เช็กลิสต์ร้านกาแฟ อุปกรณ์ร้านกาแฟมีอะไรบ้าง? อ่านครบพร้อมขายได้ทันที
  1. เช็กลิสต์ร้านกาแฟ อุปกรณ์ร้านกาแฟมีอะไรบ้าง? อ่านครบพร้อมขายได้ทันที

เช็กลิสต์ร้านกาแฟ อุปกรณ์ร้านกาแฟมีอะไรบ้าง? อ่านครบพร้อมขายได้ทันที

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเปิดร้านกาแฟในฝัน! เจาะลึกวิธีเลือกเครื่องทำกาแฟและเมล็ดกาแฟที่ใช่สำหรับร้านคุณ พร้อมแนะนำอุปกรณ์ร้านกาแฟสำคัญอื่นๆ
writerProfile
15 ส.ค. 2025 · โดย

ความฝันในการเป็นเจ้าของร้านกาแฟเป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่หา แต่การจะเปลี่ยนความฝันให้เป็นจริงนั้นต้องอาศัยการเตรียมตัวอย่างพิถีพิถัน และรอบด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องของแพชชั่นในการชงกาแฟเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางแผนธุรกิจที่รัดกุม การคำนวณเงินลงทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปจนถึงการจัดเตรียมอุปกรณ์ร้านกาแฟที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องทำกาแฟ และเมล็ดกาแฟ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักที่กำหนดคุณภาพและเอกลักษณ์ของร้านคุณ สำหรับผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้โดยที่อาจจะยังไม่มีประสบการณ์โดยตรง Wongnai POS ขอเป็นตัวช่วยให้คุณทำความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้อย่างลึกซึ้งจะช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ และลดความเสี่ยงลงได้

ก่อนลงรายละเอียดอุปกรณ์ สิ่งสำคัญ คือ การประเมิน และวางแผนธุรกิจให้ชัดเจน คุณต้องพิจารณาว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือใคร ทำเลที่ตั้ง ปริมาณลูกค้าที่คาดหวัง และเป้าหมายระยะยาวของธุรกิจ เช่น ต้องการเป็นร้านเดียว หรือมีแผนขยายสาขาในอนาคต ทุกคำถามเหล่านี้จะนำไปสู่การกำหนดสิ่งที่คุณต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเปิดร้านกาแฟได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ

การเลือกเมล็ดกาแฟ

วิธีเลือกเมล็ดกาแฟ

เมล็ดกาแฟ คือ วัตถุดิบหลักที่ส่งผลต่อรสชาติ ประสบการณ์ของลูกค้า และเอกลักษณ์ของร้านคุณอย่างมาก การทำความเข้าใจประเภทของเมล็ดกาแฟจึงเป็นสิ่งจำเป็น เมล็ดกาแฟที่นิยมใช้กันทั่วโลก ที่สามารถปลูก และผลิตในประเทศไทยได้นั้น แบ่งออกเป็นสองสายพันธุ์หลัก ได้แก่ อราบิก้า และโรบัสต้า

  1. กาแฟพันธุ์อราบิก้า (Arabica) มีรสชาติหอมกลมกล่อมนุ่มลิ้น ให้ความรู้สึก Aroma ได้ดีกว่าโรบัสต้า มีการปลูกมามากถึง 3 ใน 4 ของกาแฟทั้งหมดเพราะเป็นที่นิยมของนักดื่มกาแฟทั่วโลก นิยมปลูกในพื้นที่ทางภาคเหนือที่มีสภาพอากาศเย็น และระดับความสูงที่เหมาะสม เช่น เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และลำปาง
  2. กาแฟพันธุ์โรบัสต้า (Robusta) มีรสชาติเข้มข้น หรือมี Body ของกาแฟมากกว่าอราบิก้า รสชาติจะออกเปรี้ยว และหอมฉุนกว่าอราบิก้า มีคาเฟอีนสูงกว่าอราบิก้า มีการเพาะปลูก 1 ใน 3 ของกาแฟ นิยมปลูกในพื้นที่ทางภาคใต้ที่มีอากาศร้อนชื้นและปริมาณน้ำฝนสูง เช่น ชุมพร ระนอง และนครศรีธรรมราช 

นอกจากอราบิก้า และโรบัสต้าแล้ว ยังมีเมล็ดกาแฟอีกหลายสายพันธุ์บนโลกนี้ที่ให้รสชาติ และกลิ่นที่แตกต่างกันไป เช่น ลิเบอริก้า (Liberica) เอ็กซ์เซลซ่า (Excelsa) หรือสายพันธุ์เกอิชา (Geisha) ที่กำลังเป็นที่กำลังเป็นกระแสในตอนนี้อย่างร้าน UNO Coffee Company

เมล็ดกาแฟสายพันธุ์เหล่านี้อาจพบได้บ้างในบางภูมิภาค จากแหล่งปลูกเฉพาะเจาะจงทั่วโลก เช่น เอธิโอเปีย โคลอมเบีย บราซิล หรืออินโดนีเซีย ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ราคาในการนำเข้าก็จะสูงขึ้นตาม ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากคุณต้องการนำเสนอกาแฟพิเศษ ควรพิจารณาถึงกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ ให้มีประสิทธิภาพด้วย

นอกจากสายพันธุ์แล้ว การคั่วกาแฟ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระดับราคา และรสชาติของกาแฟอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับร้านกาแฟสดที่ต้องการสร้างความพิเศษ และมิติใหม่ของรสชาติ นิยมนำเมล็ดโรบัสต้ามาผสมกับอราบิก้า ในอัตราส่วนที่แตกต่างกันไปตามสูตรเฉพาะของร้าน การผสมผสานนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ด้านรสชาติเท่านั้น แต่ยังช่วยเฉลี่ยต้นทุนของเมล็ดกาแฟ และสร้างสมดุลระหว่างความหอม และความเข้มข้นได้เป็นอย่างดี

เลือกประเภทเครื่องทำกาแฟที่ต้องการ 

การเลือกเครื่องทำกาแฟเป็นหนึ่งในการตัดสินใจลงทุนที่สำคัญที่สุด เพราะเครื่องทำกาแฟไม่เพียงแต่เป็นอุปกรณ์สำหรับทำกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์หลักที่บ่งบอกสไตล์ และรสนิยมของร้านคุณ และยังมีผลต่อการกำหนดราคาขายกาแฟด้วย ในการเลือกประเภทเครื่องทำกาแฟ คุณควรพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมาย รูปแบบของร้าน และแผนการขยายสาขาในอนาคต

ประเภทของเครื่องทำกาแฟนั้นมีความหลากหลายอย่างมาก แต่ละแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งในเรื่องของวิธีการชง รสชาติกาแฟที่ได้ และกำลังการผลิตที่ได้ ซึ่งแต่ละประเภทก็จะตอบโจทย์ร้านกาแฟแต่ละสไตล์ วันนี้เราขอยกตัวอย่างเครื่องชง 4 ประเภทที่เรามักจะพบเห็นกันบ่อยๆ 

ประเภทเครื่องชงกาแฟ
  • เครื่องชงแบบกรอง (Drip) เครื่องชงประเภทนี้ใช้วิธีการเทน้ำร้อนค่อยๆ ผ่านกาแฟบดที่วางบนกระดาษกรองลงสู่ภาชนะด้านล่าง ทำให้ได้กาแฟที่สะอาด ไม่มีตะกอน และดึงกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟออกมาได้อย่างละเมียดละไม แม้จะใช้เวลาในการทำที่ค่อนข้างช้า เหมาะสำหรับร้านที่เน้นบรรยากาศสบายๆ หรือร้านที่ต้องการเสนอกาแฟดริปเป็นเมนูพิเศษ กำลังการผลิตต่อครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 4-12 แก้ว
  • เครื่องชงกาแฟแบบกด (Fresh Coffee Press) วิธีการ คือ การแช่เมล็ดกาแฟคั่วบดหยาบในน้ำร้อนแล้วใช้ก้านกรองกดลงอย่างช้าๆ ทำให้ได้กาแฟที่คงน้ำมันกาแฟไว้ครบถ้วน ให้รสชาติที่จัดจ้าน และเต็มปากเต็มคำ แม้จะใช้เวลาในการชง แต่ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับร้านที่ต้องการความคลาสสิก หรือให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในกระบวนการชงด้วยตัวเอง
  • เครื่องชงกาแฟสดแบบไซฟ่อน หรือแบบสูญญากาศ (Syphon Coffee Maker) การชงกาแฟด้วยวิธีนี้ดูคล้ายกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยน้ำจะไหลย้อนขึ้นไปทำปฏิกิริยากับกาแฟในหลอดแก้วด้านบน ก่อนจะไหลย้อนกลับลงมาสู่ภาชนะด้านล่าง ได้กาแฟที่สะอาดและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับร้านสไตล์ฮิปสเตอร์ ย้อนยุค หรือ Specialty Coffee Shop ที่ต้องการดึงดูดลูกค้าด้วยกระบวนการชงที่สวยงามและแปลกตา ข้อจำกัด คือ มีกำลังการผลิตน้อย เพียง 1-2 แก้วต่อครั้งเท่านั้น
  • เครื่องชงแบบใช้แรงดันไอน้ำ (Espresso & Specialty Coffee Machines) เป็นเครื่องชงที่เราจะเห็นมากที่สุดจากร้านกาแฟต่าง ๆ เครื่องชงประเภทนี้มีทั้งแบบอัตโนมัติ กึ่งอัตโนมัติ และแบบ Manual สามารถผลิตกาแฟสดได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น เหมาะสำหรับร้านที่มีปริมาณลูกค้าเยอะและต้องการความรวดเร็วในการบริการ กำลังการผลิตขึ้นอยู่กับกำลังของเครื่องและจำนวนหัวชง ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ 1 ถึง 4 หัว สิ่งสำคัญคือต้องเลือกเครื่องชงสำหรับใช้งานเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ ไม่ใช่แบบใช้ในบ้าน เพราะเครื่องสำหรับธุรกิจถูกออกแบบมาให้มีความทนทาน และประสิทธิภาพสูงรองรับการใช้งานหนักตลอดทั้งวัน ระดับราคามีความกว้างมาก ตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสน หรือหากเป็นเครื่อง Fully Automatic ที่มีเครื่องบดและเครื่องชงในตัว ราคาอาจพุ่งสูงถึง 300,000 บาท หรืออาจแตะหลักล้านเลยทีเดียว

แต่ละประเภทของเครื่องชงกาแฟนั้น ให้ผลลัพธ์ของรสชาติ และคาแรกเตอร์กาแฟที่แตกต่างกัน การเลือกยี่ห้อ และรุ่นของเครื่องชงยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ และความสวยงามของร้าน เพราะเครื่องชงกาแฟที่โดดเด่นมักจะกลายเป็นจุดสนใจและเป็นสัญลักษณ์ของร้านกาแฟแห่งนั้นไปโดยปริยาย รวมถึงชื่อเสียงของแต่ละแบรนด์ก็อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าเช่นกัน คุณควรพิจารณาถึงดีไซน์ที่เข้ากับธีมของร้าน การบริการหลังการขาย และการมีอะไหล่รองรับในระยะยาวด้วย

ปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อเครื่องทำกาแฟ

นอกจากการเลือกประเภทเครื่องทำกาแฟตามสไตล์ร้าน และปริมาณลูกค้าแล้ว การพิจารณาคุณสมบัติทางเทคนิค และปัจจัยสำคัญอื่นๆ ของเครื่องชง ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนของคุณจะคุ้มค่า และรองรับการใช้งานในระยะยาว

  • ด้ามอัดกาแฟ (Portafilter) ควรเป็นสแตนเลส เพราะเก็บความร้อนได้ดี และมีความทนทานสูง ใช้งานได้นาน การเลือกด้ามอัดกาแฟที่มีคุณภาพจะช่วยให้การสกัดกาแฟมีประสิทธิภาพ และสม่ำเสมอ
  • ขนาดของตะแกรงกาแฟ (Sieve) หากมีขนาดใหญ่ รสชาติกาแฟที่ได้จะเข้มข้นกว่า เนื่องจากพื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างน้ำกับผงกาแฟมากขึ้น
  • หม้อน้ำ (Boiler) เครื่องชงแบบใช้แรงดันน้ำจำเป็นต้องมีหม้อน้ำ ถ้าความจุของหม้อน้ำมากจะช่วยรักษาระดับอุณหภูมิความร้อนได้ดี และถ้าเป็นไปได้ ควรเลือกเครื่องชงกาแฟที่มีหม้อน้ำสองหม้อ เพื่อแยกการทำความร้อนสำหรับการชงกาแฟ และการสตีมนม ทำให้สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้โดยไม่กระทบต่ออุณหภูมิและความดัน
  • ระบบแรงดันน้ำ (Pump) ควรเลือกระบบปั๊มน้ำที่มีแรงดันคงที่และเพียงพอต่อการสกัดกาแฟเอสเปรสโซ่ (ประมาณ 9 บาร์)
  • การบำรุงรักษา พิจารณาเครื่องที่ดูแลรักษาง่าย มีอะไหล่และศูนย์บริการในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงเมื่อเกิดปัญหา

ความฝันของคนส่วนใหญ่คือการมีเครื่องชงกาแฟสดที่ดูสวยงาม มีระดับ และใช้งานได้หลากหลาย ทนทาน ซึ่งมักจะมาพร้อมกับราคาที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น คุณควรพิจารณาจากกลุ่มลูกค้าและจำนวนแก้วกาแฟที่คาดว่าจะขายต่อวัน เพื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องชงว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด อย่าประหยัดมากเกินไปจนถึงขั้นนำเครื่องชงกาแฟสำหรับใช้ในบ้านมาใช้เพื่อการพาณิชย์ เพราะกำลังการผลิตจะไม่เพียงพอและคุณภาพของรสชาติกาแฟจะลดลงไปด้วย เครื่องชงกาแฟเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ประจำร้านที่บ่งบอกรสนิยมของเจ้าของ และมีผลต่อการกำหนดราคาขายกาแฟ ลูกค้าบางคนจะเลือกร้านกาแฟจากเครื่องชงที่ดูมีระดับ และมีสไตล์

การเลือกอุปกรณ์ และองค์ประกอบอื่นๆ

นอกเหนือจากเครื่องชงและเมล็ดกาแฟแล้ว ยังมีอุปกรณ์และปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ต้องจัดเตรียมให้พร้อม เพื่อให้ร้านกาแฟของคุณดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ อาทิเช่น

  • เครื่องบดกาแฟ เครื่องบดกาแฟมีความสำคัญไม่แพ้เครื่องชง เพราะการบดที่ไม่สม่ำเสมอจะส่งผลต่อการสกัดกาแฟโดยตรง หากงบประมาณเอื้ออำนวย ควรสลับใช้เครื่องบดสำหรับกาแฟร้อนและเครื่องบดสำหรับกาแฟเย็นแยกกัน เพราะจะใช้เมล็ดกาแฟที่แตกต่างกัน และการบดสำหรับกาแฟแต่ละประเภทก็อาจต้องการความละเอียดที่ต่างกัน เลือกเครื่องที่บดเมล็ดกาแฟได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถปรับระดับความละเอียดได้หลากหลาย และมีความคงทน
  • ระบบกรองน้ำ น้ำคือส่วนประกอบหลักของกาแฟ ดังนั้นคุณภาพน้ำจึงสำคัญมาก ควรติดตั้งระบบกรองน้ำที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้น้ำปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ สารคลอรีน และแร่ธาตุส่วนเกินที่อาจส่งผลต่อรสชาติกาแฟและอายุการใช้งานของเครื่องชง
  • อุปกรณ์บาริสต้าพื้นฐาน เช่น แทมเปอร์ (Tamper) สำหรับอัดกาแฟให้แน่นและเรียบเสมอกัน พิทเชอร์ (Pitcher) สำหรับสตีมนม ควรมีหลายขนาด เทอร์โมมิเตอร์ สำหรับวัดอุณหภูมินมที่สตีม เครื่องชั่งดิจิทัล สำหรับชั่งน้ำหนักเมล็ดกาแฟหรือน้ำที่ใช้ในการชง เพื่อความแม่นยำและสม่ำเสมอของรสชาติ อุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น แปรงทำความสะอาดหัวกรุ๊ป ผ้าไมโครไฟเบอร์ น้ำยาทำความสะอาดเครื่องชง
  • สูตรกาแฟและเมนูเครื่องดื่ม เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาคุณภาพและรสชาติของกาแฟให้สม่ำเสมอในทุกแก้วที่ชง ซึ่งรวมถึงการกำหนดอัตราส่วนของส่วนผสมต่างๆ เช่น ปริมาณกาแฟ ปริมาณนม หรือระดับความหวาน (หวานน้อย หวานปกติ หวานมาก) เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์รสชาติที่คาดหวังในทุกครั้งที่มาใช้บริการ

นอกจากนี้ ก่อนเปิดร้านกาแฟ ควรจะเพิ่มเติมความพิเศษจากการผสมกาแฟสูตรพิเศษ (Blend) หรือสร้างเมนู Signature Drink หรือเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน เพื่อสร้างสร้างความแตกต่างของร้านกาแฟสดคู่แข่งขันได้ และยังควรมีเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ไม่ดื่มกาแฟด้วย เช่น ชา ช็อกโกแลต น้ำผลไม้ปั่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลายได้อีกด้วย

โดยสรุปแล้ว การเปิดร้านกาแฟในฝันให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการวางแผนที่ครอบคลุม ตั้งแต่การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและตัวตนของร้าน การเลือกอุปกรณ์ร้านกาแฟ เมล็ดกาแฟ เครื่องทำกาแฟ รูปแบบการชงกาแฟ สูตรและเมนูกาแฟที่โดดเด่น ไปจนถึงการฝึกฝนพนักงานในร้านให้มีคุณภาพ เงินลงทุนจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ควบคู่ไปกับรายได้และค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และที่สำคัญคือการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ

ระบบ Wongnai POS พร้อมฟีเจอร์เสริม ตัวช่วยจัดการร้านกาแฟยุคใหม่

เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการร้านกาแฟของคุณให้เป็นไปอย่างราบรื่น Wongnai POS คือระบบ POS ร้านกาแฟที่ครบวงจรและตอบโจทย์ทุกความต้องการ และยังมีฟีเจอร์เสริมที่โดดเด่นมากมาย สำหรับร้านกาแฟโดยเฉพาะ ที่จะช่วยให้การจัดการร้านเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้น เช่น

  • Wongnai Order & Pay ช่วยให้ลูกค้าของร้านกาแฟสแกนสั่งและจ่ายเงินเองได้เลย ไม่ต้องต่อคิวรอสั่งกับพนักงาน พร้อมแจ้งเตือนผ่าน LINE ทันทีที่เครื่องดื่มพร้อมรับ ทำให้การบริหารจัดการคิวของร้านกาแฟประเภท Quick Service หรือคาเฟ่ที่มีลูกค้าหนาแน่น เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว
  • ระบบแสดงลำดับคิว และอัปเดตสถานะออเดอร์ (Queue Display) เชื่อมต่อกับระบบ POS โดยตรง เมื่อรับออเดอร์กาแฟปุ๊บ เมนูจะไปแสดงบนจอทีวีทันที ช่วยให้พนักงานหน้าบาร์หมดห่วงเรื่องคิวออเดอร์ สามารถโฟกัสกับการทำงานส่วนอื่นได้อย่างเต็มที่ และลูกค้าก็รับรู้สถานะของเครื่องดื่มตัวเองได้ชัดเจน ลดการสอบถามและช่วยจัดการคิวคำสั่งซื้อหน้าร้านได้ดีขึ้น
  • ระบบจัดการสมาชิก CRM ช่วยให้ร้านกาแฟเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าแต่ละคนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น เมนูกาแฟโปรด ความถี่ในการมาใช้บริการ หรือยอดใช้จ่าย เพื่อนำข้อมูลมาทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล เช่น การมอบส่วนลดวันเกิด หรือโปรโมชั่นสำหรับเครื่องดื่มที่ลูกค้าชื่นชอบ อีกทั้งยังช่วยเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เครื่อง EDC ที่รองรับการรับชำระครอบคลุมทุกรูปแบบ ทั้งบัตรเครดิต และบัตรเดบิต LINE Pay พร้อมเพย์ และ e-wallet ชั้นนำมากมาย เช่น Wechatpay และ Alipay เป็นต้น เพื่อที่จะขยายฐานลูกค้าให้รองรับลูกค้าชาวต่างชาติได้ด้วย และช่วยยังมีส่วนเพิ่มยอดขายต่อบิลให้มากขึ้น

หากคุณกำลังมองหาระบบ POS ที่ครบจบในเครื่องเดียว Wongnai POS พร้อมช่วยให้การจัดการร้านของคุณง่ายขึ้น พร้อมเชื่อมต่อทุกช่องทางการชำระเงิน ใช้งานง่าย และเหมาะกับร้านอาหารทุกรูปแบบ

สนใจลงทะเบียน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้เชี่ยวชาญ 👉🏻 คลิกเลย!

สมัคร Wongnai POS

บทความโดย คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีโนซิส จำกัด ที่ปรึกษาการวางแผนกลยุทธ์ การเงินธุรกิจ และแฟรนไชส์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม สถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร

ติดตามบทความเกี่ยวกับธุรกิจร้านกาแฟ และร้านอาหารเพิ่มเติม