เพื่อน ๆ คงเคยสั่งซื้อของออนไลน์แล้วพบว่าได้ของไม่ตรงกับที่สั่ง ที่ร้านไม่ส่งของให้ หรือสั่งไว้นานมากแล้วแต่เจ้าของร้านผลัดเวลาส่งไปเรื่อย ๆ ฯลฯ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้คิดว่าเรากำลังถูกโกงอยู่ และการไปแจ้งความคือทางที่ดี แต่ก็มีหลายคนเช่นกัน ที่คิดว่า แจ้งไปก็เท่านั้น ตำรวจก็ไม่ตามให้อยู่ดี แคปหน้า Facebook ขุดคุ้ยรูปภาพพ่อค้า แม่ค้า ครอบครัว ญาติมิตร เค้ามาประจานเลยดีกว่า แถมได้เป็นการเตือนภัยไปในตัวด้วย
How to แคปประจานอย่างไรไม่ให้โดนฟ้องหมิ่นประมาท โมโหได้แต่ต้องมีสติ!

หลายคน เลือกที่จะแคปประจานเพื่อเป็นการเตือนภัยคนอื่น แต่วันดีคืนดีพบว่า มีข้อความมาจากแม่ค้า พ่อค้าว่าให้ลบโพสต์ที่ประจาน ถ้าไม่ลบจะแจ้งความและฟ้องหมิ่นประมาท หรือการอ้างว่าจะฟ้องด้วย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แจ้งก็แจ้งไปเลย! เราถูกโกงนี่ เรามีสิทธิประจานคนที่เราคิดว่าโกงเราอยู่แล้ว ถ้าคิดอย่างแบบนี้ ทุกคนกำลังเข้าใจกฏหมายผิดค่ะ ซึ่งอาจทำให้เดือดร้อนได้ อ้าว!? ทำไมล่ะ เราเป็นคนที่ถูกโกง เป็นผู้ถูกกระทำนะ แล้วทำไมถึงต้องเดือดร้อนล่ะ ทำไมคนโกงไม่เดือดร้อน กฏหมายไม่ยุติธรรม! หากเราตั้งคำถามว่า กฎหมายมีไว้เพื่ออะไร คงได้ยินคำตอบ หรือแม้แต่ตอบด้วยตัวเองว่า “กฏหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองคนดี ลงโทษคนชั่ว” ถูกบางส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ตามเจตนารมณ์ของกฏหมายนั้นมีไว้เพื่อ ”คุ้มครองทุกคน”
ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่ากฏหมายไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นคนดีหรือคนไม่ดี เพราะคนทุกคนล้วนไม่มีใครสะอาดบริสุทธ์และดำสนิท กฏหมายตัดสินเฉพาะพฤติกรรม การกระทำ ว่าการกระทำใดฝ่าฝืนต่อกฏหมาย หรือผิดไปจากที่กฏหมายให้กระทำได้ ไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นคนดีหรือคนชั่ว กฏหมายจึงคุ้มครองทุกคนที่ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้กฏหมาย ให้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ปลอดภัย และคุ้มครองคนที่ทำผิดกฏหมาย ให้ได้รับการลงโทษตามสมควรเท่าที่บัญญัติไว้ ไม่ให้ต้องรับโทษเกินไปกว่าเหตุ ตัวอย่างเช่น มีคนขโมยเงินซัก 20 บาท ทุกคนคงรู้ว่าการขโมยผิดกฏหมาย แต่คงไม่มีใครบอกว่าการขโมยเงิน 20 บาท ถ้าจับได้ให้ติดคุกซัก 10 ปี หรือประหารชีวิตใช่ไหมคะ สิ่งเหล่านี้ก็เช่นกัน การทำผิดลักษณะใด ๆ ก็ต้องได้รับโทษตามลักษณะความผิดนั้นตามกฏหมายกำหนดไว้
ทำไมเมื่อสงสัยว่าถูกโกงจากการสั่งซื้อของทางอินเตอร์เน็ตแล้วตำรวจถึงไม่ค่อยตามเรื่องให้
การสั่งซื้อของออนไลน์แล้วได้ของไม่ตรงตามที่สั่ง ไม่ส่งตามที่ตกลงกันไว้ หรือสั่งซื้อไว้นานมากแล้วแต่คนส่งผลัดเวลาส่งไปเรื่อยๆ เหตุการณ์แบบนี้ จะเห็นได้ว่าสาเหตุเริ่มต้นในการมีปฏิสัมพันธ์กันคือการซื้อขาย ในทางกฏหมายจึงจะตีความไว้ก่อนว่าเป็นการผิดสัญญาซื้อขายตามกฏหมายแพ่ง หมายความว่าอยู่ในขอบเขตของกฏหมายแพ่ง สิทธิ์ทางกฏหมายแพ่ง คือการติดตามทวงสินค้า ขอเงินคืน หรือฟ้องศาลแพ่ง ตำรวจไม่สามารถไม่ดำเนินการในกรณีของกฏหมายแพ่งได้ เพราะตำรวจมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนคดีอาญาเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแจ้งความแล้วตำรวจแค่ทำการลงบันทึกและไม่ได้ติดตามให้ต่อ
อะไรคือกฏหมายแพ่ง? อะไรคือกฏหมายอาญา?
คำถามนี้เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่สงสัยว่า แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า อย่างไหนคือแพ่งอย่างไหนคืออาญา ถ้าไม่รู้หรือเข้าใจผิดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในหลายกรณีแม้แต่นักกฏหมายก็ต้องมานั่งคิดกันว่าเป็นแพ่งหรืออาญากันแน่ หากเป็น การซื้อขาย, แลกเปลี่ยน,ให้, การทำสัญญาต่างๆ ถือว่าอยู่ในกฏหมายแพ่ง ถ้าเป็น การทำร้ายร่างกาย ลักทรัพย์ ฉก ชิง วิ่ง ราว ฯลฯ ถือว่าอยู่ในกรอบของกฏหมายอาญา ในบางการกระทำอาจเป็นความผิดทั้งอาญาและแพ่ง โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อทำความผิดทางอาญาจะเป็นความผิดทางแพ่งไปด้วย แต่การทำความผิดทางแพ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นความผิดทางอาญาด้วยเสมอไป
เค้าไม่ส่งของมา เราถูกโกงนะ
ตามที่ได้อธิบายไปแล้วว่าสาเหตุเริ่มต้นในการมีปฏิสัมพันธ์กันคือการซื้อขาย ส่วนการที่คิดว่าแม่ค้า พ่อค้าโกง เป็นเพียงข้อกล่าวหาเท่านั้น เพราะการส่งของไม่ตรงตามที่สั่ง ส่งนานกว่าที่ตกลง ไม่ส่งของ เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าผู้ขายมีเจตนาโกงจริง จึงยังฟันธงไปไม่ได้ว่าผู้ขายตั้งใจโกง
ตามของเองคนขายก็ไม่ตอบ ไปฟ้องศาลแพ่งก็ยุ่งยาก ไปแจ้งตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ งั้นโพสต์ประจานเลยดีไหม ?
- “ เปรมมิกา อีขี้โกง โอนเงินแล้วไม่ส่งของ ”
- “ อีดอก พ่อแม่ไม่สั่งสอน กูโอนเงินไป ส่งของไม่ตรงกับที่กูสั่ง อย่าให้กูเจอนะกูจะตามไปตบให้ถึงบ้าน ”
มีข้อความประจานอีกมากมายที่เราคงเคยให้ในอินเตอร์เน็ต แต่รู้หรือไม่ว่าคำไม่กี่คำเหล่านี้อาจทำให้ผู้ถูกกระทำ ผู้เสียหาย กลายเป็นจำเลยได้ อย่างที่ได้ทำความเข้าใจไปแล้วว่ากฏหมายมีทั้งในส่วนแพ่งและอาญา กฏหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองทุกคน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีใครกระทำความผิดต่อเรา ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรกับเค้าก็ได้ โดยเฉพาะการกระทำในสิ่งที่ผิดกฏหมาย แล้วการประจานกฏหมายผิดกฎหมายอย่างไรบ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 กำหนดว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิด ฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทาละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
จากประโยคที่ว่า “ขี้โกง โอนเงินแล้วไม่ส่งของ” จึงอาจเป็นการใส่ความผู้อื่นและอาจทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อาจทำให้เรามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับได้ และเมื่อดูตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จะพบว่าข้อความดังกล่าวเป็นความผิดด้วย เพราะการที่เราไปโพสต์ประจานถือว่าเราทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เราจะต้องใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้นั้น จากตัวอย่างหลังที่ยกมา คำว่า “อีดอก” ก็เข้าข่ายหมิ่นประมาท เพราะคำว่า อีดอก หมายถึง สำส่อนเป็นผู้หญิงไม่ดี “อย่าให้กูเจอนะกูจะตามไปตบ” ก็มีลักษณะของการข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย ซึ่งก็เป็นความผิดด้วยเช่นกัน
จากหลักกฏหมายที่ยกตัวอย่างมาจะเห็นว่าประโยคสั้น ๆ ที่ประกอบด้วยคำไม่กี่คำที่ออกมาจากอารมณ์โกรธ ส่งผลเสียหายได้มาก ยิ่งถ้านำรูปภาพใน Facebook ของคนที่เราคิดว่าเค้าโกงมาประจาน โดยที่อาจติดรูปคนอื่นมาด้วย จะมีความผิดอื่นตามมาอีกมากมาย ทั้งแพ่ง อาญา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะถูกกระทำ หรือคิดว่าถูกโกง สิ่งที่ไม่ควรทำคือการใช้อารมณ์ตอบโต้กลับ เพราะจะทำให้เราผิดไปด้วย
แล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง
นอกจากต้องพยายามดำเนินการตามกฏหมายซึ่งก็คือการฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง ที่อาจก่อความยุ่งยากให้เรา แต่ถ้าหากอยากใช้มาตราการทางสังคมในการติดตาม ให้ระวังวิธีการสื่อสารในการโพสต์ โดยไม่ให้เข้าข่ายประจานและไม่ให้ผิดกฏหมายในข้ออื่น
“เปรมมิกา อีขี้โกง โอนเงินแล้วไม่ส่งของ” ประโยคลักษณะนี้ไม่ควรโพสต์
ที่ควรคือ “ไม่ทราบว่าใครรู้จักผู้หญิงที่เปรมมิกาบ้าง สั่งซื้อของไปแล้วแต่เค้ายังไม่ได้ส่งของ ไม่รู้ว่าเค้าติดปัญหาอะไรหรือเปล่า” จะเห็นว่าประโยคนี้ไม่ได้มีลักษณะของการประจาน แต่เป็นการทวงถาม ซึ่งไม่ได้มีการกล่าวหาแต่อย่างใด
“อีดอก พ่อแม่ไม่สั่งสอน กูโอนเงินไป ส่งของไม่ตรงกับที่กูสั่ง อย่าให้กูเจอนะกูจะตามไปตบให้ถึงบ้าน” ลักษณะนี้ก็ไม่ไม่ควรพูด นอกจากจะเป็นการประจานแล้วยังเป็นการข่มขู่ด้วย ที่ควรพูดคือ “ใครรู้จักคนคนนี้บ้าง เราสั่งของเค้าไปอย่างหนึ่ง แต่เค้าส่งมาให้อีกอย่างหนึ่ง ตามแล้วเค้าก็ไม่เปลี่ยนให้ ไม่รู้เค้ามีเจตนาโกงมั้ย ถ้าใครจะสั่งกับเค้าก็ระวังอาจจะเจอปัญหาเหมือนเรานะ” ประโยคนี้เป็นการแจ้งให้ผู้อื่นได้ทราบถึงสิ่งที่เราได้รับจากการทำการติดต่อซื้อขายกับผู้ขาย ตั้งข้อสงสัย รวมทั้งเป็นการเตือนให้ผู้อื่นพิจารณาหากต้องการทำการซื้อขายกับพ่อค้าแม่ค้าคนนั้น
และในปัจจุบันนี้ ไม่จำเป็นต้องไปถึงศาลแพ่งแล้ว เราสามารถกรอกข้อมูลยื่นคำร้องให้ศาลออนไลน์ได้ที่ ศาลยุติธรรม https://efiling.coj.go.th/ โดนโกงเท่าไหร่ก็สามารถเข้าไปกรอกคำร้องต่อศาลได้โดยตรงเลย
จากตัวอย่างประโยคที่ควรพูดที่ยกมาจะเห็นว่า แม้ไม่มีการประจาน ไม่มีคำหยาบ แต่ก็ทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึง เป็นที่ถูกสงสัยจากผู้อื่นได้ว่าถ้าทำการซื้อขายกับเค้าอาจมีปัญหาได้ การตอบโต้การกระทำที่เรารู้สึกว่าทำให้เราเสียหายและถูกเอาเปรียบมีหลายทางเลือก แต่การที่เลือกตอบโต้ด้วยวิธีใดไม่ควรทำในขณะที่เราโกรธหรือโมโห เพราะอาจทำให้เราพลาดท่าจากผู้เสียหายกลายเป็นจำเลยได้
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ


