วงในบอกมา
- เนื่องจากทางร้านจะซื้อวัตถุดิบสดใหม่วันต่อวัน และไม่สามารถทำได้หลากหลายเมนูตามที่ลูกค้าต้องการมากนัก ทำให้ทางร้านจะเสิร์ฟสำรับอาหารแบบเป็นสำรับเหมือนกันทุกโต๊ะ เพื่อให้ลูกค้าได้เหมือนย้อนไปวันเก่า ๆ ที่คุณยายทำกับข้าวไว้ให้กินที่บ้าน
- การก่อตั้งร้าน “บ้านตาเรือง” เกิดจากการที่คุณหวาย อยากสร้างช่วงเวลาดี ๆ ระหว่างคุณยายโดยการทำกิจกรรมร่วมกัน และคงรักษารสชาติอาหารและบรรยากาศดั้งเดิมไว้ให้คงอยู่ในย่านใจกลางเมือง
- ร้านจะเปิดเพียงวัน เสาร์-อาทิตย์เท่านั้น หากอยากไปลิ้มลองแนะนำให้สั่งจองโต๊ะก่อน

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อนย่านรัชดานั้นเต็มไปด้วยทุ่งนาและวัตถุดิบอาหารที่อุดมณ์สมบูรณ์ “บ้านตาเรือง” คือสถานที่ที่ชาวบ้านจะมารวมตัวกันเพื่อกินข้าวกินปลา หารือเรื่องต่าง ๆ แต่ด้วยกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ตอนนี้มีแต่ตึกมากมายให้คนรุ่นหลังได้เห็น แต่เชื่อเถอะว่า แม้บ้านตาเรืองจะไม่มีนาและเพื่อนบ้านมาแวะเวียนเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ “บ้านตาเรือง” ยังคงมีรสชาติอาหารที่นานแค่ไหนเวลาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความงดงามของมันได้ เพราะคุณหวายได้หยุดเวลาไว้ด้วยอาหารจานเดิมที่แสนเรียบงานที่คุณยายทำให้กินมาตั้งแต่เด็ก


ในซอยรัชดา 44 ที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยคอนโดและโรงงาน ยังมีบ้านเล็ก ๆ ที่รายล้อมด้วยต้นไม้และกลิ่นอายบ้านโบราณ เมื่อย่างกรายเข้าไป ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น ความรู้สึกที่เราไม่ได้รู้สึกมานานแล้ว “คิดถึง” เราคิดถึงวันเก่า ๆ คิดถึงกลิ่นอาหารหอม ๆ คิดถึงความใจดีของคนที่บ้าน และที่นี่มีให้เราครบจนมันเกินกว่าแค่ร้านอาหารร้านหนึ่งไปแล้ว
การมาร้านนี้ทำให้วันเสาร์ของเรามีค่าขึ้นมาทันที นั่งรอครู่หนึ่ง คุณหวาย ก็เดินเข้ามาต้อนรับเราด้วยหน้าเปื้อนยิ้มที่อิ่มไปด้วยความรู้สึกดี ด้วยความที่เราเป็นลูกค้าคนแรก ทำให้เรามีโอกาสได้เข้าไปในครัวเพื่อดูขั้นตอนการทำอาหารของที่นี่ บอกตรง ๆ ว่าเราก็ตื่นเต้นไม่น้อยกับอาหารมื้อนี้ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าวันนี้คุณหวายจะเสิร์ฟอะไรให้เรากิน เหมือนในตอนเด็กที่เราตื่นเต้นระหว่างทางกลับบ้านว่าวันนี้แม่จะทำอะไรไว้ให้กิน

กลิ่นเครื่องเทศหอมไปทั่วครัว ทุกคนในบ้านตาเรืองต่างแบ่งหน้าที่กันทำอาหารชนิดต่าง ๆ บรรยากาศครัวที่ยังคงเป็นครัวแบบสมัยก่อน ทำให้ที่นี่ยังตรึงความทรงจำวัยเยาว์ของเราไว้ได้อย่างชัดเจน อะไรกันนะที่ทำให้คุณหวายเลือกที่จะเปิดร้านเพื่อเก็บบันทึกทุกอย่างรู้สึกไว้อย่างนี้
“เราเคยทำงานประจำ แล้วเราค้นพบตัวเองแล้วว่าเราไม่ได้อยากเป็นใหญ่เป็นโต เราแค่อยากมีความสุข ชีวิตเรามีความสุขกับการได้ใช้เวลากับคุณยาย ความรู้สึกมันมาชัดตอนที่เราต้องไปอยู่หอพักครั้งแรก แล้วพอกลับมาบ้าน มีกับข้าวยายวางรอไว้ให้เรา กับข้าวสำรับนั้นเติมเต็มความรู้สึกเรามาก แต่เราก็ปล่อยวันเวลาไปอย่างนั้น จนถึงวันนี้คุณยายท่านหนึ่งของเราจากไป ท่านไปในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราไม่มีแม้เวลาจะบอกลาหรือเตรียมใจ เราเลยคิดว่า เราไม่มีเวลามากพอจะไปเสียให้กับสิ่งที่เราไม่รัก หรือไม่มีความสุขกับมันแล้ว เราเลยออกจากงานมาใช้เวลากับคุณยายอย่างเต็มที่ มาเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ กัน”

ที่ใครต่อใครพูดกันว่า เวลาและวารีไม่เคยคอยใคร แม้จะดูเหมือนคำสวยหรูจนดูเหมือนฝัน แต่เมื่อออกมาจากปากของคุณหวายนั้น มันจริงใจและหนักแน่น แต่การเริ่มต้นใหม่นั้นยากเสมอ การจะเปิดร้านอาหารไทยในบรรยากาศเหมือนกินข้าวกันในบ้าน กลางย่านที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
“ในตอนแรกเราตั้งใจเปิดเป็นแค่ร้านเล็ก ๆ มีเพียง 3 โต๊ะเท่านั้น แต่เพราะด้วยรสชาติและบรรยากาศ ที่แม้จะไม่ได้อร่อยที่สุด แต่เราเชื่อว่ามันอบอุ่นและเหมือนพาทุกคนให้ย้อนไปถึงวันเก่า ๆ ร้านเราเลยกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ”

บอกด้วยความสัจจริงว่าเราก็เป็นหนึ่งในคนที่ตกหลุมรักทุกอย่างในร้านแห่งนี้แบบไม่มีความลังเลใด ๆ แม้จะยังไม่ทันได้ลิ้มรสอาหารที่คุณยายและทุกคนในบ้านตั้งใจทำ แต่เราก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ด้วยความที่เราเห็นทุกคนใช้เวลาในการเตรียมอาหารนานเราจึงขอเมนูเพื่อที่จะนำมาสั่งอาหารไว้ก่อน คุณหวายอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะบอกเราว่า
“ร้านเราไม่มีเมนูให้เลือกหรอก เราอยากให้ลูกค้าที่มาได้ความรู้สึกเหมือนกันมากินข้าวที่บ้านญาติผู้ใหญ่ ที่ผู้ใหญ่เตรียมไว้ให้กิน ถึงจะไม่มีเมนูก็ไม่ต้องห่วง เพราะทุกอย่างที่เราทำให้ เราใช้แต่ของดี สดใหม่ คือเราไปจ่ายตลาดวันต่อวัน บางเมนูก็เป็นของหายากที่คนโบราณท่านทำกินกัน”


ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยรายละเอียดอย่างแท้จริง แต่เหมือนร่างกายเราจะเริ่มทนกับกลิ่นอาหารไม่ไหว ร่างอันอิดโรยของเราแสดงให้คุณยายเห็นว่าหิวแบบไม่รู้ตัว คนในบ้านจึงให้เราไปนั่งรอเพื่อเตรียมกินอาหารมื้อพิเศษนี้
เมื่อถึงเวลา อาหารไทยหน้าตาน่ากินมาวางอยู่ตรงหน้าเรา “สำรับอาหาร” (580 บาท) ประกอบไปด้วย “แกงส้ม” เป็นเมนูที่เราตักกินเป็นเมนูแรก รสพริกแกงเข้มข้น กุ้งตัวใหญ่ ๆ ได้กินกับข้าวหอมมะลิอย่างดีของที่ร้านยิ่งเพิ่มความดีงามไปอย่างทวีคูณ “หลนปู” ที่อัดแน่นด้วยเนื้อปู รสชาติกลมกล่อม กินกับผักสดนานาชนิดเพื่อเพิ่มความดีงาม “กุ้งเขย” กุ้งตัวใหญ่ เนื้อเด้ง สดใหม่ ทอดกรอบ ราดด้วยซอสหวานเป็นเมนูที่ถูกอก ถูกใจ เด็กและผู้ใหญ่อย่างทั่วหน้า และเมนูที่เราไม่สามารถวางช้อนได้ในวันนี้ก็คือ “ผัดหมี่” เส้นหมี่ที่นุ่มถูกปรุงรสแบบโบราณแท้ เป็นรสชาติที่เราไม่สามารถเดินหาได้ตามท้องตลาด เหมือนเราจะลืมอะไรแบบนี้ไปนานแล้ว แต่ที่นี่ทำให้เรานึกถึงอีกครั้ง รสติดหวานนิด ๆ เค็มหน่อย ๆ แอบซ่อนเผ็ดเล็กน้อย โรยด้วยไข่เพื่อเพิ่มรสชาติ เราอดไม่ได้ที่จะต้องหอบเมนูนี้ไปฝากคนที่เรารัก

จริง ๆ วันนี้ก็เป็นเพียงวันหยุดที่แสนจะธรรมดาของเรา แต่การได้มากินข้าวและรับรู้ถึงแรงความตั้งใจของเจ้าของร้านแห่งนี้ นั้นทำให้วันนี้กลายเป็นวันดี ๆ ที่ทำให้เราพบว่า อาหารที่ดีอาจไม่ใช่อาหารที่แพงที่สุด มื้ออาหารที่ดีอาจไม่ใช่ร้านที่หรูหราที่สุด แต่มื้อนั้นคือมื้อที่เราค้นพบคนที่ตั้งใจทำอาหารให้กับเรา เพราะความตั้งใจเหล่านั้น ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านรสชาติอาหารอย่างสัจจริง

ใครอยากแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน “บ้านตาเรือง” ก็สามารถแวะมาลองชิมอาหารที่นี่กันได้ เพราะเราเชื่อว่านอกจากคุณจะอิ่มท้องแล้ว คุณจะได้ความรู้สึกดี ๆ ที่เติมเต็มความคิดถึงบางอย่างในวัยเยาว์ได้เป็นอย่างดี
ร้านตั้งอยู่ที่ รัชดาภิเษก3 แยก 14 เปิดแค่วัน เสาร์-อาทิตย์ สามารถโทรสั่งจองได้ที่ 063-551-6554 หนึ่งปากกว่า ไม่เท่าไปชิม ไปลองกินแล้วคุณจะตกหลุมรักร้านนี้อย่างเต็มหัวใจ
ติดตามบทความน่าสนใจได้ที่




