการชา:
- ตำแหน่ง: ชาเฉพาะ นิ้วก้อย
- ความรู้สึก: ชาแบบเหน็บชา, เสียวแปลบ และอาจรู้สึกอ่อนแรงที่นิ้วก้อย
- การกระตุ้น: อาการชาจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนหลังจาก งอข้อศอกและเกร็งมือ เพื่อถือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน หรือการทำงานที่ต้องใช้การงอข้อศอกและออกแรงที่นิ้วก้อยซ้ำ ๆ
ชานิ้วก้อย สื่อถึงสุขภาพอะไร และวิธีป้องกัน/ดูแล
ชานิ้วก้อย บ่งบอกถึงภาวะสุขภาพ:
- เส้นประสาทอัลนาร์ถูกกดทับเล็กน้อย (Minor Ulnar Nerve Compression): เป็นอาการเริ่มต้นของการถูกกดทับเส้นประสาทอัลนาร์ที่ข้อศอก แต่ยังจำกัดอาการอยู่แค่นิ้วก้อย เนื่องจากนิ้วก้อยได้รับเส้นประสาทอัลนาร์แบบเต็ม ๆ
- พฤติกรรม Digital Device Syndrome: เป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลในท่าทางที่บีบรัดเส้นประสาท
วิธีทางป้องกัน ทริคในการดูแลสุขภาพ และการรักษาต่อไป:
- ใช้หูฟังหรือขาตั้ง: เปลี่ยนพฤติกรรมการถือโทรศัพท์ทันที ควรใช้หูฟังบลูทูธ หรือใช้ขาตั้งโทรศัพท์เพื่อหลีกเลี่ยงการงอศอกและไม่ต้องใช้แรงพยุงจากนิ้ว
- ยืดข้อศอกบ่อย ๆ: พยายามเหยียดแขนตรงทุก ๆ 10-15 นาที เพื่อให้เส้นประสาทอัลนาร์ได้ผ่อนคลาย
- การนวดคลายเส้นประสาท: นวดเบา ๆ บริเวณแนวเส้นประสาทที่วิ่งผ่านข้อศอกด้านในเพื่อคลายความตึง
6. ชาปลายนิ้วมือ 5 นิ้ว: สัญญาณของ "การใช้งานหนัก" และ "การไหลเวียนเลือดไม่ดี" เฉพาะที่
อาการชาที่เกิดขึ้นที่ ปลายสุดของนิ้วมือทั้ง 5 นิ้ว มักเป็นสัญญาณของปัญหาการไหลเวียนโลหิต หรือการขาดสารอาหารเฉพาะที่ และไม่ใช่ปัญหาการกดทับของเส้นประสาทหลัก
ลักษณะของการชาและการกระตุ้นอาการ
ลักษณะของการชา:
- ตำแหน่ง: ชาเฉพาะ ปลายสุดของนิ้วมือทั้ง 5 นิ้ว (ไม่ใช่ชาทั้งนิ้ว) อาจมีอาการชาเล็กน้อยที่ปลายเท้าได้
- ความรู้สึก: ชาแบบซ่า ๆ, รู้สึกเย็น หรือแสบร้อนที่ปลาย
- การกระตุ้น: อาการชาอาจเกิดขึ้นเมื่อร่างกายเผชิญกับอุณหภูมิที่เย็นจัด (ปรากฏการณ์เรย์โนด์ - Raynaud's Phenomenon) หรือหลังจากทำงานที่ต้องใช้การสั่นสะเทือนของมือ
ชาปลายนิ้วมือ 5 นิ้ว สื่อถึงสุขภาพอะไร และวิธีป้องกัน/ดูแล
ชาปลายนิ้วมือ 5 นิ้ว บ่งบอกถึงภาวะสุขภาพ:
- การไหลเวียนโลหิตไม่ดีเฉพาะที่: ปลายมือเป็นส่วนที่เลือดไปเลี้ยงได้ยากที่สุด หากมีการไหลเวียนไม่ดี (มักเกิดจากอากาศเย็น หรือการกดทับชั่วคราว) ก็จะเกิดอาการชาขึ้น
- ภาวะขาดวิตามิน: โดยเฉพาะวิตามิน B12 ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างปลอกประสาท หากขาดจะทำให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้าได้ (Peripheral Neuropathy)
- เบาหวานระยะเริ่มต้น: อาการชาปลายมือปลายเท้าเป็นสัญญาณแรกเริ่มของภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมจากโรคเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) ซึ่งต้องระวังอย่างมาก
วิธีทางป้องกัน ทริคในการดูแลสุขภาพ และการรักษาต่อไป:
- รักษาความอบอุ่น: สวมถุงมือในที่อากาศเย็น เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังปลายนิ้ว
- เสริมวิตามิน B: รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B12 (เช่น เนื้อสัตว์, ไข่, ผลิตภัณฑ์นม) หรืออาหารเสริมตามคำแนะนำของแพทย์
- ตรวจสุขภาพเบาหวาน: หากมีอาการชาปลายมือปลายเท้าแบบไม่ทราบสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
7. ชาทั้งมือ: กระดูกต้นคอเสื่อม และกดทับเส้นประสาท
หากอาการชาไม่ได้จำกัดแค่บางนิ้ว แต่ ชาร้าวจากคอลงมาถึงแขนและชาทั้งมือ นั่นเป็นสัญญาณที่รุนแรงและบ่งบอกว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่มือหรือข้อศอกแล้ว แต่มาจาก ต้นเหตุที่กระดูกสันหลังส่วนคอ ซึ่งเป็นจุดที่เส้นประสาทเริ่มต้นออกมาจากไขสันหลัง
ลักษณะของการชาและการกระตุ้นอาการ
ลักษณะของการชา:
- ตำแหน่ง: ชาทั้งมือ หรือชาจากต้นแขน ร้าวลงมาตามแขนจนถึงมือ อาจมีอาการชาที่นิ้วใดนิ้วหนึ่งเด่นกว่า
- ความรู้สึก: มักมีอาการปวดคอ, ปวดบ่า, ปวดไหล่ร่วมด้วย และอาจรู้สึก อ่อนแรงอย่างชัดเจน ที่แขนหรือมือ
- การกระตุ้น: อาการชาจะแย่ลงเมื่อมีการ แหงนคอ หรือก้มคอ เป็นเวลานาน หรือการเอียงศีรษะไปด้านข้าง
ชาทั้งมือ สื่อถึงสุขภาพอะไร และวิธีป้องกัน/ดูแล
ชาทั้งมือ บ่งบอกถึงภาวะสุขภาพ:
- กระดูกต้นคอเสื่อมและกดทับเส้นประสาท (Cervical Spondylosis/Radiculopathy): เกิดจากความเสื่อมของกระดูกและหมอนรองกระดูกที่คอ ทำให้ไปเบียดหรือกดทับเส้นประสาทที่ออกจากกระดูกสันหลัง ซึ่งเส้นประสาทนี้ทำหน้าที่ควบคุมความรู้สึกและการเคลื่อนไหวของทั้งแขนและมือ
- หมอนรองกระดูกคอเคลื่อน: ภาวะเฉียบพลันที่ต้องเฝ้าระวัง
วิธีทางป้องกัน ทริคในการดูแลสุขภาพ และการรักษาต่อไป:
- ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที: หากมีอาการชาทั้งมือร่วมกับอาการอ่อนแรงควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ เพื่อวินิจฉัยด้วยการ X-ray หรือ MRI
- ปรับท่าทางคอ: หลีกเลี่ยงการก้มคอเล่นโทรศัพท์ หรือการแหงนคอเป็นเวลานาน ใช้อุปกรณ์ช่วยจัดท่าทาง (เช่น การตั้งจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา)
- กายภาพบำบัดที่คอ: การบริหารคอเบา ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อคอ และการดึงคอ (Traction) ตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด
- ใช้หมอนที่เหมาะสม: ควรเลือกหมอนที่ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป เพื่อรักษากระดูกคอให้อยู่ในแนวที่เป็นกลางขณะนอนหลับ
อาการชาที่มือและนิ้วมือไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ที่คุณจะปล่อยผ่านไปได้อีกต่อไปนะคะ! การที่เราได้ถอดรหัส 7 ตำแหน่งการชาไปอย่างละเอียดแล้ว ทำให้เรารู้ว่าทุกอาการซ่า ๆ หรือเหน็บชาที่เกิดขึ้น ล้วนเป็น "คำเตือนสุดสำคัญ" จากร่างกายของเราเอง ดังนั้นการดูแลสุขภาพมือและเส้นประสาทจึงเป็นหนึ่งใน Beauty Tricks ที่สำคัญที่สุด เพราะมือที่แข็งแรงและปราศจากอาการชา จะทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ทำกิจกรรมที่รักได้เต็มที่ และไม่ถูกความเจ็บปวดมาขัดขวางความปังค่ะ
อ่านบทความที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ :


