#วงในบอกมา
- ต้นตำรับของร้าน “หมูกรอบนายไซ” คือ อากงผู้เดินทางมาจากเมืองจีน ส่งต่อสูตรลับจากแผ่นดินใหญ่กันเลยทีเดียว!
- ทางร้านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์โลก ด้วยการงดใช้กล่องโฟม เข้ากระแส Zero Waste สุด ๆ ใครอยากกินก็คลิกเลย LINE MAN
- เมนูห้ามพลาด “หมูกรอบล้วนแยกน้ำเป็นชุด” และ “มะระรวมมิตร” ไม่สั่ง ถือว่ามาไม่ถึง

เสียง “กรวบ กรวบ” ของมีดที่หั่นลงบนหมูกรอบดังสนั่นทั่วร้าน คล้ายเสียงคนบิแคบหมูกินก็ไม่ปาน! รู้เลยว่าต้องชวนฟินขนาดไหน แถมเนื้อหมูข้างในก็นุ่มชุ่มฉ่ำไม่ต่างจากหมูชาชูเลยเชียว ว่าแล้วก็หย่อนก้นจับจองเก้าอี้โดยด่วน ร้าน “หมูกรอบนายไซ” ตั้งอยู่ระหว่างซอยประชาชื่น 33 และ 34 มีขนาดราว 2 คูหา คนเดินเข้าร้านอยู่เนือง ๆ ด้านหน้าร้านมีตัวหนังสือใหญ่เบิ้มเขียนไว้ว่า “...ไม่เป็นสองรองใคร เปิดมานานกว่า 45 ปี...” ข้าง ๆ มีเคาน์เตอร์สำหรับทำเปาะเปี๊ยะสด ถัดมาเป็นโซนสำหรับข้าวหมูแดงหมูกรอบ หม้อน้ำแกง และเครื่องตุ๋นต่าง ๆ

คุณธารา เงินหลั่งทวี หรือคุณนัท เจ้าของร้านรุ่นที่ 3 บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นพอหอมปากหอมคอว่า “เริ่มต้นมาจากนายไซ อากงของผม แกเดินทางมาจากเมืองจีน หลังตั้งรกรากอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ก็ก่อตั้งร้านเมื่อปี พ.ศ. 2521 จากนั้นจึงส่งสูตรลับมาถึงคุณพ่อ และส่งต่อมาที่ผม ซึ่งปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 2 และ 3 ช่วยกันครับ” คุณนัทนั่งเล่าที่มาของร้านท่ามกลางป้ายรางวัลการันตีรสชาติที่วางอยู่เต็มโต๊ะ ไหนจะบนฝาผนัง และมุมต่าง ๆ ของร้านอีก เรียกได้ว่า เป็นเครื่องยืนยันฝีมือและชื่อเสียงของร้านได้ดี!

ก่อนจะเอ่ยถามถึงเคล็ดลับความฟินของหมูกรอบที่คนปากต่อปากกันนักหนา ก็ต้องขอพิสูจน์เสียก่อนว่า “กรอบนอกฉ่ำใน” จริงหรือไม่!? หลังนั่งรอไม่เกิน 5 นาที เมนูห้ามพลาดของร้านก็วางเสิร์ฟพร้อมลงท้อง เริ่มด้วย “ข้าวราดหมูกรอบ” (40 บาท) ที่ราดซอสสีน้ำตาลเข้มจนท่วม วางเคียงมากับต้นหอม พริกชี้ฟ้าเขียว และพริกดอง ข้าง ๆ เป็นจานพิเศษที่คุณนัทแนะนำว่าต้องสั่งเพิ่ม นั่นคือ “หมูกรอบล้วนแยกน้ำเป็นชุด” (45 บาท) หมูกรอบล้วน ๆ ไม่มีข้าวสวย กินกันให้ไขมันทะลุเส้นเลือดไปเลยจ้า ซึ่งทางร้านจะเสิร์ฟน้ำราดแยกให้ต่างหาก เอาล่ะ พร้อมลอง!

หลังตักเข้าปากคำแรกเท่านั้น เราและเหล่าสมาชิกได้แต่ร้อง “อื้อหื้อ” ด้วยความเคลิบเคลิ้ม อะไรมันจะดีงามไปสามโลกได้ขนาดนี้ หนังหมูกรอบของเขากรุบกรอบไม่ต่างจากแคบหมู ส่วนเนื้อหมูนั้นก็แทรกมันกำลังดี แถมละลายในปากชนิดลิ้นบดยังได้ ว่าแต่เคล็ดลับคืออะไรกันหนอ!?


“ความจริงไม่มีอะไรพิเศษเลยนะครับ เป็นสูตรจากรุ่นสู่รุ่นโดยตรง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง วันแรกทำแบบไหน ทุกวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม ที่หมูกรอบของเรากรอบนอกนุ่มใน หนังฟูเหลืองสวย และเนื้อสามชั้นนุ่มชุ่มฉ่ำไม่แข็งกระด้าง เพราะเราใช้เวลากับมันเป็นวัน ๆ” คุณนัทเผยสั้น ๆ พร้อมเล่าต่อว่า “หมูของเรา เราสั่งกับเจ้าเดิมมาตลอด เขารู้ใจแล้วว่าเราต้องการส่วนไหน และนำไปทำอะไร หลังเราได้วัตถุดิบที่ต้องการ เราใจเย็นเลยครับ ให้เวลาเขาเต็มที่ คือ ย่างหนึ่งวัน และทอดอีกหนึ่งวัน” เห็นได้ชัดเลยว่า กว่าจะออกมาเป็น “หมูกรอบนายไซ” เช่นนี้ ต้องใช้เวลาถึง 2 วัน จึงจะครบกระบวนการ!

ไม่เท่านั้น น้ำราดที่ช่วยชูรสชาติก็ต้องใช้เวลาเคี่ยวกว่า 6 ชั่วโมง แถมยังต้องนำมาปรุงรสต่อก่อนออกเสิร์ฟอีกด้วย และที่สำคัญ ทางร้านเคี่ยวด้วยเตาถ่าน! ซึ่งความจริงแล้ว ทุกเมนูของร้านก็อาศัยเตาถ่านทั้งสิ้น เห็นได้จากเตาถ่านจำนวนหลายเตาที่วางเรียงรายอยู่หน้าร้าน และหนึ่งในหม้อที่ห้ามพลาด ก็คือ “มะระรวมมิตร” (25-30 บาท) ที่เพิ่งวางเสิร์ฟร้อน ๆ ตรงหน้านี้เลย รสชาติเข้มข้นเข้าเนื้อ มะระไม่หลงเหลือความขม ส่วนเกี่ยมฉ่ายก็อมเปรี้ยวเล็กน้อยกำลังดี ซดคู่กันไปตลอดมื้อ เลอค่าจริง ๆ จ้ะพี่จ๋า~

สำหรับใครที่อยากลิ้มลองเมนูอื่น ๆ ของร้าน เขาก็มีให้เลือกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น “เปาะเปี๊ยะสด” (35 บาท) ที่อัดไส้ให้แบบจุใจจริง ๆ หรือจะเป็น “ตือฮวนเกี่ยมฉ่าย” (25-30 บาท), “ต้มยำขาหมู” (40 บาท), “ไชเท้าซี่โครงหมู” (25-30 บาท) สั่งมากินกับข้าวสวยร้อน ๆ ก็เลอค่าไม่แพ้กัน แต่มาเร็วหน่อยก็ดี เพราะร้านเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้า ช้าหมดอดนะจ๊ะ!

ก่อนจากกันในวันนี้ แอบเหลือบไปเห็น LINE MAN เข้าคิวรอสั่งอาหารกลับบ้าน แต่ที่สะดุดตาที่สุด เห็นจะเป็นกล่องกระดาษที่ร้าน “หมูกรอบนายไซ” ใช้แพ็คอาหารกลับบ้านให้ลูกค้า คุณนัทแย้มว่า “ด้วยความที่เรารับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ค่อนข้างเยอะ ลูกค้าหลาย ๆ คนก็มีส่วนสนับสนุนและกระตุ้นให้เรางดใช้กล่องโฟม หันมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อโลก หลังจากนั้นร้านก็เลยใช้กล่องกระดาษมาเรื่อย ๆ” ถึงจะไม่ได้ส่งผลลัพธ์อะไรใหญ่โต แต่แค่เป็นส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งเท่านี้ ก็น่าชื่นชมแล้วล่ะ! แหม่ นอกจากรสชาติจะถูกปากถูกใจเราแล้ว หัวใจพี่เขายังหล่อมาก ๆ อีกต่างหาก ไว้ต้องมาอุดหนุนบ่อย ๆ แล้วล่ะ ว่าไหม?





