สำหรับชาวพุทธที่ต้องการที่พึ่งพิงทางจิตใจ แบบที่นำไปปฏิบัติได้ และช่วยให้จิตใจสงบได้จริง Wongnai ขอแนะนำ "บทสวดพาหุงมหากา" จัดเป็นหนึ่งในบทสวดยอดนิยมของชาวพุทธที่ต้องการเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต และต้องการให้จิตใจสงบ มีที่พึ่งพิง ปฏิบัติง่าย ยิ่งทำได้อย่างสม่ำเสมอยิ่งฝึกจิตใจให้สงบลงได้เป็นอย่างดี
รู้จักกับบทสวดพาหุงมหากา
"บทสวดพาหุงมหากา" หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ "พุทธชัยมงคลคาถา" เป็นบทสวดสรรเสริญชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่ชนะอริพาลชนถึง 8 ครั้ง จึงกลายมาเป็นคาถาที่ว่าด้วยชัยชนะ 8 ประการ หลังจากนั้นได้มีการนำมาเผยแพร่โดย "พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)" อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ประโยชน์ของการสวดบทสวดพาหุงมหากา
มีความเชื่อกันว่าการสวดบทสวดพาหุงมหากาอย่างสม่ำเสมอนั้นจะช่วยให้มีชัยชนะและฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้อย่างราบรื่น ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ อีกทั้งในแง่ของการสวดมนต์อย่างสม่ำเสมอนั้นแน่นอนว่าจะช่วยให้จิตใจสงบ มีที่พึ่งทางใจได้เป็นอย่างดี ได้เจริญสติ สมาธิ และปัญญา จิตใจผ่องใส มีสติอยู่ตลอดเวลา และทำให้ชีวิตมีระบบระเบียบมากขึ้นจากการตั้งมั่นในการสวดบทสวดพาหุงมหากาในทุก ๆ วัน

บทสวดพาหุงมหากา สวดเวลาไหนดีที่สุด
จริง ๆ แล้วไม่ได้มีข้อกำหนดที่ตายตัวเฉพาะสำหรับการสวดบทสวดพาหุงมหากา แต่คนที่สวดกันอย่างสม่ำเสมอก็มักจะสวดบทสวดพาหุงมหากากันในทุก ๆ วัน ช่วงเช้า 1 ครั้ง ช่วงเย็น 1 ครั้ง แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีเวลามากพอ ก็อาจจะสวดอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน วันละครั้งตามเวลาที่สะดวก หรือกำหนดวันที่ต้องการสวดได้ตามความสะดวกใจของแต่ละบุคคล

วิธีสวดบทสวดพาหุงมหากา
การสวดบทสวดพาหุงมหากานั้น เริ่มต้นคือต้องบูชาพระรัตนตรัยเป็นอันดับแรก โดยการตั้งนะโม 3 จบที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ตามด้วยการสวดไตรสรณคมน์ สวดบูชาพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ตามด้วยบทสวดพาหุงมหากา แล้วจบด้วยการสวดอิติปิโส (พุทธคุณ) เท่าอายุตัวเอง แล้วบวกเพิ่ม 1 รอบ ก่อนตั้งจิตแผ่เมตตาแล้วเป็นอันจบ

ตั้งนะโมสามจบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3 จบ)
บทสวดไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
บทสวดอิติปิโส
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
บทสวดพาหุงมหากา
1. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
2. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
4. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
5. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
8. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ
บทสวดชัยปริตร (มหาการุณิโก)
มหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา
ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง
นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ
พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง
สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะ
จารีสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง
มโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัดเถ ปะทักขิเณฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธัมมา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
*ถ้าสวดให้ผู้อื่นใช้คำว่า "เต" (แปลว่า ท่าน) แต่หากสวดให้ตัวเองใช้คำว่า "เม" (แปลว่า ข้าพเจ้า)
บทสวดอิติปิโส (สวดตามอายุ บวกเพิ่มอีก 1 จบ)
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชา จาระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสะทัม มะสาระถิ สัตถาเทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
แผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ
สำหรับการสวดบทสวดพาหุงมหากานั้น หากมีความขยันและตั้งใจจริง พร้อมด้วยการลงมือทำเพื่อให้ชีวิตประสบผลสำเร็จ แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นย่อมดีสมความตั้งใจแน่นอน บทสวดพาหุงมหากานอกจากจะเสริมความเป็นสิริมงคลแล้ว ยังเป็นที่พึ่งทางใจที่ดี สร้างขวัญและกำลังใจให้ไม่ย่อท้อในการลงมือทำอีกด้วย


