เสียหายหลายแสนแต่ปัญหาหลุมสิวก็ไม่มีวี่แววจะดีขึ้น ลองมาหมดทั้งคอร์สเลเซอร์ และสกินแคร์ที่หลายคนว่าดี แต่ผิวหน้าก็ยังไม่กลับมาเรียบเนียนอย่างที่หวัง สำหรับใครที่กำลังคิดไม่ตกกับปัญหานี้ Wongnai Beauty จะพามาทำความรู้จักกับ “Subcision” หัตถการที่กำลังมาแรงในหมวดรักษาหลุมสิว ถ้าอยากรู้ว่า Subcision คืออะไร? เหมาะกับหลุมสิวแบบไหน? ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล? ก็รีบตามมาดูกันเลย~
Subcision คืออะไร?
Subcision คือหัตถการที่แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กหรือเครื่องมือเฉพาะนำเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณที่มีหลุมสิว เพื่อตัดเส้นพังผืดที่ดึงรั้งผิวไว้กับผิวชั้นลึก ทำให้ผิวบุ๋มลงไป ไม่เรียบเนียนเสมอกัน ซึ่งพังผืดนี่แหละคือหนึ่งในตัวการหลักของหลุมสิวที่ดูฝังแน่น รักษายาก เมื่อพังผืดถูกตัดออกผิวก็จะค่อย ๆ ดีดตัวขึ้น และร่างกายจะเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่เข้ามาซ่อมแซมผิวบริเวณนั้น ส่งผลให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น และผิวหน้าเรียบเนียนขึ้นในระยะยาว

หัตถการนี้จะทำโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเท่านั้น โดยคุณหมอจะฉีดยาชาเฉพาะจุดก่อนทำ ใช้เวลาไม่นาน และไม่ต้องพักฟื้นนานแบบการเลเซอร์บางชนิด เหมาะกับคนที่มีหลุมสิวลึกแบบ Rolling Scar หรือ Boxcar Scar มากกว่าหลุมสิวแบบจิกลึกลงไปอย่าง Ice Pick Scar
ข้อดีของการทำ Subcision รักษาหลุมสิว

- จัดการหลุมสิวลึกได้ตรงจุด : Subcision เหมาะมากกับหลุมสิวลึกอย่าง Rolling Scar หรือ Boxcar Scar เพราะเป็นวิธีที่เข้าไปจัดการถึง “ต้นตอของปัญหา” อย่างพังผืดที่ดึงรั้งผิวไว้ ทำให้ผลลัพธ์ชัดเจนกว่าการใช้ครีมหรือทรีตเมนต์ทั่วไป
- ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ : นอกจากจะตัดพังผืดแล้ว การทำ Subcision ยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเราสร้างคอลลาเจนใหม่ในจุดที่มีหลุมสิว ผิวจะค่อย ๆ เด้งขึ้น และดูเรียบเนียนขึ้นอย่างชัดเจน
- เห็นผลลัพธ์ชัดเจน : บางคนหลังทำแค่ 1 - 2 ครั้ง ก็เริ่มเห็นว่าผิวตื้นขึ้น โดยเฉพาะถ้าทำร่วมกับเลเซอร์หรือหัตถการอื่น จะยิ่งเห็นผลเร็วและชัดเจนมากขึ้น
- ไม่ต้องพักฟื้นนาน : หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว Subcision เป็นวิธีรักษาที่ฟื้นตัวไวมาก หลังทำอาจมีรอยช้ำเล็กน้อย ซึ่งจะหายได้ในไม่กี่วัน เหมาะกับคนที่อยากรักษาหลุมสิว แต่ไม่สะดวกหยุดงานนาน
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ Subcision รักษาหลุมสิว

- อาจมีรอยช้ำหรือบวมหลังทำ : หลังทำ Subcision หลายคนอาจเจอรอยช้ำหรืออาการบวมเล็กน้อยในจุดที่รักษา ซึ่งเป็นผลข้างเคียงปกติจากการตัดพังผืดใต้ผิว อาการพวกนี้จะหายได้ใน 5 - 10 วัน แต่ก็อาจกระทบกับความมั่นใจในช่วงแรกได้บ้าง โดยเฉพาะถ้ามีแพลนไปออกงานหรือพบปะคนเยอะ ๆ
- ใช้เวลาและความต่อเนื่องในการรักษา : ต้องทำความเข้าใจตรงกันก่อนว่าหลุมสิวไม่ได้หายได้ในครั้งเดียวหลังการรักษา โดยเฉพาะหลุมลึกมาก ๆ อาจต้องทำซ้ำหลายครั้งและใช้เวลาในการรอผิวฟื้นฟู ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่าช้า หรือไม่ทันใจเท่าการศัลยกรรม
- ไม่เหมาะกับหลุมสิวบางประเภท : Subcision จะเหมาะกับหลุมสิวแบบ Rolling Scar และ Boxcar Scar มากกว่าแบบหลุมจิกลึก (Ice Pick Scar) ซึ่งหากใครมีหลุมสิวหลายประเภทในจุดเดียวกัน อาจต้องใช้หลายวิธีรักษาควบคู่กัน ไม่สามารถหวังผลจาก Subcision เพียงอย่างเดียวได้
- ต้องทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญเท่านั้น : ถึงจะดูเป็นหัตถการเล็ก ๆ แต่ถ้าทำโดยคนที่ไม่มีความชำนาญ อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ตัดพังผืดไม่ถูกตำแหน่ง เกิดก้อนใต้ผิว หรือเสี่ยงติดเชื้อได้ จึงควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
- มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง : ราคาต่อครั้งอยู่ในหลักพันถึงหลักหมื่น แล้วแต่คลินิกและอุปกรณ์ที่ใช้ และด้วยความที่อาจต้องทำหลายครั้งเพื่อให้เห็นผลชัดเจน คนที่มีหลุมสิวทั่วใบหน้าอาจต้องวางแผนงบประมาณไว้ล่วงหน้า
Subcision VS เลเซอร์รักษาหลุมสิว แตกต่างกันอย่างไร?
แม้จะมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “รักษาหลุมสิวให้ผิวดูตื้นขึ้น” แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า Subcision และเลเซอร์ใช้หลักการรักษาที่ต่างกัน และเหมาะกับหลุมสิวคนละประเภท

Subcision
- เป็นหัตถการที่ใช้เข็มเข้าไปตัดพังผืดใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวดึงรั้งผิวให้เกิดรอยบุ๋ม
- เหมาะกับหลุมสิวที่มีพังผืดยึดเกาะ เช่น Rolling Scar และ Boxcar Scar
- เห็นผลได้ชัดเจนในบริเวณที่มีพังผืดเยอะ โดยเฉพาะหลุมสิวลึกที่ครีมหรือเลเซอร์อย่างเดียวเอาไม่อยู่
- ฟื้นตัวไว มีรอยช้ำบ้างแต่ไม่ต้องพักฟื้นนาน
เลเซอร์
- ใช้พลังงานแสงหรือความร้อนเข้าไปผลัดเซลล์ผิวชั้นบน และกระตุ้นคอลลาเจนในผิวชั้นลึก
- เหมาะกับหลุมสิวตื้น - ปานกลาง หรือหลุมสิวทั่วใบหน้า
- ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ และรูขุมขนกระชับขึ้นด้วย
- อาจต้องพักฟื้น 3 - 7 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของเลเซอร์ เช่น CO2, Fractional, Er:YAG ฯลฯ
ต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

โดยทั่วไปแล้ว Subcision ไม่สามารถเห็นผลชัดเจนในครั้งเดียว เพราะหลุมสิวมักมีความลึกและพังผืดที่ฝังแน่นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นผลหลังทำประมาณ 1 - 2 ครั้ง ผิวจะค่อย ๆ ตื้นขึ้นในจุดที่มีพังผืดเยอะ และดูเรียบเนียนขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ในกรณีที่หลุมสิวลึกมาก หรือมีหลายบริเวณ อาจต้องทำซ้ำ ประมาณ 3 - 5 ครั้ง โดยเว้นช่วงแต่ละครั้งประมาณ 1 - 2 เดือน เพื่อให้ผิวมีเวลาสร้างคอลลาเจนและฟื้นตัวได้เต็มที่
Subcision รักษาหลุมสิว เหมาะกับใคร?

- คนที่มีหลุมสิวลึกแบบมีพังผืดดึงรั้งใต้ผิว : โดยเฉพาะหลุมสิวประเภท Rolling Scar หลุมสิวขนาดกลาง ลักษณะโค้ง ๆ ลาดลงไปแบบลูกคลื่น และ Boxcar Scar หลุมสิวลึก ขอบค่อนข้างชัด ดูเหมือนกล่องเล็ก ๆ ฝังบนผิว เนื่องจากเป็นกลุ่มที่พังผืดใต้ผิวมีบทบาทเยอะ ซึ่ง Subcision จะเข้าไปตัดพังผืดให้ผิวดีดตัวขึ้นมาได้อย่างตรงจุด
- คนที่เคยรักษาหลุมสิวด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ตอบสนอง : เช่น ทำเลเซอร์หลายครั้งแต่หลุมลึกยังไม่ตื้นเท่าที่หวัง Subcision อาจเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์มากกว่า เพราะเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ผลัดผิว
- คนที่ไม่มีปัญหาเลือดออกง่าย หรือแผลหายยาก : ถึงแม้ Subcision จะเป็นหัตถการเล็ก ๆ แต่ก็มีการใช้เข็มและเกิดรอยช้ำชั่วคราว จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ หรือรับประทานยาละลายลิ่มเลือดบางชนิด
ถ้าคุณเป็นอีกคนที่อยากให้หลุมสิวตื้นขึ้น ไม่ใช่แค่ดูดีชั่วคราว Subcision อาจเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่าที่คิด แต่อย่าลืมว่าหัตถการนี้ควรทำโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
.
อ่านบทความศัลยกรรม หัตถการเทคนิคดี ๆ อื่น ๆ ที่น่าสนใจต่อได้ที่ :


