ทริปนี้เป็นทริป 3 วัน 2 คืน เริ่มต้นวันแรกกันที่สนามบินดอนเมือง ไฟลต์เช้าสุด มุ่งหน้าสู่สนามบินหาดใหญ่ ไปกินมื้อเช้ากันที่ร้าน อาม่าติ่มซำ เป็นร้านติ่มซำขึ้นชื่อของเมืองหาดใหญ่ อยู่ใกล้ๆ มอ. คนมาร้านนี้เพื่อกินติ่มซำเป็นมื้อเช้าเยอะมากๆ พอเข้าไปข้างในร้านจะเจอกับไลน์ของติ่มซำเยอะแยะเลย ทั้งขนมจีบ ซาลาเปา ฮะเก๋า ของทอดต่างๆ เราก็เลือกหยิบใส่ถาดเอาไว้ แล้วก็ไปส่งให้ที่เค้านท์เตอร์พร้อมกับแจ้งหมายเลขโต๊ะที่เรานั่ง ทางร้านก็จะเอาที่เราเลือกไว้ไปจัดการนึ่งให้เรียบร้อย และนำมาเสิร์ฟให้เราที่โต๊ะค่ะ ถัดจากโซนติ่มซำก็จะมีพวกบักกุดเต๋ บะหมี่ แล้วก็น้ำชงต่างๆ เราก็สั่งกับพนักงานได้เลย เดี๋ยวเค้าจะเอามาเสิร์ฟให้เอง ข้อควรระวังคือ ร้านนี้ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์นะจ๊ะ ฉะนั้นเลือกหยิบอย่างระมัดระวังด้วย เพราะเข่งละ 20-25 บาทนะจ๊ะ
ออกจากร้านติ่มซำ ซึ่งเป็นมื้อเช้า ก็นั่งรถเข้าเมืองเบตงกันยาวๆ ไปเลย กว่าจะถึงเบตงก็บ่ายสองกว่าๆ แล้วค่ะ เพราะระยะทางจากหาดใหญ่มาเบตง ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งเลยค่ะ ก็มากินกันอีกแล้ว เราแวะที่ร้าน บ้านคุณชาย ค่ะ ทางร้านคงจะรู้ว่าเราหิวมาก จัดเมนูมาให้เต็มโต๊ะเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อของเมืองเบตงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ไก่เบตง ผัดผักน้ำ กุ้งคั่วไข่เค็ม กบภูเขาทอด ปลาทอดสามรส ผัดสะตอกะปิกุ้ง แกงเหลือง น้ำพริกผักลวก ตบท้ายด้วยแตงโมหวานๆ
ถึงเบตงแล้ว ก็ออกเที่ยวได้ จุดแรกของเราเริ่มต้นที่ อุโมงค์ปิยะมิตร เห็นเค้าว่า สมัยก่อนเป็นฐานกองกำลังของพรคคคอมมิวนิสต์มลายาที่ใช้หลบการโจมตีทางอากาศและเป็นแหล่งสะสมเสบียงด้วย ปัจจุบันกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่ขึ้นชื่อมากของเมืองเบตง ไฮไลต์สำคัญของอุโมงค์ปิยะมิตรคือ นิทรรศการภาพถ่ายและวิถีชีวิตของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต และต้นไม้พันปี ที่นี่เสียค่าเข้าชมด้วยนะคะ ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 10 บาทค่ะ
จุดต่อไป เราก็ไปไหว้พระกันที่วัดพุทธานิวาส หรือชื่อเดิมก็คือวัดเบตงนั่นเอง วัดนี้เป็นวัดที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนิยมมากราบไหว้ 3 สิ่ง นั่นคือ พระพุทธธรรมกายมงคลประยุรเกศานนท์สุพิธาน (พระพุทธรูปทองสัมฤทธ์องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) พระมหาธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ และวิหารหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด แต่เราไปถึงก็เย็นมากแล้ว เลยไม่ได้เข้าวิหารหลวงปู่ทวดเลย
ออกมาจากวัด เราก็ไปพิพิธภัณฑ์เมืองเบตงกัน จริงๆ เค้าก็ปิดแล้วแหละ เพราะมันเริ่มค่ำแล้ว เราก็ทำได้แค่ขึ้นไปชั้น 2 ของพิพิธภัณฑ์เพื่อชมเมืองเบตงยามค่ำคืน ตรงกลางที่มีไฟนั่นคือ หอนาฬิกาเมืองเบตงนั่นเอง
ลงมาจากพิพิธภัณฑ์เบตง เราก็ไปอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์กันต่อเลย อุโมงค์นี้เป็นอุโมงค์ที่ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทยด้วย มีรถผ่านเข้า-ออกตลอดทั้งวัน ในตอนกลางคืนจะมีการเปิดไฟที่ประดับอุโมงค์อย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวมักจะมาถ่ายรูปไฟประดับอุโมงค์นี้และเดินต่อไปถ่ายรูปป้ายเมืองเบตง (เก่า) และตู้ไปรษณีย์ยักษ์ของเมืองเบตงได้ เพราะไม่ห่างกันเท่าไหร่นัก
ที่พักของเราคืนแรก คือ Modern Thai Hotel อยู่ในเมืองเบตงเลย ห่างจากหอนาฬิกาแบบเดินถึง ใกล้ๆ กับสตรีทอาร์ตด้วย มื้อเย็นก็เลยหากินแถวๆ หอนาฬิกานั่นแหละ เดินมองหาร้านไป หลบขี้นกไป ฝึกความระแวดระวังมากๆ กินของคาวจากที่ไหนก็ตาม เราขอแนะนำให้คุณมาแวะกินของหวานที่โรตี หอนาฬิกา เบตง อร่อยมากๆ ทำสดใหม่ ทอดร้อนๆ ไม่ควรพลาดนะ
ตื่นแต่เช้า ออกมาถ่ายรูปหอนาฬิกาแบบไม่มีคนเลย จากนั้นก็ตระเวนเดินหาสตรีทอาร์ตไปเรื่อยๆ มันก็จะกระจุกๆ กันอยู่ในซอกซอยเมืองเบตงนั่นแหละ เดินได้ไม่หลง
พอสายหน่อย แดดเริ่มออก ก็มาากินมื้อเช้ากันที่ร้านเจริญ ข้าวมันไก่เบตงพันธุ์แท้ ซึ่งไก่เบตงเนี่ยมันจะไม่เหมือนไก่ที่ไหนเลย เพราะมันจะมีความเหนียวแน่น ไม่ยุ่ย แถมรสชาติก็อร่อยกว่าไก่ทั่วไปด้วย เรียกว่าเป็นของกินขึ้นชื่อของเมืองเบตง ที่ใครมาก็ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว
นั่งรถออกจากเมืองเบตง ไปที่ประตูสู่ฮาลาบาลา วันนี้เราจะล่องเรือไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ฮาลาบาลากัน เราไปลงเรือที่ท่าเรือตาพะเยา ตอนประมาณ 10 โมง ก็ล่องเรือเข้าไปในเขื่อนบางลานประมาณ 2 ชั่วโมง เราก็ถึงศาลานางนวล เป็นเหมือนศาลาพักกลางทางของเขื่อนนี้ แวะกินข้าวยเที่ยวกันที่นี่แหละ เป็นมื้อเที่ยงแบบง่ายๆ ที่ทางเรือเค้าจัดเตรียมไว้ให้เรา
อิ่มท้องกันแล้วก็นั่งเรือต่อไปอีกนิดที่ต้นน้ำฮาลา เพื่อดูใบไม้เปลี่ยนสี และเดินป่าระยะสั้นประมาณ 200-300 เมตร เพื่อเข้าไปดูต้นสมพง ซึ่งเป็นต้นไม้ยักษ์ที่ต้องใช้คนโอบประมาณ 30-40 คนถึงจะรอบ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวนับพันปี และถือว่าเป็นต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของเราด้วย
จากนั้นก็นั่งเรือกลับเข้าฝั่ง มีแวะที่เกาะทวดเพื่อไหว้หลวงปู่ทวดและทวดบูเกี๊ยะด้วย จริงๆ บนเกาะนี้จะมีจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถพายเรือไปเล่นน้ำตกด้านในได้ด้วย แต่ทริปนี้เราแค่มาแวะไหว้พระที่เกาะนี้เฉยๆ
กลับถึงฝั่งก็มุ่งหน้าเข้าที่พักและกินอาหารเย็นกันที่ คูลแคมป์ปิ้ง รีสอร์ต โดยที่พักเป็นเต็นท์กระโจมหลังใหญ่ๆ นอนได้ 3-4 คนต่อหลัง มีห้องน้ำแยกให้เต็นท์แต่ละหลังเลย นอนสบายดี ไม่มีแอร์ แต่ก็ไม่ร้อนมาก
ตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อขึ้นรถท้องถิ่นไปขึ้นเขาฆูนุงซีลีปัตกัน ทางเป็นทางรกเข้าไปในสวนป่ายาง ค่อนข้างชันและลื่น อาจจะเป็นเพราะตอนกลางคืนน้ำค้างแรง หรือไม่ก็ฝนตก ทำให้ถนนเปียกลื่นมาก รถที่เรานั่งไปไหลลงมาตอนจังหวะเร่งขึ้นเขา น่ากลัวมาก โดดลงแทบไม่ทัน จังหวะนั้นไม่มีรูปมาให้นะ เพราะมันยังมืดอยู่และก็ตกใจด้วย มาถึงทางขึ้นเขาฆูนุงตอนเกือบ 6 โมงเช้า ก็เริ่มต้นเดินเลยค่ะ ระยะทางประมาณ 800 เมตร เดินไม่ยากเพราะไม่ได้ไต่ขึ้นทางตรง ก็เดินไปเรื่อยๆ จะมายากก็ตอน 200 เมตรสุดท้ายเพราะต้องไต่ขึ้นสู่ยอดเขาแล้ว ก็ไม่ยากนะ เพราะเค้ามีเชือกให้จับเกาะขึ้นไป เอาจริงๆ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเองสำหรับ 200 เมตรสุดท้ายนะ
ขึ้นมาถึงยอดฆูนุง บอกเลยต้องหายเหนื่อยแน่ๆ กับภาพแบบนี้ ทะเลหมอก 360 องศา กว้างสุดลูกหูลูกตา คือมันดีมากจริงๆ ที่นี่มีหมอกตลอดทั้งปีค่ะ หน้าร้อนก็มี ขนาดเราไปช่วงเดือนมีนา หมอกยังเยอะและหนาขนาดนี้เลย ใช้เวลาอยู่กับหมอกไปเกือบ 2 ชั่วโมง พอซัก 8 โมงก็เริ่มเดินลงมากันแล้วค่ะ ไปกินข้าวเช้ากัน
ออกจากที่พัก จะผ่านสะพานโต๊ะกูแช ซึ่งเป็นสะพานข้ามทะเลสาบฮาลาบาลาที่เมื่อวานเราไปล่องเรือมานั่นแหละ เพื่อเข้าจังหวัดยะลา
ไปกินมื้อเที่ยงกันที่ร้านข้าวหมกไก่ทอด กอไผ่ จังหวัดยะลา
แวะไหว้พระก่อนกลับกันที่วัดช้างให้ อ.โคกโพธิ์ จ. ปัตตานี ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่กว่า 300 ปีและเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังในภาคใต้ด้วย
กลับมาเมืองหาดใหญ่ ก่อนจะไปสนามบิน ยังพอมีเวลา เลยแวะไปดูพระอาทิตย์ตกที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา ศาสนสถานของศาสนาอิสลามที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม มีสระน้ำทอดยาวอยู่ด้านหน้า ทำให้ดูคล้ายกับทัชมาฮาลของประเทศอินเดียเลย ยิ่งมาช่วงพระอาทิตย์ตกก็ยิ่งสวยเข้าไปอีก
ปิดทริปนี้ที่สนามบินหาดใหญ่ และมุ่งหน้าสู่สนามบินดอนเมือง ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านค่ะ
ส่งหัวใจและแชร์ทริปนี้เพื่อเป็นกำลังใจแก่เจ้าของบทความ





























































