Wongnai Tasting ประจำเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา ทาง Wongnai เรามีโอกาสพาสมาชิก Elite User มา “Klang Nuea (คลั่งเนื้อ)” ร้านสเต็กโฮมคุกเล็ก ๆ ที่เพิ่งเปิดใหม่ย่านอารีย์ที่มีเพียง 5 โต๊ะเท่านั้น บรรยากาศให้ความรู้สึกเหมือนมานั่งกินข้าวบ้านเพื่อนที่ทำอาหารเก่งมาก ร้านนี้เกิดจากความหลงใหลของเจ้าของร้านที่เป็นสายเนื้อตัวจริง ร่วมกับหุ้นส่วนเชฟจากร้านญี่ปุ่นชื่อดังที่อยากสร้างพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับเสิร์ฟเนื้อวากิวคุณภาพดีแบบจริงใจ ตั้งใจให้ที่นี่กลายเป็น “ร้านสเต็กดี ๆ ในความทรงจำของใครสักคน”
ช่วงที่ไปเป็นเดือนธันวาคมพอดี บรรยากาศเย็นกำลังดี หน้าร้านถูกตกแต่งด้วยธีมคริสต์มาสให้ความรู้สึกอบอุ่น พอเดินเข้ามาด้านในก็ยิ่งรู้สึกถึงความโฮมมี่แบบเป็นกันเอง มุมต่าง ๆ ของร้านเต็มไปด้วยรายละเอียดน่ารัก ๆ จนเผลอหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปแทบไม่หยุด





เริ่มต้นมื้อแบบเบา ๆ กับเมนูสลัดที่ร้านเตรียมไว้หลายแบบ จานแรกคือ Caesar Salad with Anchovies & Parmigiano-Reggiano DOP 30 Mesi ซีซาร์สลัดที่ท็อปด้วยพาร์เมซานชีสแท้จากอิตาลีที่บ่มมาถึง 30 เดือน ซึ่งถือว่าเป็น Top Tier จริง ๆ เพราะมาตรฐานขั้นต่ำของ Parmigiano-Reggiano DOP อยู่ที่ 12 เดือนเท่านั้น การบ่มนานถึง 30 เดือนทำให้ชีสมีรสชาติเข้มข้นขึ้นมาก มีกลิ่นถั่วและเครื่องเทศที่สัมผัสได้ชัดเจน เนื้อสัมผัสเป็นแบบ crumbly ร่วนละเอียด ทางร้านให้ชีสมาอย่างไม่กั๊กเลย กินรวมกับผักที่กรอบสดแล้วได้ทั้งความนัวของชีสและความสดชื่นในคำเดียว


จากนั้นเป็น Yuzu Prawn Salad สลัดกุ้งที่ให้ความรู้สึกสดใสขึ้นมาอีกขั้น กุ้งตัวใหญ่สดหวานวางบนผักสลัดกรอบ ๆ แล้วราดด้วยน้ำสลัดยูซุโฮมเมดของร้านที่ให้กลิ่นหอมซิตรัสชัดเจน รสเปรี้ยวหวานกำลังดี ช่วยเปิดต่อมรับรสได้ดีมากก่อนเข้าสู่เมนูหลัก ส่วนใครที่ชอบโทนผลไม้ต้องลอง Balsamic Rocket & Walnut Salad ที่รวมทั้งผลไม้สด วอลนัต และชีส คลุกกับบัลซามิกเดรสซิ่ง ให้ความหวานอมเปรี้ยวสดชื่นจากสตรอว์เบอร์รีและผลไม้ต่าง ๆ เป็นจานที่เบาสบายแต่รสชาติมีมิติ


อีกจานที่สะดุดตาคือ Crispy Whitebait Salad สลัดที่ท็อปด้วยปลาเงินทอดกรอบสีทองสวย เพิ่มเลเยอร์ของรสสัมผัสด้วยไข่ปลาแซลมอนที่ให้ความเค็มมันเล็ก ๆ กินรวมกับผักแล้วบาลานซ์ดีมาก ไม่มีกลิ่นคาวเลย


หลังจากเรียกน้ำย่อยกันแล้ว ก็ถึงเวลาของพระเอกของมื้อนี้กับเมนู Butcher’s Selection ที่เปิดโอกาสให้เลือกทั้งส่วนของเนื้อ ระดับความสุก และสไตล์การเสิร์ฟได้ตามชอบ แบบแรกคือ Classic Steak สำหรับคนที่อยากสัมผัสรสชาติของเนื้อแบบเต็ม ๆ โดยไม่ถูกรบกวนด้วยซอส ตัวเนื้อย่างมาอย่างพอดี เสิร์ฟคู่ข้าวโพดหวานและผักย่างตามฤดูกาล หากอยากเพิ่มรสชาติ ทางร้านมีซอสให้เลือกทั้งชิมิชูรี ซอสพริกไทยสด รวมถึงน้ำจิ้มแจ่วและน้ำพริกหนุ่มที่ให้กลิ่นอายแบบไทย ๆ ซึ่งน้ำพริกหนุ่มนี่ช่วยตัดเลี่ยนได้ดีอย่างคาดไม่ถึง เนื้อที่ใช้เป็นเนื้อวากิวจากจังหวัดสกลนคร ผ่านการคัดเลือกและปรุงอย่างพิถีพิถัน เนื้อมีความนุ่มละมุน ไม่มีกลิ่นสาบ และชิ้นใหญ่สมใจสายเนื้อ



ถ้าอยากเพิ่มความลึกของรสชาติขึ้นมาอีกระดับ ทางร้านมี Signature Au Jus Steak ที่เสิร์ฟพร้อมซอสจูส์โฮมเมดซึ่งเคี่ยวนานกว่า 25 ชั่วโมง ซอสให้รสกลมกล่อมลึกขึ้น เสริมด้วยกระเทียมย่างและขิงอ่อนทอดกรอบ ทำให้การกินสเต็กจานนี้มีมิติและความละมุนมากขึ้น ลืมบอกไปว่าระหว่างการทำ เราสามารถลุกขึ้นไปดูโซนครัวได้ด้วยนะ ได้เห็นการย่างและจัดจานแบบใกล้ชิดเลยทีเดียว


ส่วนใครที่ชอบรสเข้มข้นและกลิ่นสมุนไพรแบบยุโรป ต้องลอง Café de Paris Steak ที่ใช้เนื้อ Tenderloin เสิร์ฟพร้อมเนยสมุนไพรสูตรสไตล์ Café de Paris จากเจนีวา กลิ่นหอมของเนยและสมุนไพรช่วยยกระดับรสชาติของเนื้อให้เข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น


นอกจากสเต็กแล้ว ร้านยังมีเมนูเนื้อพิเศษให้ลอง อย่าง Wagyu Fat Rice หรือข้าวอบมันเนื้อวากิวหอม ๆ เสิร์ฟพร้อมเนื้อวากิวสไลด์และวาซาบิดอง ทางร้านใช้ข้าวญี่ปุ่นจากจังหวัด Niigata ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องรสหวานละมุน เมื่อหุงสุกจะหอม ฟู และอร่อยพอที่จะกินเปล่า ๆ ได้เลย พอเสิร์ฟคู่กับเนื้อวากิวสไลด์และวาซาบิดองแล้ว ความมันของเนื้อและความเผ็ดเย็นของวาซาบิเข้ากันได้อย่างลงตัวมาก


อีกเมนูที่น่าสนใจคือ Sous Vide Wagyu Beef Tongue ลิ้นวัวที่คัดเฉพาะส่วนโคน นำไปซูวีจนเนื้อนุ่มฉ่ำ ก่อนจะย่างไฟอ่อนเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เชฟคัดเลือกให้เสิร์ฟได้เพียง 20% ของลิ้นทั้งชิ้น ความพิถีพิถันระดับนี้บอกได้เลยว่าคุ้มค่า


ส่วนเมนูที่ดูเล็กแต่จัดเต็มคือ Wagyu Fusion Bite Topped with Uni and Caviar วากิวนุ่มฉ่ำห่อด้วยร็อกเก็ตสด ท็อปด้วยอุนิและคาเวียร์ ก่อนปิดท้ายด้วยบัลซามิกเกลซและพาร์มีจาโน เรจจาโนขูดละเอียด แม้หน้าตาจะดูเหมือนคำเล็ก ๆ แต่ Portion จริงค่อนข้างใหญ่ แบ่งกันชิมได้หลายคน


สำหรับใครที่ไม่ได้กินเนื้อ ทางร้านก็มีเมนูซีฟู้ดให้เลือกเช่นกัน อย่าง Hamachi Carpaccio ปลาฮามาจิสไลด์บางสด ๆ ราดซอสเค็มหวานพอดี เสริมด้วยวาซาบิดองและขิงทอดกรอบ เพิ่มทั้งกลิ่นและเนื้อสัมผัส หรือจะเป็น Fish & Chips ที่ใช้ปลาเนื้อขาวสดชุบแป้งเบียร์บัตเตอร์ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งโฮมฟรายส์ เลมอนย่างหอม ๆ และซอสโฮมเมด จานนี้ก็ให้ปลาชิ้นใหญ่มาแบบไม่กั๊ก กินเพลินมาก


อีกหนึ่งเมนูข้าวโซน Seafood ที่อยากให้ลองไม่แพ้กันคือ Grilled Hamachi & Ikura Rice จานนี้ใช้ข้าว Niigata เช่นเดียวกันกับตัวข้าวอบมันเนื้อด้านบน เมล็ดข้าวเรียงตัวสวย ให้ความหนึบกำลังดี ก่อนจะท็อปด้วยปลาฮามาจิที่ย่างบนเตาถ่านจนผิวด้านนอกหอมกรุ่น ได้กลิ่นควันอ่อน ๆ ช่วยดึงรสธรรมชาติของปลาออกมาได้พอดี เนื้อปลาด้านในยังคงความฉ่ำอยู่ กินคู่กับไข่ปลาอิคุระที่วางมาแบบไม่หวง พอกินรวมกันกลายเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ประทับใจมาก และยิ่งตอกย้ำว่าร้านนี้ไม่ได้มีดีแค่เมนูเนื้อแต่เมนูข้าวและซีฟู้ดก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กันเลยจริง ๆ


ปิดท้ายกันด้วยเมนูของหวานที่ตอนแรกไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องดีมาก แต่พอได้ลองแล้วอยากบอกต่อสุด ๆ เริ่มด้วย Camembert Toast with Maple Syrup ขนมปังกรอบเสิร์ฟคู่กับชีสกามองแบร์ที่ทางร้านให้มาอย่างไม่กั๊ก ราดเมเปิลไซรัปลงไป รสชาติเข้ากันอย่างน่าแปลกใจ Portion ใหญ่มากพอที่หลายคนจะแบ่งกินได้สบาย ๆ จัดจานได้สวยน่าถ่ายรูปมากด้วย


นอกจากนี้ทางร้านยังมีของหวานอีกสองแบบให้เลือก ถ้าอยากปิดท้ายมื้อด้วยความสดชื่น Lemon Posset คือคำตอบ ของหวานสไตล์อังกฤษที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่ยุคกลาง ปัจจุบันพัฒนามาเป็นครีมซิตรัสเนื้อนุ่มเนียน เนื้อสัมผัสละมุนให้รสชาติคู่กันระหว่างรสเปรี้ยวและหวาน

แต่ถ้าอยากจบแบบละมุน Homemade Ice Cream ของทางร้านก็มีให้เลือกถึง 3 รสชาติ ทั้ง Banoffee, Milk Cheese และ Dark Chocolate ทุกรสทำมือโดยทางร้านเอง หอมนม ละมุน และครบรสในคำเดียว ไม่ว่าจะเลือกรสไหนก็เป็นการปิดมื้อได้อย่างลงตัวทุกแบบเลย




สายเนื้อคนไหนอยากได้ทั้งบรรยากาศดี อาหารคุณภาพ และประสบการณ์ที่รู้สึกว่า "เงินที่จ่ายไปคุ้มค่า" ต้องแวะมาที่ "Klang Nuea (คลั่งเนื้อ)" ให้ได้ นอกจากนี้ทางร้านยังมีชั้นบนสำหรับจัดเลี้ยงส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นมื้อกับเพื่อน หรืองานเลี้ยงบริษัทก็สามารถสอบถามได้เลย แนะนำให้โทรจองก่อน เพราะโต๊ะเต็มเร็ว ส่วนเรื่องที่จอดรถ ทางร้านมีที่จอดรถส่วนตัวในร้านด้วย ไม่ต้องเดินไปไหนไกลเลย

สำหรับกิจกรรม Wongnai Tasting รอบนี้ก็จบลงแล้ว ขอขอบคุณร้าน "Klang Nuea (คลั่งเนื้อ)" ที่ยินดีเข้าร่วมกิจกรรม Wongnai Tasting เพื่อเสิร์ฟมื้อพิเศษในครั้งนี้ และหากใครสนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของ Wongnai Community หรือร่วมกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ที่จัดขึ้นทุกเดือน สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ เพียงรีวิวอาหาร สถานที่ หรือโรงแรมอย่างสม่ำเสมอและมีคุณภาพ ก็มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษกับทาง Wongnai แบบนี้ อย่าลืมมาแบ่งปันประสบการณ์ก่อนกินกับ Wongnai กันนะคะ
ร้านต่อไปทาง Wongnai จะพา Elite Users ไปลองร้านไหนต่อ รอติดตามชมกันได้ในครั้งหน้านะคะ 💙


