#วงในบอกมา
- ก่อนใช้ชื่อร้านตามชื่อเจ้าของรุ่นที่ 2 ร้านไอศกรีม “นัฐพร” เมื่อ 70 ปีที่แล้วเคยถูกเรียนขานว่า “ร้านไอศกรีมแพร่งภูธร” และขายเพียง “ไอศกรีมกะทิสด” เพียงรสชาติเดียวในถังไอศกรีมเดียวเท่านั้น
- นอกจาก “ไอศกรีมเนื้อทราย” ที่ไม่เหมือนใคร ทางร้านบอกเราว่า จะไม่ใช้ส่วนผสมที่มีไขมันทรานส์และสารปรุงแต่งสีหรือรส แต่จะเน้นใช้วัตถุดิบแท้ ๆ สำหรับทำไอศกรีมรสชาติต่าง ๆ แบบไม่มีกั๊ก
- ล่าสุด ร้านไอศกรีม “นัฐพร” เป็นหนึ่งในร้านที่ได้รับการแนะนำจาก Louis Vuitton City Guide ประเทศฝรั่งเศส ให้เป็นร้านที่ควรมาลิ้มลองสักครั้งหากนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเมืองไทย

เรายังจำภาพตอนนั่งกินไอศกรีมกับคุณพ่อในร้านไอศกรีมเล็ก ๆ ร้านหนึ่งได้อย่างชัดเจน ตอนนั้นคุณพ่อสั่ง “ไอศกรีมรสมะม่วงมหาชนก” (40 บาท) ส่วนของเราเป็น “ไอศกรีมรสชานม” (30 บาท) กินไปก็ชมกันไปว่ารสชาติดี แถมเนื้อไอศกรีมก็ไม่เหมือนร้านไหน เรากับคุณพ่อประทับใจถึงขนาดสั่ง “ไอศกรีมรสชานม” ขนาด 1 กิโลกรัม (250 บาท) ใส่กล่องโฟมกลับบ้านไปฝากคุณแม่ ซึ่งผ่านไปไม่กี่วันคุณแม่ก็จัดการไอศกรีมกล่องนั้นจนเกลี้ยง กลายเป็นเรื่องเล่าชวนอมยิ้มที่ยืนยันว่าคุณแม่กินของหวาน (แทนข้าว) ได้เก่งเอามาก ๆ
เมื่อเรื่องเล่าที่ว่าถูกยกมาให้ชวนนึกถึงอีกครั้ง เราไม่ปล่อยให้ความทรงจำเท่านั้นที่หวนหา แต่เราขอพาตัวเองกลับไปยังร้านไอศกรีมเก่าแก่แห่งถนนแพร่งภูธรนามว่า “นัฐพร” ที่ยังคงเป็นตึกแถวสมัยก่อนชวนนึกถึงวันวานที่แม้ไม่ได้สัมผัสอย่างแท้จริง แต่ก็ชวนอินได้ไม่ยาก โดยเราได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของร้านรุ่น 2 นั่นคือ “คุณนัฐพร รุ่งโรจน์สุวรรณ” โดยคุณน้านัฐพรเล่าให้เราฟังว่า จริง ๆ แล้วถ้าพูดถึงสูตรไอศกรีมนั้นได้สืบทอดจากรุ่นคุณยายซึ่งถ้านับจากตอนนั้นก็ผ่านมา 70 ปีแล้ว แต่ถ้านับตอนช่วงที่ตัวเองมาเริ่มเปิดร้านขายไอศกรีมอย่างจริงจังก็ราว ๆ พ.ศ. 2532

“แต่ก่อนตรงถนนแพร่งภูธรถือเป็น Food Center ของกรุงเทพฯ เพราะมีร้านอาหารเยอะมาก ทั้งร้านบะหมี่, ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ, ร้านลูกชิ้นทำเอง ฯลฯ ตอนนั้นคุณยายก็ใช้ชื่อร้านง่าย ๆ ว่า “ไอศกรีมแพร่งภูธร” และก็ขายแค่ “ไอศกรีมกะทิสด” (30 บาท) แค่รสเดียวกับถังไอศกรีมใบเดียว ถ้าหมดก็คือหมด แต่ถ้าไม่หมดคุณยายก็จะตักใส่ถ้วยแจกจ่ายเพื่อนบ้าน จนหลัง ๆ เพื่อนบ้านไม่อุดหนุน รอคุณยายแจกอย่างเดียว (หัวเราะ)”

แม้การส่งต่อรุ่นสู่รุ่นเกิดขึ้น แต่คุณน้านัฐพรก็ยังคงใช้สูตรไอศกรีมของคุณยายแบบเดิม เพียงแต่เพิ่มเติมในด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นเครื่องทำไอศกรีม, ตู้แช่เย็น ไปจนถึงการค่อย ๆ ทยอยสร้างสรรค์รสชาติใหม่ ๆ ให้พวกเราได้ลิ้มลองกันภายใต้เอกลักษณ์ของเนื้อไอศกรีมที่ไม่เหมือนใคร หรือที่เรียกได้ว่า “ไอศกรีมเนื้อทราย”

“ไอศกรีมร้านเราจะไม่ใส่ครีมหรือส่วนผสมที่มีไขมันทรานส์ เราจะเน้นการคงรูปด้วยส่วนผสมที่ใช้อย่างเช่น กะทิ, นมสด, หรือวัตถุดิบอื่น ๆ ที่มีความมันในตัวซึ่งมันก็จะคงตัวได้ไม่นาน ทำให้พอตักไอศกรีมเป็นลูก ๆ จะไม่มีพื้นที่กลวงด้านในอย่างแน่นอน” คุณน้านัฐพรเราให้เราฟังด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อพูดถึงไอศกรีมสูตรเฉพาะของทางร้าน ก่อนจะเชิญชวนให้เราได้ลิ้มลองไอศกรีมรสชาติต่าง ๆ พร้อมกับเล่าถึงที่มาให้เราฟังอย่างเพลินใจ


“อย่าง "ไอศกรีมมะม่วงมหาชนก" เราผสมกะทิลงไปนิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่คือเนื้อมะม่วงเน้น ๆ เราเลือกใช้เฉพาะมะม่วงมหาชนกจากไร่ของ “อาจารย์อัชนา ศิริพัฒน์” เป็นอาจารย์ด้านเกษตรที่เคยมานั่งกินไอศกรีมร้านเรา ท่านบอกอยากให้คนไทยสักคนได้ทำไอศกรีมรสมะม่วงมหาชนก ตอนแรกเราปฏิเสธไป เพราะเป็นคนไม่ชอบกินมะม่วง ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรและกลับไป แต่หลังจากนั้นคนขับรถก็ขนมะม่วงมหาชนกมาให้กระจาดใหญ่ แล้วบอกว่าอาจารย์ท่านฝากมาบอกว่า ถ้าคุณไม่ทำก็ปล่อยให้มันเน่าไปเลย ท่านเมตตาต่อเด็กดื้อแบบเรามาก เป็นวันที่เราจำได้ไม่มีวันลืม”



ไม่เพียงแต่ “ไอศกรีมมะม่วงมหาชนก” ที่เกิดขึ้นจากการมาเยือนของบุคคลที่ไม่รู้จักกัน แต่กับ “ไอศกรีมมัทฉะ” (40 บาท), “ไอศกรีมโฮจิฉะ” (40 บาท) และ “ไอศกรีมเก็นไมฉะ” (40 บาท) ก็เกิดขึ้นจากการมาเยือนของลูกค้าซึ่งเป็นพนักงานบริษัทชาสัญชาติญี่ปุ่น โดยคุณน้านัฐพรเล่าให้เราฟังด้วยท่าทีตื่นเต้นจนพาให้เราลุ้นฟังเรื่องราวตาม
“เขาจะพกชาเป็นซอง ๆ แล้วตระเวนให้ร้านไอศกรีมต่าง ๆ ลองทำ แต่เรายังฝังใจจากที่เคยกิน "ไอศกรีมมัทฉะ" ของร้านหนึ่งแล้วไม่ชอบ เราก็เลยรับไว้แต่วางทิ้งไว้สามเดือนไม่ยอมทำ จนกระทั่งน้องสาวเราคงรำคาญที่เขาโทรมาบ่อยเลยบอกให้เราลองทำเผื่ออาจจะเป็นอีกเส้นทางให้เดิน เราก็เลยลองทำแล้วก็ให้เขามารับไปให้บอสชิม เขาก็โทรมาบอกว่าพี่ครับ ผมไม่ต้องเดินหาร้านไหนอีกแล้ว บอสเขาบอกโอเค เหมือนกินที่ญี่ปุ่นเลย”


รวมถึง “ไอศกรีมกาแฟ” (30 บาท) และ “ไอศกรีมช็อกโกแลต” (30 บาท) ที่คุณน้านัฐพรเล่าให้เราฟังว่า “มีอาแปะคนหนึ่งมานั่งกินไอศกรีมที่ร้าน เขาเล่าว่าตัวเองขายไอศกรีมที่ระนอง ขายดีมากนะ แต่แก่แล้วก็เลยเลิกทำ เขาก็แนะนำร้านที่ขายผงกาแฟและผงช็อกโกแลตที่เขาขึ้นมาซื้อที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะ เราก็ลองไปซื้อมาทำ แล้วก็พบว่าดีจริง ๆ”
แน่นอนว่าเราไม่พลาดลิ้มลอง “ไอศกรีมกะทิสด” (30 บาท) เมนูแรกเริ่มของร้านไอศกรีม “นัฐพร” ที่เลือกใช้มะพร้าวจากอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรืออำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ส่วน “ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน” (30 บาท) ก็ต้องใช้มะพร้าวจากอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมเท่านั้น อีกรสที่ไม่อยากให้พลาดคือ “ไอศกรีมงาดำญี่ปุ่น” (40 บาท) ที่ทางร้านเลือกใช้งาดำญี่ปุ่นที่ผ่านการอบเพราะมีกลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสที่แทบละลายในปาก โดยคุณน้านัฐพรบอกเราว่า ไอศกรีมทุกรสชาติของร้านจะเน้นใช้วัตถุดิบจริง ๆ ในปริมาณที่มาก เพื่อให้คนชิมได้ลิ้มลองไอศกรีมรสชาติของวัตถุดิบนั้น ๆ อย่างแท้จริง



“อย่างถ้าหน้าทุเรียน เราจะใช้พันธุ์ชะนีไข่เพราะหวานมัน ลูกค้ากินก็จะบอกนี่มันทุกเรียนจริง ๆ เลยนะเนี่ย แต่บางคนก็มองหน้าเพราะว่าสีมันซีดกว่าที่เขาเคยไปกิน เพราะเราไม่ได้ใส่สีผสมอาหารหรือพวกหัวเชื้อเลย”
มีวัตถุดิบบางอย่างที่ลองทำไอศกรีมแล้วไม่เวิร์กมั้ยคะ? เราถามไปด้วยความสงสัย “มีนะ อย่างน้อยหน่ากับลิ้นจี่ทำได้แต่ไม่มีกลิ่นที่เราก็ให้ความสำคัญไม่แพ้รสชาติ” คุณน้านัฐพรตอบเราด้วยสายตาจริงจังและจริงใจต่อสิ่งที่ทำซึ่งส่วนตัวเราสัมผัสได้
คุณน้านัฐพรเล่าให้เราฟังต่อว่า นอกจากตอนนี้จะมีไอศกรีมรสชาติตามฤดูกาลเป็น “ไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี” (40 บาท) ภายภาคหน้าคุณน้านัฐพรก็อยากลองทำ “ไอศกรีมรสบลูเบอร์รี” หรือ “ไอศกรีมมิกซ์เบอร์รี” ดูบ้าง แต่คุณน้านัฐพรบอกเราว่าจะค่อย ๆ คิดค้นสูตรไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อนเพื่อให้ได้สูตรที่ดีที่สุด เหมือนกับไอศกรีมรสชาติต่าง ๆ ที่ลูกค้าต่างก็ชื่นชอบซึ่งคุณน้าบอกเราว่า ความสุขของคุณน้าก็อยู่แค่ตรงนี้

“เราคิดแค่ทำตรงนี้ให้ดีที่สุด เพราะเราก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเราจะมาถึงจุดนี้ได้ จริง ๆ ทีแรกเราก็คิดว่าจบที่รุ่นเราแน่ แต่โชคดีที่มีหลานสาวมาอยู่ด้วยและมาร่วมงานกัน เราก็เลยชวนมาสืบทอดกิจการ เพราะเราเสียดายสูตรไอศกรีมที่ไม่เหมือนใคร และลูกค้าประจำของร้านที่เป็นทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ”



และล่าสุดทางร้านไอศกรีม “นัฐพร” ก็ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในร้านที่ได้รับการแนะนำจากไกด์บุ๊กชื่อดังของประเทศฝรั่งเศส ให้เป็นร้านที่ควรมาลิ้มลองสักครั้งหากนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเมืองไทย

“อยู่ ๆ วันหนึ่งไปรษณีย์ก็ส่งซองสีน้ำตาล From France เราก็นึกว่าส่งผิด พอเปิดดูก็ดีใจที่ร้านเราได้รักเลือก เพราะเราเป็นร้านไอศกรีมร้านเล็ก ๆ อยู่ตรงนี้เท่านั้นเอง” เรารับรู้ได้ถึงน้ำเสียงและสีหน้าที่ซาบซึ้งในเรื่องราวต่าง ๆ ที่เล่าให้เราฟัง ซึ่งคุณน้าบอกเราถึงความเชื่อที่ว่าเทวดาได้นำพาคนดี ๆ และสิ่งดี ๆ มาให้เสมอ
ส่วนเรา “ความทรงจำ” คือสิ่งที่นำพาให้เรากลับมายังร้านไอศกรีม “นัฐพร” อีกครั้งในวันนี้

การเดินทาง
ดีใจที่การเดินทางมาเยือนยังร้านไอศกรีม “นัฐพร” นั้นสะดวกกว่าที่เราเคยเดินทางมามากมาย ด้วยการนั่งรถไฟฟ้า MRT มาลงสถานีสามยอด ทางออก 1 ถ้าอากาศดีเป็นใจจะเดินไปยังถนนแพร่งภูธรก็ได้ไม่ว่ากัน แต่ถ้าอยากออมพลัง เราแนะนำให้นั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปลงแถวถนนแพร่งภูธร ถามหาร้าน “นัฐพร ไอศกรีมรสไทย” รับรองไม่มีหลงค่ะ




