สายมัตฉะมักจะบอกว่าการดื่มมัตฉะช่วยให้เราตื่นตัวได้นานกว่านะ เฮลตี้กว่าด้วย แต่สายกาแฟก็บอกว่าถ้าอยากตื่นเลยต้องกาแฟเท่านั้น มันคือไลฟ์สไตล์ที่แบบต้องมีสิ ใดใดคือไม่ว่าจะดื่ม Matcha หรือ Coffee สุดท้ายแล้วทั้งสองอย่างนี้มีฤทธิ์ทำให้เราตื่นตัวเหมือนกันค่ะ แต่ทั้งคู่มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป เพราะงั้นเราเลยอยากชวนทุกคนมาดูกันหน่อยว่าถ้าจะเลือกดื่มเครื่องดื่มสองตัวนี้แบบไหนมันอยู่ทน อยู่นาน ทำงานได้แบบไหลลื่นบ้างจะได้ไขข้อข้องใจกันไปเลย!

กาแฟ (Coffee)
สำหรับ "กาแฟ" เป็นคำนิยามของคำว่าแรงและเร็ว หาซื้อง่ายแต่อาจจะมีผลข้างเคียงได้ อย่าพึ่งคิดว่าผลข้างเคียงมันน่ากลัวนะคะ เราไปดูข้อเปรียบเทียบระหว่างข้อดีกับข้อเสียของการดื่มกาแฟกันก่อน เพราะผลข้างเคียงของเขาอาจไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิดก็ได้ ห้ามด่วนตัดสินใจจจ!
กาแฟ (Coffee) : คือการ "สกัด" (Extraction) ที่เราเอาน้ำร้อนไหลผ่านเมล็ดกาแฟคั่วบดเพื่อดึงรสชาติและคาเฟอีนออกมา จากนั้นจะทิ้งกากไป เราจึงได้ดื่มแค่ "น้ำที่สกัดสารออกมา"
ข้อดีของการดื่มกาแฟ
ตื่นตัวทันที เพราะคาเฟอีนดูดซึมเร็ว เหมาะกับคนที่ต้องการความสดชื่นแบบเร่งด่วนในตอนเช้า อีกทั้งยังกระตุ้นการเผาผลาญได้ด้วยกาแฟสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมัน (Metabolism) ได้ดี โดยเฉพาะคนที่ดื่มกาแฟก่อนจะไปออกกำลังกาย อันนี้ถือว่าดีเลยค่ะ
นอกจากนี้กาแฟยังหาซื้อง่ายและมีความหลากหลายให้เราเลือก ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อไปจนถึงคาเฟ่ฉ่ำ ๆ ที่สำคัญมีหลายเมนูให้เลือกด้วยค่ะ เผื่อใครชอบความแปลกใหม่ตอนนี้กาแฟก็มีเมนูที่มิกซ์กับน้ำผลไม้ หรือว่าโซดาก็ยังมี ทั้งนี้ต้องบอกว่าราคาเขาเข้าถึงง่ายมาก ๆ ด้วยเพราะมีตั้งแต่หลักสิบบาทไปจนถึงหลักร้อยเลย ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมการกินแล้วล่ะค่ะ ว่าอยากกินแบบไหน รสชาติของกาแฟเป็นยังไง เพราะอย่าลืมว่ากาแฟมีทั้งคั่วเข้ม คั่วกลาง และคั่วอ่อนเลย
ข้อเสียของการดื่มกาแฟ
ด้วยความที่กาแฟเป็น Energy Crash พอหมดฤทธิ์จะทำให้รู้สึกเพลียหรือล้ากว่าเดิมได้ และกาแฟมีความเป็นกรดสูง (Acidity) อาจกัดกระเพาะได้ ทำให้ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน ไม่แนะนำให้ดื่มกาแฟตอนท้องว่างนะคะ และในบางคนอาจมีอาการใจสั่นหรือกระวนกระวาย เพราะกาแฟเข้าไปกระตุ้นฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (Cortisol) ทำให้บางคนมือสั่น ใจเต้นเร็ว หรือวิตกกังวลได้ด้วยเหมือกัน
สุดท้ายเลยเป็นข้อเสียเบสิกที่หลาย ๆ คนน่าจะได้เจอกันอยู่แล้วคือเรื่องของกลิ่นปากและคราบฟันที่มาคู่กัน กาแฟทำให้เกิดกลิ่นปาก (Coffee Breath) และฟันเหลืองได้ง่ายมาก ใครที่ชอบดื่มกาแฟก็ต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีไม่งั้นทำให้เสียบุคลิกภาพได้เลยล่ะค่ะ
มัตฉะ (Matcha)
สาวก "มัตฉะ" รู้กันอยู่แล้วว่าเขาจะมีความนุ่มนวล ช่วยทำให้เราผ่อนคลาย มีสมาธิ มีประโยชน์เยอะมากเลย แต่ก็ต้องแลกมากับราคาที่สูงเหมือนกันค่ะ ด้วยความที่มัตฉะมีกรดอะมิโน กับ L-Theanine ซึ่งหายากมากในอาหารอื่น จะกระตุ้นให้สมองสร้างคลื่น Alpha Waves ซึ่งเป็นคลื่นสมองเดียวกับตอนที่เราทำสมาธิ ผลลัพธ์คือเกิดภาวะ Relaxed Alertness คือตื่นตัวแต่สงบนิ่ง ไม่รู้สึกลุกลี้ลุกลน เหมาะกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์
มัตฉะ (Matcha) : คือการ "แขวนลอย" (Suspension) เราจะเอาใบชาที่บดละเอียดเป็นผง แล้วเอามาตีกับน้ำในอุณหภูมิต่าง ๆ แล้ว "ดื่มกินใบชาทั้งใบ" ลงไปเลย
ข้อดีของมัตฉะ
จะบอกว่ามัตฉะเขาช่วยทำให้พลังงานของเราเสถียร (No Jitters) ตื่นนานประมาณ 4 - 6 ชั่วโมง แบบที่ไม่ทำให้เราใจสั่นเพราะว่าเขามี L-Theanine ที่ช่วยผ่อนคลายสมอง แน่นอนว่าเขาช่วยเพิ่มสมาธิทำให้จดจ่อกับงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้สมองของเราตื่นตัวอย่างเดียวเท่านั้น ที่สำคัญมัตฉะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก หรืออีกอย่างที่เรียกว่า EGCG สูงกว่าชาเขียวธรรมดาและกาแฟมาก ช่วยชะลอวัยและดีต่อผิวพรรณ
และจะบอกว่ามัตฉะดีต่อช่องปากเพราะช่วยยับยั้งแบคทีเรีย และลดกลิ่นปากไม่กัดกระเพาะเท่ากับกาแฟด้วยค่ะ เรียกว่าถือเป็นทางเลือกที่ดีมาก ๆ สำหรับใครที่ไม่ชอบดื่มกาแฟ
ข้อเสียของมัตฉะ
อย่างแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องของราคาสูง ยิ่งมัตฉะแท้เกรดดี (Ceremonial Grade) ราคาก็จะแพงกว่าเมล็ดกาแฟมาก ๆ และชงยากกว่าเพราะต้องใช้อุปกรณ์ทั้งถ้วยเอย แปรงตีชาเอย ยังไม่รวมเทคนิคในการตีชาให้ละลายไม่อย่างนั้นดื่มเข้าไปก็จะเป็นก้อนสากคอไปอีก นอกจากนี้รสชาติของมัตฉะยังมีความเฉพาะตัวด้วย แต่ละสายพันธ์ของชาจะมีกลิ่นเขียว สาหร่าย ถั่ว หรือหญ้า (Umami) ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบหรือว่ารู้สึกว่าดื่มยากได้เหมือนกัน
ส่วนเรื่องที่หลาย ๆ คนอาจไม่รู้คือมัทฉะเขายับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กไม่ควรดื่มพร้อมกับมื้ออาหารและเสี่ยงที่จะรบกวนการนอนมาก ๆ ด้วยค่ะ ถ้าดื่มมัทฉะช่วงบ่ายแก่ ๆ ก็อาจจะรบกวนวงจรการนอนหลับลึกได้เหมือนกันโดยที่ทุกคนอาจจะไม่รู้ตัว
ระหว่างมัตฉะและกาแฟ ถ้าอยากตื่นได้นาน ๆ ไม่อ่อม ไม่ง่วงหลังเที่ยง สรุปแล้วต้องดื่มอะไร ?
ถ้าต้องเลือกแนะนำเป็น มัตฉะ (Matcha) เลยค่ะ เหตุผลที่เป็นมัตฉะเพราะว่าเขาทำให้เราตื่นแบบ Long - Run มัตฉะจะค่อย ๆ ปล่อยพลังงานช้า ๆ อยู่นานกว่า 4 - 6 ชั่วโมง แต่กาแฟจะอยู่ได้แค่ 1 - 2 ชั่วโมงแล้วก็ตก ที่สำคัญมัตฉะไม่ทำให้อ่อมและช่วยให้มีสมาธิในการโฟกัสมากขึ้นอีกด้วย
รู้หรือไม่! สำหรับผู้หญิง 30+
มัตฉะ (Anti-Inflammatory) มีสาร EGCG สูงมากทำให้โดดเด่นเรื่องการลดการอักเสบในระดับเซลล์ ช่วยลดรอยแดง และปกป้องผิวจากมลภาวะทำให้ช่วยรักษาความอ่อนเยาว์ได้ดี ส่วนกาแฟมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ (Diuretic) ถ้าดื่มกาแฟเข้มข้นแต่ดื่มน้ำเปล่าไม่พอจะทำให้เซลล์ผิวขาดน้ำ ทำให้ริ้วรอยชัดขึ้นและผิวดูไม่สดใสได้
แน่นอนว่าถ้ากาแฟคือไลฟ์สไตล์ก็สามารถดื่มได้เหมือนเดิมปกติเลยค่ะ แต่ถ้าอยากได้ความตื่นตัวที่นานหน่อยและเสริมสมาธิ รวมถึงช่วยเรื่องผิวไปด้วยก็เลือกมัตฉะก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กับเรามากกว่า ฉะนั้นถ้าใครที่อยากลองเปลี่ยนสายก็ขยับ ๆ มากินได้เหมือนกันค่ะ ทั้งนี้ไม่รวมคนที่ชอบกินกาแฟใส่นมนะคะ ถ้าจะกินหวานใดใดก็ต้องเอาไปปรับกับตัวเองให้เฮลตี้ขึ้น
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ


