ขับรถจากกรุงเทพมหานคร มาตามถนนพระรามที่ 2 ขับตรงยาว ๆ จนถึงบ้านบ่อ สังเกตป้ายบ้านแพ้ว แล้วให้เตรียมกลับรถใต้สะพาน (ฝั่งซ้ายเป็นโรงเรียน สารสาสน์วิเทศ สมุทรสาคร ฝั่งขวาเป็น ดูโฮม วัสดุก่อสร้าง) พอกลับรถแล้วให้เลี้ยวซ้าย แล้ววิ่งมาบนถ.บ้านแพ้ว-พระประโทน ขับตรงยาว ๆ จนถึงสะพาน พอขึ้นสะพานจะเห็นโรงพยาบาลบ้านแพ้วอยู่ฝั่งซ้ายมือ ลงสะพานให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยก่อนถึงโรงพยาบาล (มาตามทางวัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร) แล้วขอเชิญพบกับความสบายตาของสองข้างทาง เพราะตลอดเส้นทางจะเป็นสวนของชาวบ้าน ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ
ขับรถชมธรรมชาติชิล ชิล จนถึงสี่แยกไฟแดง (เลี้ยวซ้ายไปวัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร) ให้ขับตรงมาอีกนิด พอขึ้นสะพานให้เตรียมตัวเลี้ยวขวา เพราะลงสะพานปุ๊บ จะพบกับจุดหมายของเราแห่งแรก นั่นคือ...บ้านหลังสีขาวเล็ก ๆ ตั้งเด่นเป็นสง่าคอยต้อนรับผู้มาเยือน
พอเปิดประตูเข้ามาในร้าน จะได้พบกับรอยยิ้มต้อนรับสดใสจากเจ้าของร้านและพนักงานในร้าน ภายในร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวสะอาดตา
ร้านบ้านกำนัน Cake & Coffee นี้ เจ้าของร้านลงมือทำเองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม เบเกอรี่ ไอศกรีม และอาหารทานเล่น ส่วนสวนผลไม้ที่อยู่หลังร้าน (ตอนนี้กำลังออกผลดกมาก) ไม่แน่ใจว่าเจ้าของลงมือทำเองอีกรึเปล่า 555
การที่เจ้าของร้านเลือกใช้สีขาวเป็นหลัก แล้วค่อยแต่งแต้มสีสันด้วยสีของดอกไม้ทั้งในและนอกร้าน ยิ่งทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลาย
ถ่ายรูปในร้านเพลิน ๆ ก็ได้ยินเสียงสตรีมฟองนมจากเจ้าของร้าน (ฟองนมที่จะนำมาโปะลงบนคาปูชิโน่ร้อน เมนูที่ใบตองสั่งไว้) ก็เดาได้ทันทีว่าคาปูชิโน่ร้อนแก้วนี้อร่อยแน่นวลล (ขนาดน้านนน)
และก็ไม่ผิดหวัง ฟองนมนุ่ม ๆ มาพร้อมกับความหวานนิด ๆ (เกิดจากการสตรีมฟองนมที่ถูกต้อง) ช่างเข้ากันได้ดีกับกาแฟที่อยู่ด้านล่างแก้ว เป็นเครื่องดื่มที่รสชาติลงตัวแล้วสำหรับใบตอง จึงไม่ต้องปรุงแต่งรสเพิ่มแต่อย่างใด
นั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดช้า ๆ พร้อมกับทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาของปี 2562 ได้สักพัก เราก็กล่าวคำลาบ้านสีขาวแสนน่ารักหลังนี้ เพื่อไปทำบุญส่งท้ายปีเก่าสักหน่อย
จากบ้านกำนัน Cake & Coffee เราขับรถย้อนมาทางสี่แยกเมื่อสักครู่ เพื่อเลี้ยวขวาไปวัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร
วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านแพ้ว ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมมาสักการะหลวงพ่อโต พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่บนวิหารริมน้ำ
และเมื่อเราสังเกตพระพักตร์ของหลวงพ่อโตดี ๆ เราจะพบว่า...พบว่า...พบว่า...ท่าน...ท่าน...ท่าน "ยิ้ม" (จะบิ๊วทำไมเนี่ย!!)
นอกจากหลวงพ่อโตแล้ว ภายในวัดยังมีสถานที่ให้ได้สักการะอีกหลายจุดเลยค่ะ
ทำบุญกันอิ่มใจแล้ว ถ้าท้องเริ่มหิวก็สามารถหาอะไรทานภายในบริเวณวัดได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทานเล่น ๆ หรือทานจริงจัง เพราะจะมีเรือของชาวบ้านพายเรือมาจำหน่ายสินค้า สองฝั่งคลองก็จะมีร้านอาหารริมน้ำให้เราได้ฝากท้องกันด้วย
หรือถ้าอยากจะให้อาหารปลา ก็สามารถให้ตรงบริเวณหน้าวิหารของหลวงพ่อโตได้เลยค่ะ
ถ้าเพื่อน ๆ อยากมาทำบุญที่สมุทรสาครครั้งหน้า นอกจากวัดท่าไม้ วัดท่ากระบือ และวัดสวนส้มแล้ว เพิ่มวัดหลักสี่ราษฎร์สโมสรไว้ในรายการด้วยนะคะ รับรองมาแล้วอิ่มใจและอิ่มท้องค่ะ แต่...วันนี้ใบตองจะไปอิ่มท้องกันที่อื่น 555
จากวัดหลักสี่ฯ เราขับย้อนกลับมาทางเดิมเพื่อมาทะลุที่ถนนบ้านแพ้ว-พระประโทน อีกครั้งแล้วจึงกลับรถ ข้ามสะพาน แล้วขับตรงมาเรื่อย ๆ เจอสามแยกไฟแดงแรกให้เลี้ยวซ้าย เพื่อมุ่งหน้าสู่...ร้านปลาวันคร้าาา...หิวแว้วววว
ร้านปลาวัน Farm to Table อยู่เลยวัดบางยางไปนิดเดียวค่ะ มาตาม Google Map ได้เลย ไม่หลง (จากวัดหลักสี่ฯมาร้านปลาวันใช้เวลาประมาณ 25 นาที) ร้านนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนและบ่อปลา ธรรมชาติสุด ๆ
ร้านนี้จะแบ่งเป็น 2 โซนค่ะ ยามเย็นหรืออากาศดี ๆ ลูกค้าสามารถนั่งทานตรงศาลากลางสระบัวได้ และอีกโซนคือห้องแอร์ เย็นสบาย
พอเปิดประตูเข้าไปในโซนห้องแอร์ ได้เห็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ ตกแต่งด้วยดอกกล้วยไม้หลากสีสัน (จากฟาร์มกล้วยไม้ข้างร้าน) โอ้โห...ดูดี แล้วภายในห้องแอร์ก็มีประตูกระจกกั้นแบ่งโซนได้อีก หากท่านใดต้องการเหมาห้องจัดเลี้ยง ที่ร้านปลาวันก็พร้อมบริการค่ะ
เราสั่งอาหารเสร็จ ก็เหลือบเห็นพนักงานเดินถือตะกร้าเข้ามาในร้าน สังเกตดี ๆ พบว่าเป็นผักชีและพริกสด เราเกิดความสงสัยจึงเดินออกไปตามทางที่พนักงานเดินจากมา แล้วก็พบว่าพนักงานมาเด็ดผักสด ๆ จากสวนเล็ก ๆ ของร้าน ว้าวววว
เราเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าหลังร้าน นอกจากจะมีสวนผักแล้ว ยังมีบ่อเลี้ยงปลา เล้าเป็ด เล้าไก่ และคอกควาย ซึ่งไม่ใช่ควายธรรมดานะจ๊ะ แต่เป็น "ควายเผือก" จร้า ตัวสีขาวจั๊วะอมชมพูเลย
พวกเราเดินเล่นเพลิน ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียก เป็นเสียงผู้หญิงวัยกลางคน ทีแรกนึกว่ามีบริการตามแขกไปที่โต๊ะเมื่ออาหารมาเสิร์ฟด้วย 555 แต่หาได้ใช่ไม่ เป็นเสียงเรียกให้พวกเราไปดูการเคี่ยวน้ำตาล
จากดอกมะพร้าวน้ำหอมมาเป็นน้ำตาลมะพร้าวน้ำหอม มันมีกระบวนการที่เราฟังแล้วก็เปิดโลกจริง น้ำตาลของที่นี่จะไม่ใส่พวกฟอกขาว น้ำตาลทราย สารกันบูด และที่นี่ผลิตแค่วันละ 20 กิโลกรัม เพราะต้องการคุมคุณภาพ แน่นอนเราไม่ได้ดูธรรมดาเราชิมด้วยค่ะ รสชาติอร่อย มีให้ซื้อกลับบ้านได้ด้วย นับเป็นของฝากที่มีคุณภาพอีกอย่างหนึ่งที่ห้ามพลาดจากร้านนี้
เดินเล่นจนหิว เราก็กลับมาที่โต๊ะ น้ำและอาหารก็มาเสริ์ฟพอดี ขอดื่มอิตาเลี่ยนโซดาแก้กระหายก่อนแล้วกันนะคะ
เป็นอิตาเลี่ยนโซดาที่ราคาถูกเว่อร์ (29บาท) แต่รสชาติเข้มข้มเลยนะ ร้านนี้ของดีราคาถูก
ดับกระหายเสร็จก็เริ่มกันเลย...ห่อหมกปลานิล (30 บาท) ทานได้อย่างลื่นคอเพราะไม่มีก้าง
เมนูต่อไป "กุ้งฝอยทอด" (100บาท) เมนูที่ทุกโต๊ะต้องสั่ง เมื่อเมนูนี้ได้สัมผัสกับลิ้นของท่าน ท่านจะลืมประสบการณ์ที่เลวร้ายของการทานเมนูนี้จากที่อื่นทันที เพราะกุ้งฝอยทอดที่นี่ อร่อย กรอบนอก นุ่มใน และที่สำคัญ "ทานสมูทไม่มีส่วนใดของกุ้งมาตำเพดานปากและซอกฟันจร้า"
"ยำปลาดุกฟู" (185 บาท) อาจจะงง ๆ สักหน่อยว่า ผักสีม่วง ๆ ใส่มาทำไม แต่พอได้คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน บอกเลย "ไม่เสียใจที่สั่ง" เมนูนี้หน้าตาดูอินเตอร์ สหายที่ไปด้วยเลยอดใจไม่ไหว ยกมือถือขึ้นมาถ่ายสักหน่อย...แชะ!
เมนูต่อไป "ต้มยำปลากุ้งใส่ยอดมะพร้าว" (น้ำใส 150บาท, น้ำข้น 170บาท) ทานกรุ๊บกริ๊บกับเนื้อปลาและยอดมะพร้าวอ่อน(หวานนิดๆ) รสชาติต้มยำเปรี้ยวสะใจ และแน่นอนมะพร้าวปลูกเองจร้า
อาหารคาวหมดแล้ว มาต่อกันที่อาหารหวาน
ไอศกรีมในลูกมะพร้าว สามารถเลือกรสชาติของไอศกรีมได้ เราเลือกรสกะทิ หืมมมกลมกล่อมชื่นจายยย และผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวที่ไม่ควรพลาดเมื่อคุณมาร้านนี้คือ..."น้ำมะพร้าวน้ำหอมสด"...(มัวแต่ห่วงกินเลยลืมถ่ายรูป)
และเมื่อเราเรียกเก็บเงิน สิ่งที่ทางร้านแถมให้ทุกโต๊ะคือ กล้วยน้ำว้าสด ๆ ลูกอวบๆ พร้อมป้าย "ขอบคุณที่อุดหนุนเกษตรกรไทย"
จากการเดินทางตามหา Hidden Gems ในวันนี้ นับว่าเป็นการเติมพลังและสีสันให้กับชีวิต โดยลองกล้าที่จะเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางบ้าง ทำอะไรที่แตกต่างจากพฤติกรรมเดิม ๆ บ้าง มันก็ทำให้เราได้พบกับสิ่งดี ๆ สถานที่ ว้าว ๆ ที่ซ่อนตัวท่ามกลางเรือกสวน และมันอาจทำให้เราได้ค้นพบอะไรบ้างอย่างในตัวเราก็ได้นะ...^^
Photo by Pai-Toon
ส่งหัวใจและแชร์ทริปนี้เพื่อเป็นกำลังใจแก่เจ้าของบทความ




























