ทำไม “ขนมไทย” ถึงไม่ควรราคาถูก ?
  1. ทำไม “ขนมไทย” ถึงไม่ควรราคาถูก ?

ทำไม “ขนมไทย” ถึงไม่ควรราคาถูก ?

“ขนมไทย” ขนมที่ใคร ๆ ก็คิดว่าต้นทุนน้อย จึงไม่สนใจและให้ราคา แต่รู้หรือไม่ว่าขนมไทยมากด้วยเรื่องราวและคุณค่าที่ควรแก่การให้มูลค่าราคา เพื่อรักษาให้คงอยู่
writerProfile
23 ก.ค. 2020 · โดย

เคยสงสัยกันบ้างไหมคะว่า “ขนมไทย” ที่ได้ชื่อว่าเป็นขนมทำยากซึ่งต้องใช้ทักษะความปราณีต และประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน ทำไมทุกวันนี้ราคาของมันจึงมีถูกลงเรื่อย ๆ และถูกมองว่าด้อยมูลค่า ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นขนมต่างชาติอื่น ๆ เสียด้วยซ้ำที่ขายชิ้นละหลายร้อยบาทแถมยังเป็นที่นิยมโดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องราคา อันที่จริงแล้วนอกจากต้นทุนเรื่องวัตถุดิบที่ทำจากแป้ง น้ำตาล มะพร้าวแล้ว ขนมไทยยังมีเรื่องราวมากมายที่ซ่อนอยู่ และเรื่องราวเหล่านั้นควรอนุรักษ์ให้คงอยู่ ไม่ถูกตีค่าหรือราคาที่น้อยเกินไป และเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ? วันนี้ Wongnai ขอนำเสนอเรื่องราวของขนมไทยที่เพื่อน ๆ อาจจะยังไม่รู้ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของขนมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติขนมไทย วัตถุดิบที่ใช้ ความปราณีตในการทำ หรือแม้กระทั่งความสวยงามที่สรรสร้างลงบนชื่อของขนมไทย ถ้าพร้อมแล้วตามมากันได้เลยจ้า!

อะไรก็แล้วแต่ที่คนนิยมน้อยลง สิ่ง ๆ นั้นก็มักจะหายไปตามกาลเวลาใช่ไหมคะ ? ในปัจจุบันนี้ถ้าเราอยากกินข้าวต้มมัดสักมัดก็เริ่มหายากแล้วใช่ไหมคะ ? เนื่องจากราคาที่ถูก ยิ่งเมื่อมีการแข่งขันมากขึ้นเรื่อย ๆ กับขนมต่างชาติประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคน้อยลง ก็ยิ่งทำให้ขนมไทยนั้นหากินได้ยากขึ้น ลองคิดในมุมกลับกันถ้าขนมไทยมีความต้องการสูงขึ้น คงทำให้ขนมไทยเป็นที่นิยมและช่วยรักษาให้ขนมไทยอยู่ต่อไปได้อีกนาน แล้วจะมีอะไรที่จะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของขนมไทยบ้าง ? ลองเปิดใจพร้อมกับอ่านบทความนี้ไปด้วยกันนะคะ 

1.ขนมไทยมีมาตั้งแต่โบราณ

ทำไม “ขนมไทย” ถึงไม่ควรราคาถูก ?
“ขนมไทย” มีมาตั้งแต่โบราณ

ประวัติศาสตร์และอายุของขนมไทย

ขนมไทยเริ่มมีตั้งแต่สมัยสุโขทัย หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างขนมไทยกับคนไทย ก็คือวรรณคดีมรดกสุโขทัย เรื่องไตรภูมิพระร่วง ซึ่งกล่าวถึงขนมต้ม ที่ปรากฏข้อความในหนังสือ “คำให้การขุนหลวงวัดป่าประดู่ทรงธรรม” กล่าวว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีที่แห่งหนึ่งภายในกำแพงเมืองเรียกกันว่า “ย่านป่าขนม” หมายถึงเป็นตลาดขายขนมโดยเฉพาะ คือ ขนมชะมด ขนมกงเกวียน ขนมพิมพ์ถั่วและขนมสำปะนี ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น ทั้งชาติตะวันออกและตะวันตกทำให้เกิดยุคเฟื่องฟูของขนมไทยมากที่สุดจาก "มารี กีมาร์" หรือ" "ท้าวทองกีบม้า" ได้เข้าไปรับราชการในพระราชวังตำแหน่ง "หัวหน้าห้องเครื่องต้น" ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง ได้สอนการทำขนมหวานจำพวก ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง ทองพลุ ทองโปร่ง ขนมผิงและอื่น ๆ ให้แก่ผู้ทำงานอยู่กับเธอ และนำถ่ายทอดต่อมายังแต่ละครอบครัวกระจายไปในหมู่คนไทยมาจนปัจจุบันนี้ ถ้าเริ่มนับตั้งแต่ช่วงเฟื่องฟูของขนมไทยในยุค ท้าวทองกีบม้า ขนมไทยมีอายุไม่ต่ำกว่า 338 ปี

ตัวแทนเอกลักษณ์ของความเป็นไทย

ขนมไทย ไม่ใช่แค่ของหวานธรรมดาทั่วไป แต่ยังแฝงไว้ซึ่งภูมิปัญญามากมาย เพราะขนมไทย ทำให้เกิดวัตถุดิบ และอุปกรณ์มากมายที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านในสมัยนั้น ๆ เช่น

  • น้ำตาลอ้อย น้ำตาลมะพร้าว ที่ได้จากจั่นมะพร้าวหรือช่อดอกของต้นที่ให้น้ำตาลสด นำมาเคี่ยวกรองเศษไม้ และสิ่งสกปรกออก ผ่านกระบวนการเคี่ยวจนกลายเป็นน้ำตาลมะพร้าวสีขาวเหลือง น้ำตาลที่ได้จะมีความหอมหวานนวลกว่าน้ำตาลทรายแบบเม็ด
  • หวดไม้ไผ่สานที่ใช้นึ่งข้าวเหนียว
  • กรวยโรยขนมฝอยทอง ที่ทำจากทองเหลืองมีลักษณะเป็นกรวย มีรูเล็กด้านล่างไว้สำหรับให้ไข่แดงผ่านลงไปให้มีลักษณะเป็นเส้น
  • การอบขนมแบบไม่มีเตาอบ นำขนมใส่อ่างที่มีทรายเพื่อกระจายความร้อนจากถ่านด้านล่างแล้วใช้ถาดเหล็กปิดด้านบน หลังจากนั้นวางถ่าน และทรายบนถาดเพื่อให้ความร้อนผ่านทั้งด้านบน และด้านล่าง

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากความคิด ภูมิปัญญาของคนในยุคสมัยนั้น ทำให้ขนมไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นจากขนมชาติอื่น ๆ และสิ่งที่การันตีว่าภูมิปัญญาที่มีอายุหลายร้อยปียังมีคุณค่า คือในปัจจุบันนี้เรายังคงใช้ และยังทำตามอยู่

ความสวยงามของภาษา

นอกจากรสชาติหวานหอมละมุน และลักษณะที่มีความสวยงามทำให้ขนมไทยน่ารับประทานแล้ว ชื่อของขนมไทยที่มักจะตั้งให้มีความหมายที่ดี เพราะหวังว่าจะเป็นตัวช่วยเสริมสิริมงคลให้แก่คนกินอีกด้วย ชื่อขนมที่มีความสวยงามของภาษา เช่น

  • บุหลันดั้นเมฆ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลง “บุหลันลอยเลื่อน” เพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ รูปลักษณ์จะคล้ายคลึงกับขนมน้ำดอกไม้ หากแต่สีสันจะเลียนแบบดวงจันทร์ที่ลองอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า ตามเพลงพระราชนิพนธ์
  • จ่ามงกุฏ หมายถึง ความสง่างาม การเป็นหัวหน้าสูงสุด หรือความมีเกียรติยศจึงนิยมใช้เป็นของขวัญในงานเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง เพื่อแสดงความยินดีและอวยพรให้ผู้รับมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
  • ขนมเสน่ห์จันทน์ รับแรงบันดาลใจจากต้นจันทน์ ที่มีผลสีเหลือง คนโบราณเชื่อว่าคำว่า เสน่ห์จันทน์ เป็นคำที่มีสิริมงคล เพื่อแสดงถึงความเป็นที่รัก มีเสน่ห์ มีคนรักและเอ็นดู ดังเสน่ห์ของผลจันทน์ จึงนิยมนำมาใช้ประกอบในงานพิธีมงคลต่าง ๆ และให้เป็นของขวัญแทนความรัก

ชื่อของขนมไทยนอกจากจะเป็นหลักฐานความมีอยู่จริงของประวัติศาสตร์บ้านเราแล้ว ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าคนไทยมีความวิจิตรในทุก ๆ เรื่อง ทั้งรสชาติ และความปราถนาดี ต้องการอวยพรให้คนรับประทานได้รับแต่สิ่งดี ๆ

2.คุณค่าของวัตถุดิบ

ทำไม “ขนมไทย” ถึงไม่ควรราคาถูก ?
คุณค่าทางวัตถุดิบของ “ขนมไทย”

การทำขนมหวานไทยให้ดี ประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่างคือ การเลือกใช้วัตถุดิบ โดยขนมไทยดั้งเดิมมีวัตถุดิบมาจากธรรมชาติรอบตัว เช่น

สีธรรมชาติ

ของแท้ต้องมาจากธรรมชาติ ทำให้สีขนมมีความละมุน สวยงาม เหมือนรสชาติของขนมไทย

  • สีเขียวจากใบเตย ล้างทำความสะอาดใบเตยแล้วนำมาโขลกผสมกับน้ำ แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบ้าง ใช้ทำ ขนมชั้น, สังขยาใบเตย เป็นต้น
  • สีน้ำเงินจากกาบมะพร้าว นำไปเผาแล้วนำมาโขลกผสมกับน้ำ จากนั้นนำไปกรองด้วยผ้าขาวบางหลาย ๆ ชั้น ใช้ทำ ขนมเปียกปูน, กาละแม เป็นต้น
  • สีน้ำเงินจากดอกอัญชัน ใช้ทำ ขนมบุหลันดั้นเมฆ, เกสรลำเจียก เป็นต้น

กลิ่น

ถือเป็นเอกลักษณ์ของขนมไทยที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ที่ชื่นชอบรสขนมไทยได้มากขึ้น

  • กลิ่นหอมจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ข้าวหลามที่นำข้าวเหนียวใส่ในกระบอกไม้ไผ่แล้วนำไปเผา ขนมจากที่นำแป้งห่อด้วยใบจากแล้วนำไปเผา เป็นต้น
  • กลิ่นจากดอกไม้ต่าง ๆ เช่น น้ำลอยมะลิ กลิ่นดอกกระดังงา ใช้ทำขนมเรไร ขนมน้ำดอกไม้ เป็นต้น
  • กลิ่นเทียนอบ มีส่วนของ ขี้ผึ้ง ผงกำยาน ผงไม้จันทน์หอม ผงต้นชะลูด น้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่าง ๆ นำมาคลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน ปั้นด้วยมือแล้วนำมาชุบไส้เทียน คลึงเป็นรูปทรงกระบอกโค้งเพื่อให้ใช้งานได้ง่าย ใช้เพิ่มกลิ่นให้ขนมมีกลิ่นหอมมากขึ้น เช่น ขนมสัมปันนี ขนมกลีบลำดวน เป็นต้น

ภาชนะที่ใช้

นอกจากวัตถุดิบที่ใช้สำหรับการทำขนมแล้ว ยังมีวัสดุในการห่ออีกด้วย ซึ่งเดิมยังไม่มีพลาสติกจึงมีการคิดค้นใช้วัสดุจากธรรมชาติใช้แทนภาชนะในการทำขนม เช่น

  • ใบตอง ที่ต้องนำมาทำความสะอาด เช็ด และฉีกให้ขนาดพอดีกับขนาด และชนิดของขนมไทยที่จะทำ และยังต้องนำมาห่อ ซึ่งการห่อของขนมไทยในแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน เช่น ขนมใส่ไส้จะห่อปิดมิดชิดเพื่อไม่ให้แป้งที่ยังไม่สุกไหลออกมา ขนมตาลที่ห่อเป็นฐานสี่เหลี่ยมเปิดด้านบนเมื่อขนมตาลนึ่งจะขึ้นฟูสวยงาม ข้าวต้มมัดที่ต้องห่อเป็นลักษณะยาวตามขนาดของกล้วย แล้วใช้ตอกไม้ไผในการมัด เป็นต้น
  • ต้นไผ่ ใช้ส่วนกระบอกในการทำข้าวหลามโดยไผ่ที่ใช้ทำขนมข้าวหลามนั้นไม่ใช่กระบอกไผ่ทั่วไป แต่ต้องเป็นไผ่ที่มีลักษณะพิเศษ คือ ปล้องยาว 30 - 60 เซนติเมตร มีขนาดใหญ่ และเยื่อไผ่ร่อนได้ดี ทำให้การปลอกออกจากลำไผ่ง่าย และมีกลิ่นหอม

ต่อให้ในปัจจุบันมีสารสังเคราะห์มากมายที่ทำเลียนแบบทั้งสี และกลิ่นจากธรรมชาติ แต่เพื่อน ๆ เคยแวะซื้อขนมจากคุณยายตามตลาด หรือข้างทางไหมคะ? พอกินแล้วรู้สึกมีอะไรบางอย่างที่มันโดดเด่นกว่าขนมทั่วไป นั้นคือความใส่ใจความพิถีพิถันที่ตั้งใจใช้วัตถุดิบเหล่านี้แหละค่ะ จะเป็นเรื่องดี ๆ มาก ๆ เลยใช่ไหมคะ? ถ้าจะมีขนมไทยอร่อย ๆ แบบคุณยายทำ กินเรื่อย ๆ เห็นไหมล่ะคะว่า นอกจากต้นทุนจากวัตถุดิบแล้ว ยังมีต้นทุนของแรงกายที่ต้องเตรียมของ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ให้สี ให้กลิ่น แม้แต่ภาชนะที่จะนำมาห่อ เเต่ยังไม่หมดเท่านี้นะคะ ขนมไทยยังมีคุณค่าด้านอื่น ๆ อีก ตามไปอ่านกันเลยค่ะ

3.ความชำนาญในการทำที่ไม่มีจารึก แต่สามารถอยู่ถึงทุกวันนี้

ทำไม “ขนมไทย” ถึงไม่ควรราคาถูก ?
ความชำนาญในการทำ “ขนมไทย”

การทำขนมหวานไทยของคนรุ่นก่อน ๆ จะใช้การกะส่วนผสมจากความเคยชินที่ทำบ่อย ๆ สัดส่วนของขนมจะไม่แน่นอน และความสามารถในการจดบันทึกที่ยังไม่แน่นอน ทำให้การทำขนมไทยต้องอาศัยประสบการณ์ และความชำนาญในการทำบ่อย ๆ ถึงจะประสบความสำเร็จในการทำ และการถ่ายทอดสูตร และเทคนิคต่าง ๆ จะสอนให้กันเฉพาะภายในครอบครัวเท่านั้น เช่น

ปริมาณของวัตถุดิบ

มาตราส่วนที่ใช้ในสมัยอยุธยานั้น ไม่มีเครื่องชั่งที่สามารถชั่ง หน่วยเป็นกรัมแน่นอน เหมือนในปัจจุบัน จะใช้เป็นช้อนที่กินข้าว ในการชั่งตวง ดังนั้นสูตรขนมไทยนั้นจึงมีความไม่แน่นอนสูงมาก ต้องอาศัยความชำนาญทำให้สูตรขนมไทย ยังมีรสที่ดี และยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้

อุณหภูมิ และระยะเวลาในการทำให้สุก

นอกจากไม่มีหน่วยชั่งตวงที่แน่นอนแล้ว การใช้อุณหภูมิ หรือระยะเวลา ก็ยังไม่มีเครื่องวัดแน่นอน ทำให้ยิ่งต้องอาศัยประสบการณ์ และความชำนาญของคนทำขนมไทย เช่น

  • การกวน ขนมที่กวนมักต้องการความเหนียวข้น เช่น แป้งลอดช่อง ไส้ขนม ต่าง ๆ
  • การนึ่ง ขนมบางชนิดถ้านึ่งน้อย หรือนานเกินไปจะทำให้ขนมมีเนื้อสัมผัสที่ไม่ดี เช่น บุหลันดั้นเมฆ ขนมชั้น
  • การหยอด เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ในน้ำเชื่อมที่ไม่ระบุอุณหภูมิ และระยะเวลาที่แน่นอน ต้องสังเกตจากลักษณะขนมที่สุกเอง
  • การอบ เช่น ขนมมัสกอต เดิมใช้เตาถ่านซึ่งไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทำให้ต้องใช้ประสบการณ์ และความชำนาญสูง

ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดเทคนิคต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ถึงแม้จะผ่านระยะเวลามานานเป็นร้อยปี รสชาติของขนมไทยก็ยังคงมีเอกลักษณ์โดดเด่นกว่าขนมของชาติอื่น ๆ ถือเป็นเรื่องที่น่าปลาบปลื้ม และต้องยกย่องคนโบราณมาก ๆ ค่ะ

4.ความประณีตในขั้นตอนการทำ

ทำไม “ขนมไทย” ถึงไม่ควรราคาถูก ?
ความประณีตในการทำ “ขนมไทย”

นอกจากรสชาติที่ดีแล้ว ความสวยงามก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ จนเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นขนมไทย ซึ่งขนาดของขนมไทย ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดพอดีคำ เพื่อง่ายต่อการรับประทาน ดังนั้นวิธีการทำจึงต้องปั้น หรือทำทีละชิ้น ทำให้ระยะเวลาในการทำขนมไทยแต่ละชนิดนั้นต้องใช้เวลา นอกจากนี้ความสวยงามที่ต้องประดิดประดอยของขนมไทย ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ขนมไทยมีความโดดเด่น ไม่เหมือนใคร เช่น

  • ขนมกระเช้าสีดา ขนมที่มีไส้เป็นมะพร้าวแก้ว กวนกับน้ำตาล และสีสวยงาม ใส่ในกระเช้า ที่ปั้นจากแป้งพาย โดยขนาดของกระเช้านั้นมีขนาดเล็กมาก ๆ สามารถกินได้ภายในคำเดียว
  • ขนมหันตรา ขนมที่นำไส้ถั่วกวน ห่อด้วยไข่ที่สะบัดเป็นเส้นตาราง
  • ขนมดาราทอง หรือ ขนมทองเอกกระจัง ทำจากแป้งสาลี ไข่แดง กะทิ และน้ำตาล ปั้นเป็นทรงกลมแป้นเล็กน้อย บากให้เป็นร่อง ๆ คล้ายผลมะยมหรือผลฟักทอง แล้วนำไปวางบนจานแป้งเล็ก ๆ ที่ติดขอบด้วยเมล็ดแตงโมกวาดน้ำเชื่อม ที่ต้องนำเมล็ดแตงโมกวาดบนกระทะทองกับน้ำตาลจนน้ำตาลแห้ง เกาะเมล็ดเป็นหนาม จากนั้นประดับยอดด้วยแผ่นทองคำเปลวที่กินได้

นี่ขนาดแค่ฟังวิธีการทำก็รู้สึกได้ถึงความยากของขนมไทยแล้วใช่ไหมล่ะคะ? ถ้าราคาของขนมไทยตก จนไม่มีมีแม่ค้าคนไหนกล้าทำขาย แล้วสูญหายไปต้องน่าเสียดายมาก ๆ เลยล่ะ

ทั้งหมดนี้คือ ราคาแฝงที่ควรเพิ่มมูลค่าให้ “ขนมไทย” นั้นมีราคาที่สูงขึ้น นอกจากนี้ในปัจจุบันขนมไทยก็มีการวิวัฒนาการและประยุกต์เข้ากับขนมชาติอื่น ๆ หรือการออกแบบใหม่ ๆ เพื่อให้รับประทานได้ง่าย และไม่จำเจ รวมถึงการทำเวิร์คชอปขนมไทยเพื่อสร้างคุณค่าให้กับขนมไหน เพราะการได้ลงมือทำด้วยตัวเองจะทำให้รู้ว่ากว่าจะเป็นขนมไทยนั้นมีขั้นตอนอย่างไร เช่น ร้าน Khao ที่ทำขนมหยกมณีใหม่ ด้านนอกยังคงเป็นสาคูสอดไส้ถั่วกวนมีมะพร้าวขูดด้านนอก แต่ด้านในทำคล้ายไดฟุกุแบบญี่ปุ่นด้วยการสอดไส้สตรอว์เบอร์รี , ร้าน เสน่ห์ ที่นอกจากทำคาเฟ่ขนมไทยแล้ว การเปิดเวิร์คชอปสอนทำขนมไทยด้วยก็ทำให้คนกินอย่างเราทราบถึงขั้นตอนที่ค่อนข้างปราณีตตามอย่างคนโบราณ ทำให้เราเข้าใจและให้ค่าของขนมไทยในราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น, ร้าน ทองย้อย ที่นำเอาขนมไทยมาเพิ่มมูลค่าด้วยการ เค้กบัวลอยไข่หวาน ตะโก้หน้าทับทิมกรอบ เค้กลอดช่อง ฝอยทองชีสเค้ก, ร้านข้าวหนม อยุธยา ที่นำเอาขนมไทยมานพเสนอใหม่ในเวอร์ชั่นของไอศกรีม ไอศกรีมมะพร้าวฟักทองแกงบวด ไอศกรีมแตงไทยน้ำกะทิ และร้าน Wantong Cafe ที่ทำขนมไทยในแบบขนมฝรั่ง Kaya ทาร์ตสังขยาที่มีขนมปังและเมอแรงก์ฝอยทอง คล้ายขนมปังสังขยา Nilla เค้กข้าวไรซ์เบอร์รีชาร์โคลครีมมะพร้าว

ดังนั้นทั้งต้นทุนของวัตถุดิบ คุณค่าด้านวัฒนธรรม และความตั้งใจของผู้ประกอบการ ยิ่งควรอนุรักษ์ให้ขนมไทยไม่สูญหาย และวิธีการที่ง่ายที่สุดคือ การหันมากินขนมไทย เพื่อเป็นกำลังใจ และสืบสานให้ขนมไทยยังคงอยู่ต่อไป สำหรับเพื่อนคนไหนที่อยากรู้เรื่องราวของขนมไทยเพิ่มเติม เช่นเรื่อง “5 ขนมไทยหายาก” หรือ “เปิดโลก “ขนมไทย” รสชาติแห่งตำนาน ที่ชาวไทยต้องรู้” สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้เลยจ้า