หากจะพูดถึงร้านเบเกอรี่ที่มีประวัติยาวนาน คงไม่มีใครไม่รู้จัก “PAUL” ร้านเบเกอรี่ที่ก่อตั้งขึ้นในฝรั่งเศส เมื่อปี 1889 มาถึงตอนนี้ก็ผ่านมาแล้ว 120 ปี หรือ 5 ชั่วอายุคนกันเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เอง PAUL จึงเป็น "Maison de qualite fondee en 1889" หรือ สถานที่แห่งคุณภาพที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1889
ร้าน PAUL สาขาแรกในไทยที่ Central Embassy มีการตกแต่ง 2 ส่วนด้วยกัน คือ Indoor และ Outdoor โดยทั้งสองส่วนจะมีลักษณะที่เหมือนกันคือเป็นสีดำ ตัดกับตัวอักษรสีทองที่ดูหรูหรา ตามแบบฝรั่งเศส
โดยโซน Outdoor นั้นจะให้บรรยากาศเหมือนจิบน้ำชายามบ่ายท่ามกลางสวนสวยแบบ High Tea


ส่วนภายในร้านหรือ Indoor จะมีตู้โชว์อยู่ด้านพร้อมเหล่าเบเกอรี่หน้าตาน่ากินเหมือนจะคอยต้อนรับเข้าสู่ร้าน PAUL เบเกอรี่สุดหรูจากฝรั่งเศส



เมื่อเดินเข้ามาข้างในให้บรรยากาศเหมือนอยู่ใน Gallery สุดหรู พร้อมเคาน์เตอร์สำหรับทำเครื่องดื่ม


และไฮไลท์ที่สำคัญ คือ เจ้า Wallpaper ที่นำเมนูของร้านมาใส่ลงไอแพดแล้วทำเป็นรูปที่อยู่ในกรอบรูปสีดำได้อย่างแนบเนียน แถมเปลี่ยนรูปได้ด้วย

เปิดครัวร้าน PAUL ดูซิมีอะไรน่ากินบ้าง!
ขนมปังก้อน ถือเป็นหนึ่งในเมนู Signature ของร้าน PAUL ซึ่งกว่าจะได้ขนมปังแต่ละก้อน ต้องหมักแป้งนานหลายชั่วโมง และอบใหม่ทุกวัน เพื่อให้ได้ขนมปังที่มีรสชาติดี และสดใหม่

ขนมปังของร้าน PAUL มีจุดเด่นที่ต่างจากของที่อื่น คือ เนื้อขนมปังที่นุ่มละมุนลิ้น แต่แฝงไว้ด้วยรสเค็มนิดๆ จากการนำแป้งสาลี เนย นม น้ำตาล และเกลือมารวมกัน รสชาติของขนมปังจึงเข้ากันได้ดีกับอาหารทั้งคาวและหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแซลมอนรมควัน และฟัวกราส์
นอกจากนี้ทางร้าน PAUL ยังมีขนมปังหลากหลายชนิด อาทิ “เวียนนัวเซอฆี่” (La Viennoiserie) พัฟฟ์เพสตรีสีทอง ที่เลือกใช้ “เนยบริสุทธิ์” และกรรมวิธีดั้งเดิมตามแบบฉบับของฝรั่งเศสแท้ๆ เรียกได้ว่าในหนึ่งคำคุณจะได้รับรู้ทั้ง ความกรอบบาง ความชุ่มชื้นของเนยที่แทรกตัวอยู่ในเนื้อของขนมปัง และความนุ่มละมุนของเนื้อแป้ง เหมาะสำหรับเป็นอาหารเช้า หรือมื้ออาหารว่างสุดพิเศษ

ส่วน Nos Croque-Monsieur (กค็อก-เมอซิเยอค์) จะเป็นขนมปังเนื้อนุ่มที่ทางร้าน PAUL ถอดแบบมาจากร้านคาเฟ่ ในกรุงปารีส เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้ยังมี “แปง เดอ มี (Pain De Mie)” ขนมปังเนื้อนุ่มที่ใครๆ ต่างก็หลงรักด้วย
มาถึงเมนูแซนด์วิชกันบ้าง ทางร้าน PAUL ก็มีแซนด์วิชหน้าเปิด หรือ “ Nos Tartines” (ตาติน) ให้เราได้ลิ้มรสเหมือนกัน โดยแซนด์วิชนี้จะทำจากขนมปังคันทรีเบรดที่นำออกจากเตาร้อนๆ พร้อมกับหน้ารูปแบบต่างๆ ให้เลือกตามใจชอบ ถือเป็นอาหารดั้งเดิมของฝรั่งเศส เวลาเสิร์ฟจะมีทั้งแบบร้อน และเย็น แล้วแต่ความชอบของลูกค้า
เดี๋ยวจะหาว่าร้าน PAUL มีแต่ขนมปัง เมนูสลัดเค้าก็มีเหมือนกันนะ นั่นคือ “Nos Salads” สลัดผัดรวม ที่มีจุดเด่นอยู่ที่การนำผักตามฤดูกาลมาทำ และจะทำเมื่อได้รับออเดอร์เท่านั้น จึงมั่นใจได้ในความสด ใหม่ และรสชาติของสลัดผักสดแท้ๆ


นอกจากนี้ทางร้านยังมีของหวานฮอตฮิตของชาวฝรั่งเศส อย่าง Macarons ที่ได้จากการนำอัลมอนด์ ไข่ขาว น้ำตาล นำมาผสมเข้าด้วยกัน แถมรสชาติยังมีการเปลี่ยนไปตามฤดูกาลด้วย เรียกได้ว่ากินทั้งปีไม่มีเบื่อเลย

เมนูที่มาร้าน PAUL แล้วอยากให้ลอง
นอกจากเมนูข้างต้นแล้ว ทางร้านยังมีเมนูแนะนำที่มาร้าน PAUL แล้ว ไม่ควรพลาดที่จะลอง นั่นคือ
Croque-Monsieur (กค็อก-เมอซิเยอค์) เซตอาหารที่เหมาะเป็นอาหารเช้ารับวันใหม่ ในเซตประกอบด้วยปารีสแฮม (แฮมชั้นดีของฝรั่งเศส ที่ได้จากการนำเนื้อหมูส่วนสะโพกรมควัน ที่มีความนุ่ม ไม่ติดหนัง ไม่ติดมันมาบดให้ละเอียดแล้วผ่านกรรมวิธีอันพิถีพิถันจนได้เป็นปารีสแฮมชีส) ชีสเอมเมนเทล (ชีสต้นตำรับจากสวิสเซอร์แลนด์ ที่เกิดจากการนำนมมาบ่มจนได้ชีสเนื้อแข็งที่มีรูขนาดเท่าถั่ววอลนัต) ครีม และขนมปัง “แปง เดอ มี”

เมนูต่อมา Tartine Saumon (ตาติน โซมง) แซลมอนรมควัน ที่วางอยู่ขนมปังเนื้อนุ่ม พร้อมอะโวคาโด และครีมชีสผสมสมุนไพร โรยหน้าด้วยต้นกระเทียม เมนูนี้จะทำการเสิร์ฟเย็นเพื่อให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงความสดใหม่ของวัตถุดิบ

ตามมาด้วย Salade Crevettes Mangue (ซาลาด เครอแว็ต ม็องก์) กุ้งย่างร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมสลัดผัก ที่มีแครอท มะม่วง แตงกวา และมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบ

มาถึง Croissant (ครัวซองต์) กันบ้าง ครัวซองต์ของร้าน PAUL มีเคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่การเลือกใช้ “เนยบริสุทธิ์” และใช้กรรมวิธีดั้งเดิมตามแบบฉบับของฝรั่งเศสแท้ๆ

นอกจากครัวซองต์ธรรมดาแล้ว ทางร้าน PAUL ยังมีครัวซองต์แฮมชีส ที่เหมาะสมจะเป็นมื้อเช้าและอาหารว่างระหว่างวันที่สุด เพราะคำแรกที่กัดเข้าไปนอกจากจะได้สัมผัสของแป้งครัววองตืที่นุ่มแล้ว ยังได้รสเค็มนิดๆ ของชีส และกลิ่นหอมขอเนื้อหมูจากแฮมอีกด้วย

เมนูที่อยากแนะนำต่อมา คือ Millefeuille Fraises (มิลล์เฟย แฟรส) มิลล์เฟยชื่อดัง ที่เกิดจากการนำแป้งพายเพรสตี้กับเนยมาผสมกันแล้วพันซ้อนหลายๆ ทบ สลับกับไส้ที่เราต้องการ เมื่ออบออกมาแล้วจะมีชั้นของพายแป้งเพรสตี้สลับกับไส้ที่เราอยากได้แล้วโดยหน้าด้วยไอซิ่ง โดยร้าน PAUL มีให้เลือกอยู่ 2 ไส้ด้วยกัน คือ ไส้สตรอว์เบอรี่ และมะม่วง
ไส้ตรอว์เบอรี่นั้นเมื่อกันเข้าไปจะได้ทั้งความหวานและความเปรี้ยวของสตอว์เบอรี่ ผสานกับความกรอบนุ่มของแป้งเพรสตี้

ส่วนไส้มะม่วง ขอบอกว่ามาจากการนำมะม่วงมาปั่นรวมกันอย่างเข้มข้น กัดเข้าไปคำแรกจะได้ทั้งกลิ่นและรสของมะม่วงพุ่งนำมาเลยทีเดียว ถือเป็นเมนูที่เหมาะสำหรับคนรักมะม่วงอย่างแท้จริง

ต่อมาเป็น Canelé ที่รูปร่างภายนอกดูคล้ายคัสตาร์ด แต่พอลองแตะดูจะรู้ว่าแข็ง อ๊ะๆ แต่ของบอกว่าแข็งนอกอ่อนใน เมื่อผ่านออกมาแล้วลองชิมดูจะได้รับรู้ถึงความอ่อนนุ่มของแป้งด้านในพร้อมความเข้มของช็อคโกแลต และกลิ่นของเหล่ารำ เรียกได้ว่าคุ้มค่าที่จะลองจริงๆ

เมนูต่อมาเห็นหน้าตาแบบนี้หลายคนคงคิดว่าเป็นขนมปังยาวธรรมดาสอดไส้ แต่จริงๆ แล้ว คือ Éclair ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของขนมฝรั่งเศส โดยร้าน PAUL มี Éclair ให้เลือกอยู่ 3 รสด้วยกัน ได้แก่ ช็อคโกแลค ราสเบอร์รี่ และสตรอว์เบอรี่

นอกจากนี้ยังมีเมนู Almond Pain au Choco พายสอดไส้ช็อคโกแลต ครีม และอัลมอนด์ โรยหน้าด้วยไอซิ่ง และอัลมอนด์อีกครั้ง

ปิดท้ายด้วย Pure jee (เพียว จี) เมนูที่ทางร้าน PAUL ทำขึ้นเพื่อขอบคุณแฟนๆ ของ PAUL ในประเทศไทย “เพียว จี”....ช็อคโกแลตเพสตรีสดเข้มข้นที่เกิดจากการช็อคโกแลตถึง 6 ชนิดมาผสมกับข้าวสาลีชนิดแข็ง (Hart Wheat) มาโม่จนได้แป้งสาลีคุณภาพสูง เปี่ยมด้วยโปรตีน เมื่อนำมานวดก็จะได้แป้งที่มีความยืดหยุ่นสูง รูปและเนื้อสัมผัสดี ดูดซึมน้ำได้สูง ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าทุกคำที่คุณได้ลิ้มรสจะได้รสชาติของช็อคโกแลตสุดเข้มข้นแบบเต็มๆ

นอกจากนี้ทางร้านยังมีอินเตอร์เนตไร้สายความเร็วสูงไว้บริการลูกค้า ให้ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ความอร่อยของเบเกอรี่จากทางร้าน หรือนั่งทำงานไปกินเบอเกอรี่ไปแบบชิลล์ๆ ด้วย เตรียมสัมผัสปรากฎการณ์ความอร่อยของเหล่าเบเกอรี่จาก PAUL ได้ที่ Central Embassy PAUL ชั้น 1 บริเวณทางออกไปยังรถไฟฟ้า




