เที่ยวภูกระดึง เชียงคาน 3 วัน 2 คืน สัมผัสหมอกริมผา ชมขอบฟ้าอาทิตย์ตก
  1. เที่ยวภูกระดึง เชียงคาน 3 วัน 2 คืน สัมผัสหมอกริมผา ชมขอบฟ้าอาทิตย์ตก

เที่ยวภูกระดึง เชียงคาน 3 วัน 2 คืน สัมผัสหมอกริมผา ชมขอบฟ้าอาทิตย์ตก

วันหยุดมีจำกัด แต่อยากเที่ยวทั้งภูกระดึงและเชียงคาน เที่ยวเลยทั้งที อยากสัมผัสทะเลหมอก เดินเหยียบเมฆ! แม้เป็นมือใหม่ก็เที่ยวภูกระดึง เชียงคาน ได้ 3 วัน 2 คืน!

ชาวรักงานและชาวออฟฟิศทั้งหลาย หยุดทั้งทีก็อยากเที่ยวให้เต็มที่กันไปเลย ทริปนี้จึงได้เกิด กับทริป ลุยที่เที่ยวเลย เที่ยวภูกระดึง เชียงคาน ฉบับมือใหม่ 3 วัน 2 คืน เราไม่เคยไปภูกระดึงและเชียงคานมาก่อนในชีวิต จริง ๆ ไม่เคยไปจังหวัดเลยสักครั้งมากกว่า ฮ่า ๆ หลังจากได้ยินข่าวว่าอุทยานเพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เราก็เช็กปฏิทินวันหยุด และรีบจองตั๋ว พร้อมลงทะเบียนเข้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึงทันที!

การลงทะเบียนสำหรับมือใหม่

เราขอสรุปขั้นตอนการลงทะเบียนง่าย ๆ เป็นคู่มือเที่ยวภูกระดึงสั้น ๆ แล้วกันนะ

ลงทะเบียนเข้าอุทยาน

ลงทะเบียนเข้าอุทยาน เพราะช่วง New Normal แบบนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการจำกัดจำนวนการขึ้นเขาต่อวัน ดังนั้นต้องจองล่วงหน้านะทุกคน

การจองที่พักบนภูกระดึง

สำหรับการจองที่พัก ไม่ยาก เพราะมีให้เลือกทั้งบ้านพักอุทยาน หรือใครอยากใกล้ชิดธรรมชาติ ก็แนะนำให้จองเต็นท์ได้ค่ะ มีหลายขนาดให้เลือก หรือใครอยากเอาเต็นท์มาเองก็ได้นะคะ

จองที่พักบนภูกระดึง

การเดินทางไปภูกระดึง

การเดินทางมีหลายวิธีด้วยกัน แต่ในที่นี้ขอบอกวิธีสำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวแล้วกันนะคะ

การเดินทางมาภูกระดึง

เราเดินทางด้วย แอร์เมืองเลย ซึ่งสามารถเลือกลงที่ผานกเค้า จุดขึ้นรถสองแถวที่จะพาเราไปอุทยานแห่งชาติภูกระดึงค่ะ ค่ารถสองแถวคนละ 50 บาท และเมื่อลงจากภูกระดึง ก็จะมีรถสองแถวรอรับอยู่ด้านล่าง เพื่อกลับไปส่งที่ผานกเค้า และซื้อตั๋วเพื่อเดินทางต่อไปยังเชียงคานค่ะ สำหรับค่าตั๋วราคาคนละ 120 บาทเท่านั้น

การเตรียมตัวก่อนขึ้นภูกระดึง

สำหรับการเตรียมตัวก่อนขึ้นภูกระดึงนั้น ถ้าเป็นมือใหม่ ไม่มีอะไรยากเกินไปเลยค่ะ เตรียมฟิตร่างกายให้พร้อม เตรียมใจมาให้พร้อม สำหรับข้อควรระวัง ที่นี่ทากเยอะมาก ใครที่กลัวทากก็แนะนำให้ซื้อถุงกันทากสวมที่เท้า หรือพกสเปรย์กันยุงกันแมลงมาฉีดด้วยค่ะ และนอกจากทาก ก็ยังมีแมลงหลากหลายชนิด ดังนั้นอย่างลืมพกยาแก้แพ้ และที่สำคัญฉีดสเปรย์ตะไคร้หรือสเปรย์กลิ่นฉุน ๆ ฉีดเติมบ่อย ๆ ก็ช่วยได้เยอะเลยค่ะ

การเตรียมตัวก่อนขึ้นภูกระดึง

เส้นทางเที่ยวบนภูกระดึง

สำหรับเส้นทางเที่ยวบนภูกระดึง จะมีหลายเส้นทางด้วยกันค่ะ แบ่งเป็นเส้นทางจักรยาน และเส้นทางเดินเท้า ซึ่งสามารถเลือกเส้นทางเที่ยวได้ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่น่ารักมาก ๆ พร้อมให้คำแนะนำเราตลอด และตอบทุกข้อสงสัยเลย ดูแลประดุจญาติมิตร เป็นกันเอง ประทับใจมาก ๆ เลยค่ะ

เส้นทางเที่ยวบนภูกระดึง

DAY 1

เริ่มต้นทริปนี้ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 เดินทางด้วยแอร์เมืองเลย และเลือกลงที่ผานกเค้า ออกจากกรุงเทพฯเวลา 21.45 น. ถึงผานกเค้าเวลา 05.30 น. ตามตั๋วและคิวที่เราได้ลงทะเบียนไว้ เราต้องรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่เวลา 08.30 น. ดังนั้นเวลาจองรถทุกคนต้องเผื่อเวลาให้ดีนะคะ

ผานกเค้า

ผานกเค้าแห่งนี้เป็นเหมือนจุดพักรถ และจุดต่อรถ ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ร้านเจ๊กิม” เป็นร้านที่มีอาหารให้แวะกินกันก่อนออกแรงขึ้นภู ระหว่างรอรถ ก็มานั่งชิลกินข้าว หรือจะแวะแปรงฟันกันก่อน ที่นี่ก็มีห้องน้ำไว้บริการด้วยค่ะ จากนั้นไม่นาน ก็จะมีรถสองแถวจอดเรียงรายรอคนขึ้น ซึ่งสถานการณ์โควิดตอนนี้ ได้มีการจำกัดที่นั่งคันละ 6 คนเท่านั้นค่ะ ค่ารถราคา 50 บาท ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที ก็ถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึงแล้ว

ผานกเค้า
ผานกเค้า จุดพักรถและจุดขึ้นรถ
รถสองแถวไปภูกระดึง
รถสองแถวที่ให้บริการไปอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
ถึงแล้วศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

เดินทางมาถึงอุทยานแห่งชาติภูกระดึงก่อนเวลาพอสมควร เมื่อมาถึงให้ทุกคนไปเช็กอินตั๋วที่เราได้ลงทะเบียนออนไลน์เอาไว้ ซึ่งง่ายมาก ๆ ค่ะ จากนั้นก็ซื้อประกันการเดินทางคนละ 10 บาท ในช่องเคาน์เตอร์ข้าง ๆ ถัดไป ซึ่งประกันการเดินทางจะครอบคลุมอุบัติเหตุเวลาเราเกิดแขนหัก ขาหัก หรือเกิดเหตุด่วนอะไรขึ้นมา เจ้าหน้าที่บอกว่าก่อนเดินขึ้นภูกระดึง ให้ถ่ายบัตรประกันและตั๋วคู่กันเก็บเอาไว้ด้วยนะคะ

ลงทะเบียนขึ้นภูกระดึง
มาถึงก็ต้องเข้ามาเช็กอินกันก่อนค่ะ

ฝากสัมภาระไปกับลูกหาบ

หลักจากเช็กอินกันเรียบร้อยแล้ว ก็นำสัมภาระไปฝากไว้กับลูกหาบ โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นกิโลกรัมละ 30 บาท สำหรับคนที่สัมภาระหนัก เยอะ และแบกขึ้นเองไม่ไหว ส่วนใครที่ไหว ก็ไปก่อนได้เลยค่ะ ฮ่า ๆ

ตั๋วขึ้นภูกระดึง
ตั๋วขึ้นภูกระดึงและบัตรประกันการเดินทาง

หลังจากฝากสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเตรียมตัวขึ้นภู ขอบอกตรง ๆ เลยว่าทริปภูกระดึงนี้ เป็นการขึ้นภูกระดึงครั้งแรกในชีวิตเลยค่ะ รู้สึกตื่นเต้น แล้วก็มีความสุขมาก ๆ ได้ยินเสียงร่ำลือมานานว่าสักครั้งในชีวิตต้องมาให้ได้ มีคนบอกเราว่า นี่คือที่เดินเขาเบื้องต้นสำหรับนักเดินเขามือใหม่เลย เราจะรู้ว่าเราจะยังเป็นสายเดินป่า ขึ้นเขาอยู่หรือเปล่า ก็ตัดสินกันจากที่นี่เลยทีเดียวค่ะ ฮ่า ๆ

ป้ายจุดพักภูกระดึง
จุดพักต่าง ๆ
ลูกหาบภูกระดึง
ฝากสัมภาระกับลูกหาบได้ด้วยนะคะ

เราเลือกใส่เสื้อแขนกุดและกางเกงขาสั้น พร้อมรองเท้าบูท สำหรับเพื่อน ๆ อยากแต่งแบบไหนก็ตามสะดวกได้เลยค่ะ ที่เลือกแต่งแบบนี้เพราะกลัวร้อน และที่สำคัญ เวลาทากเดินขึ้นมาเกาะขาจะได้มองเห็นและดึงออกได้ทันก่อนที่จะโดนดูดเลือด สังเกตง่าย ๆ ถ้ารู้สึกเย็น ๆ เปียก ๆ บริเวณขา ให้รีบเปิดขากางเกงดูด่วนค่ะ อาจจะมีน้องทากน้อยเกาะอยู่ ฮ่า ๆ

จุดเริ่มต้นขึ้นภูกระดึง
เรามาเริ่มเดินขึ้นภูกระดึงกัน!
ขึ้นภูกระดึง
พร้อมขึ้นภูกระดึงแล้ว

ระหว่างเดินทางเราลืมพกสเปรย์กันแมลงมา มีเพียงยาดมพิมเสนน้ำเท่านั้น ไม่รอช้า ชโลมทาทั้งแขนและขา พร้อมทั้งป้ายคอและใบหน้าบางจุด บอกเลยว่าช่วยได้เยอะมาก ๆ ทริปนี้เราไม่ถูกทากกัดเลย ไม่แม้แต่โดนเกาะ และเจ้าแมลงตัวร้ายก็มีบินผ่านบ้าง แต่ไม่ได้เข้ามาเกาะเช่นกันค่ะ โชคดีมาก ๆ

นักท่องเที่ยวขึ้นภูกระดึง
ภูกระดึงเพิ่งเปิดได้ไม่กี่วัน แต่นักท่องเที่ยวเยอะมาก

เกริ่นกันมาเยอะแล้ว เรามาเริ่มเดินขึ้นภูกระดึงกันเลยดีกว่า สำหรับระยะทางการเดินขึ้นจะอยู่ที่ 5.5 กิโลเมตร ฟังดูเหมือนไม่ไกล แต่เป็น 5 กิโลเมตรในเส้นทางชัน โดยหลังแปภูกระดึงจะอยู่ที่ความสูง 1,288 เมตร แต่จุดสูงสุดที่คอกเมยจะอยู่ที่ความสูง 1,316 เมตรค่ะ และจะมีจุดพักหรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อซำต่าง ๆ สำหรับมือใหม่ที่มาไม่ต้องกลัวค่ะ เพราะทุก ๆ ซำ จะมีร้านขายเครื่องดื่ม ยาดม อาหาร ขนม ผลไม้ต่าง ๆ รับรองว่าเดินขึ้นได้เรื่อย ๆ ไม่มีหมดพลังงานแน่นอน

ลูกหาบและนักท่องเที่ยว
ลูกหาบสุดทรหด เรียกได้ว่าฮีโร่ของนักท่องเที่ยวเลย

จุดพักระหว่างทางขึ้นภูกระดึง

จุดพักระหว่างทางขึ้นภูกระดึง

ซำแฮก

เดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง “ซำแฮก” ซำแรกของการเดินขึ้นภูกระดึง ระหว่างทางเรารู้สึกมหัศจรรย์มาก กับ “ลูกหาบ” อาชีพหาบสัมภาระขึ้นภูกระดึง รู้สึกประหลาดใจมาก เพราะลำพังเราพกแค่กระเป๋าใบเล็ก ๆ กว่าจะก้าวขาแต่ละที ช่างเป็นไปอย่างยากลำบาก แล้วลูกหาบล่ะ เขาใช้พลังอะไรในการหาบมากมายขนาดนี้ แถมยังทำเวลาได้ดีมาก ๆ ด้วย ถ้าจะมีใครเป็นฮีโร่ในทริปนี้ เราขอยกให้พวกเขาเลยละ เท่จริง ๆ เลย

ซำแฮก
จุดพักจุดแรก มาถึงแล้ว
นักท่องเที่ยวเดินขึ้นภูกระดึง
เดินต่อไปเรื่อย ๆ อย่าเพิ่งท้อนะทุกคน วิวสวย ๆ รออยู่

เดินทางต่อมาจนถึงจุดพักสุดท้ายก่อนเดินขึ้น “หลังแป” เวลาที่ใช้ไป เริ่มขึ้นภูกระดึงเวลา 08.30 น. ถึงหลังแป 12.30 น. ถือว่าเวลากำลังดีเลย และหลังแปที่เราพูดถึงคือพื้นราบที่จะพาเราเดินทางต่อไปยังที่พัก เป็นระยะทางทั้งสิ้น 4 กิโลเมตร สำหรับใครที่คิดว่าอยากถึงที่พักเร็ว ๆ เพื่อที่จะได้ใช้เวลาทำอย่างอื่นต่อ แนะนำให้เช่าจักรยานเลยค่ะ จักรยานจากหลังแป ปั่นไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หรือที่พักของเรา ราคา 60 บาท เช่าได้ 2 ชั่วโมง ขอบอกเลยว่าไฮไลต์ของการปั่นคือ เส้นทางปั่นจักรยานวิวสวย อากาศดีมาก ๆ เลยค่ะ

หลังแป
ถึงแล้ว ในที่สุดเราก็ได้เป็นผู้พิชิตภูกระดึง

ปั่นจักรยานไม่นานก็เดินทางมาถึงที่พัก เราเลือกพักเป็นเต็นท์ค่ะ ซึ่งก็จะมีหลายขนาดให้เลือก เมื่อเดินทางมาถึงจุดบริการนักท่องเที่ยว สิ่งแรกที่ควรทำคือรับเครื่องนอนที่เราได้จองผ่านออนไลน์มาแล้ว หลังจากนั้นก็สามารถเลือกเต็นท์ตามขนาดที่เราจองมาได้เลยค่ะ ทริปนี้ควรพกบัตรประจำตัวประชาชนหรือใบขับขี่มาด้วยนะคะ เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนนั่นเองค่า

จุดเช่าจักรยานบนภูกระดึง
จุดเช่ารถจักรยาน

หลังจากจัดแจงที่พัก ก็ไปรับสัมภาระที่ลูกหาบหาบมา สอบถามทราบว่า ลูกหาบของเราน่าจะเดินทางมาถึง 1 ทุ่มค่ะ เราจึงตัดสินใจไปเที่ยวก่อน ค่อยกลับมาเอาสัมภาระ เราได้เดินทางไปที่จุดเช่าจักรยานเพื่อปรึกษาเจ้าหน้าที่เรื่องเส้นทางท่องเที่ยว เนื่องจากมีเวลาจำกัด แต่อยากเที่ยวแลนด์มาร์กของภูกระดึง อย่างผาหล่มสักและผานกแอ่น จุดชมพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์สุดโด่งดังของที่นี่ เจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่ายังปั่นไปผาหล่มสักทันนะ แต่เหนื่อยหน่อย ได้ฟังแล้วมีหรือจะล้มเลิกความตั้งใจ ไม่รอช้า คว้าเจ้าจักรยานออกผจญภัยโลด สำหรับจักรยานปั่นทางระยะไกล ล้อเล็กจะอยู่ที่ราคา 360 บาท และล้อใหญ่จะอยู่ที่ราคา 410 บาท ราคานี้จะเป็นเหมาทั้งวันค่ะ

ผาหล่มสัก

จุดชมพระอาทิตย์ตกผาหล่มสัก
ผาหล่มสัก มาภูกระดึงก็ต้องแวะ

ระหว่างทางไปผาหล่มสัก เส้นทางจักรยานจะปั่นผ่านผาต่าง ๆ มากมายตลอดทาง ชมวิวบรรยากาศเมฆหมอกที่ลอยบนอากาศ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนตัวเองกำลังได้เดินเหยียบเมฆจริง ๆ เลย วิวภูเขาและหุบเขาต่าง ๆ สวยงามมาก ๆ ปั่นไปก็แวะไปตลอดทาง แต่ด้วยระยะเวลาที่จำกัด เพราะต้องถึงผาหล่มสักก่อนพระอาทิตย์ตก ทำให้ได้แวะถ่ายรูปเล่นที่ผาหมากดูก ผาจำศีล และผาเหยียบเมฆเท่านั้นค่ะ แต่ขอบอกเลยว่านอกจากผาเหล่านี้แล้วยังมีผาอื่น ๆ ให้แวะชมวิวถ่ายรูปกันอีก ใครที่มีเวลาก็แนะนำให้แวะเลยค่ะ

ผาจำศีล
ผาจำศีล ระหว่างทางปั่นจักรยานไปผาหล่มสัก

ใช้เวลาปั่น 2 ชั่วโมงก็ถึงผาหล่มสัก ผู้คนมาก ๆ กำลังตั้งหน้าตั้งตารอชมพระอาทิตย์ตกกันอยู่ บรรยากาศโดยรอบลมเย็นสบาย วิวดีมาก ๆ รอไม่นาน แสงอาทิตย์ก็เริ่มมา ถึงแม้ว่าจะมีเมฆบังอยู่บ้าง แต่บรรยากาศโดยรวมประทับใจ และไม่ผิดหวังที่มาเลยค่ะ

ผาหล่มสัก
ถึงแล้ว ผาหล่มสัก
ดูพระอาทิตย์ตกผาหล่มสัก
นักท่องเที่ยวมารอชมพระอาทิตย์ตกเยอะมาก ๆ
หมูกระทะภูกระดึง
หมูกระทะก็มีให้บริการทุก ๆ คนบนภูกระดึงด้วยนะ

ขากลับ ทางปั่นจักรยานเริ่มมืดแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ เพราะมีเจ้าหน้าที่พาปั่นกลับ แถมยังคอยดูแลตลอดทาง ใช้เวลาไม่นานมากก็ถึงที่พัก วันนี้เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ขอเติมพลังกันแบบจัดเต็มด้วยเจ้าหมูกระทะ ขอบอกเลยว่าขึ้นเขา ปั่นจักรยานมาเหนื่อย ๆ เจอเจ้าหมูกระทะเข้าไป หายเหนื่อย แล้วก็ฟินมาก ๆ เลยค่า~

DAY 2

ผานกแอ่น

ผานกแอ่น
ผานกแอ่น จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น

สวัสดียามเช้า เมื่อคืนหลังจากฟินจากหมูกระทะ ก็รีบอาบน้ำเข้านอนเลยค่ะ ห้องน้ำ และห้องอาบน้ำสะอาดใช้ได้ แต่ระวังเจ้าทากกันหน่อยนะคะ ยิ่งที่ชื้น ๆ ยิ่งเสี่ยงทากเกาะ หลังจากนอนเอาแรงเต็มอิ่ม ก็ตื่นมาตามนัดของเจ้าหน้าที่ เวลา 05.00 น. เจอที่จุดนัดพบศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง และเริ่มออกเดินไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น 05.30 น. ค่ะ ด้วยทางที่มืดและค่อนข้างไกล ใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร ทำให้ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยรวมนักท่องเที่ยว และนำทางเดินไปพร้อม ๆ กันค่ะ

จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นผานกแอ่น
วันนี้ฟ้าไม่เปิด ขอดูทะเลหมอกไปก่อนแล้วกัน
ทะเลหมอกผานกแอ่น
มาเที่ยวเป็นครอบครัว น่ารักมาก ๆ 

บรรยากาศดีมาก มีทะเลหมอกบาง ๆ ถึงแม้ไม่เจอแสงอาทิตย์เพราะฟ้าไม่เปิดสักเท่าไร แต่อากาศดีมาก ๆ วิวสวย เรียกได้ว่าเป็นอีกจุดชมวิวที่ห้ามพลาดเด็ดขาดเลย หลังจากชมวิวเสร็จฟ้าสว่างเต็มที่ ก็เดินทางกลับที่พัก ระหว่างทางก็มีพืชพรรณนานาชนิดให้ได้ชมกัน เดินผ่านลานวัดพระแก้ว ซึ่งสามารถแวะถ่ายรูปได้ พอเดินมาได้สักพักก็เริ่มหิว บริเวณใกล้ที่พักมีร้านอาหารมากมายให้เลือก เรียกได้ว่ามาเที่ยวที่นี่ไม่ต้องห่วงเรื่องกินอยู่กันเลยทีเดียว

เช่าจักรยานภูกระดึง
ปั่นจักรยานกลับมาที่หลังแป พร้อมลงจากภูกระดึงแล้วค่า

หลังจากเดินถ่ายรูปเที่ยวชมจนพอใจก็ได้เวลาเกือบ ๆ เที่ยง เราตัดสินใจเช่าจักรยาน ราคา 60 บาท ปั่นกลับหลังแป เพื่อเดินทางลงภูกระดึง จะได้ทันรถรอบสุดท้ายที่จะเดินทางไปยังเชียงคานต่อค่ะ ก่อนออกเดินทางเราได้ฝากสัมภาระกับลูกหาบเช่นเคย คิดเป็นกิโลกรัมละ 30 บาท ของเราหนัก 10 กิโลกรัม คิดเป็นราคา 300 บาท รวมขาขึ้นและขาลง 600 บาท การจ่ายเงิน จะจ่ายทันทีหลังรับสัมภาระนะคะ

สองแถวไปผานกเค้า
รถสองแถวรอรับที่อุทยานมาส่งที่ผานกเค้า

ลงจากภูกระดึงมาถึงด้านล่าง เวลา 15.30 น. นั่งรถสองแถวจากอุทยาน สองแถวนี้จะรอรับคนให้ครบ 6 คน เพื่อให้ได้เงินจำนวนรอบละ 300 บาทค่ะ ทำให้จ่ายเพียงคนละ 50 บาท แต่เราค่อนข้างรีบ จึงจ่ายคนละ 100 บาท เนื่องจากผู้โดยสารมี 3 คน ทำให้รถไปถึงจุดต่อรถผานกเค้าได้ทันเวลา เมื่อไปถึงก็ทำการซื้อตั๋วไปเชียงคานต่อ ในราคาคนละ 120 บาท รอรถไม่นานมาก รถก็มารับถึงที่เลยค่า

ถนนคนเดินเชียงคาน

เชียงคาน
ถึงแล้วเชียงคาน

ถึงเชียงคานเวลา 20.00 น. รถจะมาจอดที่ท่า ซึ่งใกล้กับปากทางเข้าเชียงคานเลย ใครที่มาเที่ยวเชียงคานขอบอกเลยว่าสะดวกมากค่ะ เพราะรถกลับกรุงเทพฯ ก็ขึ้นได้จากที่นี่เลย ดีงามมาก

เฮือนคุ้มฮัก
พักที่เฮือนคุ้มฮัก ได้บรรยากาศสุด ๆ
เฮือนคุ้มฮัก เชียงคาน
ตกแต่งได้สวยงาม ถ่ายรูปได้หลายมุม

เราเลือกพักที่ “เฮือนคุ้มฮัก” เป็นบ้านทรงโบราณที่สวยงามมีเอกลักษณ์มาก ๆ สำหรับราคาก็ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นและเว็บไซต์ที่ใช้จองค่ะ ที่นี่เวลาเช้าจะมีพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวตักบาตรข้าวเหนียวซึ่งเป็นไฮไลต์ของเชียงคานด้วย เรียกได้ว่าครบมาก ๆ

กุ้งแม่น้ำโขงและปูแม่น้ำโขงเสียบไม้
ทีเด็ด ถ้ามาเชียงคานต้องห้ามพลาด
เมี่ยงคำเสียบไม้
เด็ดมาก หอม หวาน มัน~
เมี่ยงคำเชียงคาน
น้ำราดสูตรลับ ราคาถูก แถมรสชาติดี

เก็บสัมภาระเรียบร้อย ก็พร้อมออกเดินเที่ยวเชียงคาน สถานีแรกที่แวะคือ “กุ้งน้ำโขงเสียบไม้” และ “ปูนาเสียบไม้” รสชาติมัน ๆ เค็ม ๆ กรอบดีมาก ใครที่มาแล้วไม่กินถือว่ามาไม่ถึง และอีกหนึ่งของดีของเด็ด “เมี่ยงคำเสียบไม้” ก่อนที่เราจะได้ชิม เราคิดว่าอาจจะมีรสขมหรือกินยาก แต่พอได้ลองแล้วไม่เลย รสชาติดีมาก หอมน้ำตาลที่เคี่ยวมาอย่างดี มีกลิ่นถั่ว รสชาติเปรี้ยวอมหวานกำลังดี ไม่ขมเลย ชอบมากจนต้องแวะซื้อกินก่อนกลับอีกรอบ

ถนนคนเดินเชียงคาน
มีงานศิลปะ สินค้าจากชุมชนอีกมากมายให้เดินเลือกซื้อ

บรรยากาศถนนคนเดินเชียงคาน เต็มไปด้วยร้านค้า ทั้งร้านอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า งานทำมือ หรืองานประดิษฐ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่น่ารัก อบอุ่น และสนุกสนานในเวลาเดียวกัน ระยะทางของถนน ยาวกำลังดี เดินเพลิน ๆ ไม่มีเบื่อ ออกร้านนี้ เข้าร้านนู้น ประทับใจมาก ๆ เลยค่ะ และใครที่เพิ่งลงจากภูกระดึงมาเมื่อย ๆ แนะนำเลย ร้านนวดเยอะมาก ที่นี่นวดดีไม่แพ้ที่อื่นเลยขอบอก

DAY 3

โปรแกรมสำหรับวันที่ 3 ที่อยากจะแนะนำ ถ้าใครตื่นเช้าไหว แนะนำให้ตื่นมาตักบาตรข้าวเหนียวค่ะ หลักจากนั้นสามารถไปดูทะเลหมอกที่ภูทอกได้ สำหรับการเดินทางเราแนะนำให้เช่ารถจักรยานยนต์ ราคา 250 บาทต่อวัน ขับสบาย ระยะทางไม่ไกลเลย หรือใครที่ไม่สะดวก รถสกายแล็บก็มีให้บริการเช่นกัน ส่วนเราที่แรกสำหรับเช้านี้เราเลือกเป็นสกายวอล์คเชียงคานค่ะ

เชียงคาน เลย
เช้าวันที่ 3 เตรียมตัวออกเที่ยวต่อ

สกายวอล์คเชียงคาน

สกายวอล์คเชียงคาน ที่เที่ยวเลย
วิวดีมาก ๆ แลนด์มาร์กใหม่เชียงคาน

หลังจากแวะกินข้าวจนอิ่ม ก็ได้เวลาตามหาจุดชมวิวสกายวอล์คเชียงคาน แลนด์มาร์กใหม่ของเมืองเลย เปิดใหม่ สด ๆ ร้อน ๆ ที่นี่จะให้นักท่องเที่ยวจอดรถไว้ด้านล่าง แล้วขึ้นรถสองแถว ราคา 20 บาท เพื่อเดินทางขึ้นไปยังบนเขาด้านบนค่ะ

สกายวอล์คเชียงคาน
ภูพระใหญ่ มีพระพุทธรูปให้ทุกคนได้สักการะ

สำหรับสกายวอล์คเชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย มีความสูงกว่าระดับแม่น้ำโขง 80 เมตร หรือเท่ากับตึก 30 ชั้น มีทางเดินพื้นกระจก 2 เมตร ความยาว 80 เมตร มองเห็นแม่น้ำเหืองที่ไหลผ่านมาบรรจบแม่น้ำโขง ที่กั้นพรมแดนไทย-ลาว และมีพระใหญ่ภูคกงิ้ว เป็นพระพุทธรูปปางลีลาประทานพร สูงกว่า 19 เมตร อยู่ใกล้บริเวณสกายวอล์คเชียงคาน

สกายวอล์คเชียงคาน เลย
วิวสวย อากาศดี เห็นแม่น้ำโขง ถ่ายรูปออกมาสวยงามมากค่ะ
วิวแม่น้ำโขง สกายวอล์คเชียงคาน
ยืนด้านบนนี้ มองเห็นวิวได้รอบเลย

ด้านบนจะเป็นเขตพรมแดนไทยและลาว ซึ่งมีแม่น้ำโขงคั่นตรงกลาง มีพระพุทธรูปปางลีลลาประทานพร หรือพระใหญ่ภูคกงิ้ว ประดิษฐานอยู่ใกล้เคียงกับจุดชมวิวพื้นกระจก ที่มองเห็นวิวรอบด้าน สวยงามมาก ๆ สำหรับค่าใช้จ่าย จะมีค่ารองเท้าสำหรับใส่เดินบนพื้นกระจก 20 บาทค่ะ กฎของการเยี่ยมชม จะรับบัตรคิวและเดินชมเป็นรอบ ๆ และจำกัดเวลา เพื่อให้ทุกคนได้ชมวิวกันอย่างทั่วถึงค่ะ

หมู่บ้านไทดำ

หมู่บ้านไทดำ
การแสดงต้อนรับนักท่องเที่ยวจากหมู่บ้านไทดำ
การแสดงหมู่บ้านไทดำ เลย
ดนตรีบรรเลงได้ไพเราะและสนุกมาก ๆ ค่ะ

หมู่บ้านไทดำ ตั้งอยู่ที่บ้านนาป่าหนาด อยู่ไม่ไกลจากเชียงคาน เป็นหมู่บ้านที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมชาวไทดำแห่งเดียวที่มีอยู่ในภาคอีสาน เป็นที่รวบรวมและจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และวัฒนธรรมประเพณีของชาวไทดำ มีบ้านพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมา และมีร้านขายของที่ระลึก รวมทั้งมีการจัดแสดงโชว์การเต้นประกอบดนตรี นอกจากนี้ใครที่อยากจะแต่งชุดไว้ถ่ายรูปสวย ๆ ทดลองเป็นชาวไทดำ ที่นี่ก็ยังมีบริการให้ใส่ชุดถ่ายรูปฟรี มีคนคอยแต่งตัวให้ด้วยค่ะ ดีมาก ๆ เลย

ชุดชาวไทดำ
มีบริการให้ยืมชุดของชาวไทดำ ให้ใส่ถ่ายรูปกันด้วยนะ
หมู่บ้านไทดำ เลย
มีพิพิธภัณฑ์ให้เดินชมด้วย

และกิจกรรมยอดฮิตที่ใครมาก็ต้องมาเล่นกันคือ การโยนลูกโยนเสี่ยงทาย ซึ่งวิธีเล่นก็ไม่ยากค่ะ เลือกลูกโยนมา 2 ลูก อธิษฐานขอพร แล้วโยน ถ้าลูกไหนลง แปลว่าพรข้อนั้นจะเป็นจริงค่ะ เราเองก็ตื่นเต้นมาก ๆ หยิบมา 3 ลูก โยนลูกแรกลืมอธิษฐาน ลูกที่ 2 โยนเข้า และลูกที่ 3 โยนไม่เข้าค่ะ ถามว่าส่วนตัวเชื่อไหม ต้องบอกเลยว่า หลังจากกลับมาแล้ว พรข้อที่ 2 ที่ขอไปเกิดขึ้นจริงค่ะ เรื่องนี้แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคลเลยนะคะ

ลูกโยนหมู่บ้านไทดำ
พร้อมโยนลูกโยนกันแล้วหรือยัง!
ลูกโยน การละเล่นของชาวไทดำ
ขอให้คำอธิษฐานเป็นจริงด้วยเทอญ~

หลังจากเที่ยวชมหมู่บ้านไทดำ ซึมซับบรรยากาศ ถ่ายรูปกันจนเต็มอิ่ม ก็อยากฝากที่เที่ยวแห่งนี้นิดนึงค่ะ ใครที่มาเที่ยว ที่นี่เปิดบริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย จะมีก็แต่กล่องรับบริจาคตามจุดต่าง ๆ เพื่อเป็นรายได้ให้คนในชุมชนและเด็ก ๆ ที่มาร้องรำทำเพลงให้เราได้ชมกัน แถมยังเป็นการอนุรักษ์ที่เที่ยวดี ๆ แบบนี้ไม่ให้สูญหายไป บอกเลยว่าหลังจากได้มาเที่ยวเลยในทริปนี้ ทำให้เลยเป็นอีกจังหวัดที่ประทับใจ ไม่ว่าจะภูกระดึงหรือเชียงคาน ใครที่ไม่เคยมาก็อยากให้ได้มาลองใช้ชีวิตที่นี่ดูค่ะ ทริปนี้ขอจดเอาไว้เลยว่าถ้ามีโอกาสจะต้องมีครั้งที่ 2 อีกแน่นอน มาที่เดียวเที่ยวได้ครบ สำหรับใครที่คิดว่าเที่ยวหนักไป อยากให้ทริปนี้ช้าลงและผ่อนคลาย ก็อยากให้ลองดัดแปลงทริปให้เป็นสไตล์ของตัวเองค่ะ และครั้งหน้าจะพาทุกคนไปเที่ยวที่ไหนอีก ก็ต้องคอยติดตามในเพจ Wongnai Travel นะคะ สำหรับวันนี้บ๊ายบาย~

เรายังมีบทความเกี่ยวกับที่เที่ยวเลยอีกเพียบ!