เชื่อไหมว่า “ลิปสติกสีแดงเป็นอะไรได้มากกว่าที่คิด”
ตอนนี้กระแส “ลิปสติกสีแดง” ของเสี่ยวหยู จากเรื่อง “สงคราม ส่งด่วน” มาแรงไม่หยุด ! ! หลายคนคงไปตามหาสีที่เธอใช้กันให้แฟ่ด แต่รู้ไหมว่า “ลิปสติกสีแดง”เนี่ย เป็นอะไรได้มากกว่าแค่เครื่องเสริมความงามนะคะ
วันนี้ Wongnai Beauty ขอพาทุกคนไปดูว่าลิปสติกสีแดงใช้มาตั้งแต่เมื่อไรและการใช้ลิปสติกสีแดงในหนังสามารถเป็นอะไรให้กับตัวละคร “หญิง” ได้บ้างนะ ?
.
(1) ลิปสติกสีแดงอยู่คู่กับมนุษยชาติมาตลอด
ลิปสติกสีแดงมีประวัติการใช้ยาวนานตั้งแต่ยุคโบราณ โดยหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าในวัฒนธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์โบราณ ผู้หญิงรวมถึงผู้ชายบางกลุ่มใช้สารสกัดจากแร่ธาตุ เช่น ชาด (cinnabar) และสีจากพืชเพื่อทาปากและเล็บ โดยสีแดงถูกเชื่อมโยงกับพลังอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์
.
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา สีแดงถูกใช้โดยหญิงงามในสังคมและกลุ่มโบฮีเมียน ก่อนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความงามเหนือกาลเวลา โดยเฉพาะเมื่อตำนานแห่งวงการฮอลลีวูดอย่าง มาริลีน มอนโร, เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ และ โซเฟีย ลอเรน ทาสีอันทรงพลังนี้ จนถึงปัจจุบันก็ได้มีเทรนด์ความงามอย่าง "Red Lip Theory" ที่ว่าลิปสติกสีแดงสามารถทำให้ผิวดูโกลว์และโดดเด่นได้แม้ไม่ได้แต่งหน้าเต็ม
.
(2) ลิปสติกสีแดง = ขุมทรัพย์แห่งพลังดึงดูด
เราจะเห็นบุคคลิกของตัวละครเอกอย่าง “เสี่ยวหยู” จากซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน ที่พกทั้งความมั่นใจ ฉลาด มีไหวพริบแถมยัง “สวยน่าดึงดูด” อีกต่างหาก หากจะให้วิเคราะห์ เรามองว่า “ลิปสติกสีแดง” เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้ตัวละครเสี่ยวหยูน่าดึงดูด เพราะสีแดงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความสวยงามเพียงเท่านั้น แต่ยังมียังเกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึกและอารมณ์ของผู้พบเห็นอีกด้วย สีแดงมีความยาวคลื่นแสงมากที่สุดทำให้เป็นสีที่กระตุ้นสายตามากที่สุด เมื่อทาลิปสติกสีแดง สมองจะถูกดึงดูดไปที่สีที่สดใสนั้นโดยอัตโนมัติทำให้มองข้ามจุดบกพร่องอื่น ๆ บนใบหน้าไป
นอกจากนี้ สีแดงยังเชื่อมโยงกับการตอบสนองทางร่างกาย เช่น ความมีชีวิตชีวา ความเย้ายวน และความดึงดูดทางเพศ ซึ่งอาจเกิดจากการที่สีแดงเลียนแบบภาวะ "หลอดเลือดขยายตัว" (Vasodilation) ซึ่งเป็นภาวะที่เลือดไหลเวียนมากขึ้นทำให้ผิวดูอมชมพูหรือแดงระเรื่อขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าดูสุขภาพดีและมีเสน่ห์ทางเพศมากขึ้นด้วย การทาลิปสติกสีแดงจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “แฟชั่น” แต่ยังเป็นการกระตุ้นการตอบสนองทางสัญชาตญาณที่ “ดึงดูด” ผู้คนให้เข้าหา ทำให้ดูมั่นใจ สดใส และมีเสน่ห์อย่างปฏิเสธไม่ได้
.
(3 ) อาวุธในการเสริมบุคคลิกในการเจรจา
เราจะเห็นได้ว่า แม้ว่าบางฉากเสี่ยวหยูจะไม่ได้ทาลิปสีแดงเสมอไป แต่เสี่ยวหยูเลือกใช้สีแดงทุกครั้งที่ “เจรจาต่อรอง” ไม่ว่าจะเป็นฉากที่เจรจาเพื่อเป็น Partner กับบริษัทคณินกรุ๊ป ไปจนถึงการเจรจาเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างฉากที่ต่อรองค่าลิปสติกที่เป็น Viral ในโลกโซเชียลอยู่ตอนนี้
.
ดร.เกร็ก วิลเลียมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาต่อรองและภาษากาย มองว่า จิตวิทยาของสีในการเจรจาสามารถช่วยให้ภาพลักษณ์ความพยายามของผู้เจรจาดูสว่างไสวขึ้นหรือมืดหม่นลงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้เจรจาว่าจะเลือกสีใดไปใช้ และแน่นอนว่า CFO สาวอย่างเสี่ยวหยูจะทาลิปปากสีจืด ๆ ต่อรองกับคู่ค้าไปได้อย่างไรกัน ก็ต้องเป็นสีแดงเพื่อเพิ่มเสริมความมั่นใจ ให้ลุคดูมุ่งมั่น แน่วแน่ทำให้ผู้เจรจาดูแข็งแกร่ง ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ
.
(4) ลิปสติกสีแดงในหนังเรื่องอื่น ๆ: สัญญะแห่งการขบถต่อบรรทัดฐานและความคาดหวังทางสังคม
นอกจากลิปสติกสีแดงจะแสดงถึงพลังแห่งการดึงดูดและอำนาจในการเจรจาแล้ว ลิปสติกสีแดงยังคงเป็น “สัญญะแห่งการไม่ยอมจำนนต่อบรรทัดฐานและความคาดหวังทางสังคม” ได้อีกด้วย เมื่อตัวละครหญิงทาลิปสติกสีแดงในภาพยนตร์นั้น มักจะเป็นสัญญาณของช่วงเวลาสำคัญที่เธอกำลังแสดงออกถึงพลัง อำนาจของเธออีกด้วย มาถึงตอนนี้ Wongnai Beauty ขอพาทุกคนดำดิ่งสู่ใต้ทะเลไปดูนัยยะการใช้ลิปสติกสีแดงในเรื่อง Little Mermaid ที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันดีนะคะ
.
ลิปสติกสีแดงของ Ursula ในเรื่อง The little mermaid ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแต่งหน้าเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของ “อำนาจหญิง” ที่ท้าทายอุดมคติความเป็นผู้หญิงแบบดั้งเดิมที่สังคมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) กำหนดไว้ ภาพจำของใครหลายคนที่มีต่อ Ursula ก็คงจะเป็น “นางร้าย” ที่ขัดขวางไม่ให้เรื่องราวจบแบบ “Live happily ever after” สินะคะ แต่จริง ๆ หากมองอีกแง่มุมหนึ่งนางก็เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงผู้ไม่ยอมถูกปิตาธิปไตยข่มเหงเช่นกัน
ลุคของ Ursula ได้รับแรงบันดาลใจจากแดร็กควีนชื่อดัง “Divine” ผู้มีบุคลิกจัดจ้าน ดุดัน ก๋ากั่นและใช้ความเป็นหญิงอย่างเวอร์วังเป็นเครื่องมือแสดงอำนาจ การออกแบบนี้เป็น “การท้าทายกรอบทางเพศและเพศสภาพดั้งเดิม” โดยสะท้อนถึงพลังหญิงที่ไม่ยอมถูกจำกัดด้วยบรรทัดฐานสังคมแบบปิตาธิปไตยและความเป็นอิสระ แตกต่างจาก Ariel ที่ยังอยู่ภายใต้กรอบของ “ความไร้เดียงสา” และ “อุดมคติหญิงแบบแสนดี”
.
นักวิชาการ Jack Zipes ได้วิเคราะห์ว่าเทพนิยายและตัวละครหญิงมักสะท้อนบทบาทที่ถูกควบคุมภายใต้โครงสร้างอำนาจ แต่ก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือในการ "วิพากษ์" หรือ "แทรกแซง" อำนาจนั้นได้ (Fairy Tales and the Art of Subversion, 1983) ดังนั้นการแต่งหน้าของ Ursula จึงไม่ใช่เพียงเครื่องสำอาง แต่เป็น "อาวุธ" ที่เธอใช้ท้าทายระเบียบของโลกใต้น้ำซึ่งถูกควบคุมโดยระบบปิตาธิปไตยและเสียงของชายผู้มีอำนาจอย่าง Triton
.
สุดท้ายแล้วไม่ว่าลิปสติกสีแดงจะอยู่บนใบหน้าของเสี่ยวหยูในโลกธุรกิจ หรืออยู่บนริมฝีปากของ Ursula ใต้ท้องทะเล ลิปสติกสีแดงกำลังบอกเล่าเรื่องราวของ “ผู้หญิงที่กล้าจะเป็นตัวเอง” และพร้อมจะ “เปล่งเสียง“ เพราะในที่สุดแล้ว “การทาลิปสติกสีแดงไม่ได้แค่เปลี่ยนลุค แต่มันเปลี่ยนพลังภายในของคุณด้วย”
.
References :
Bryn Mawr Classical Review 2020.09.29. 2020.
https://bmcr.brynmawr.edu/2020/2020.09.29/
Greg Williams. n.d. Master Color Psychology: How to Easily Win More Negotiations. LinkedIn. https://www.linkedin.com/pulse/master-color-psychology-how-easily-win-more-greg-williams-csp-ugeme
Jack Zipes. 2012. Fairy Tales and the Art of Subversion: The Classical Genre for Children and the Process of Civilization. Routledge.
https://doi.org/10.4324/9780203805251
Keegan, Faye. "The surprising evolution of red lipstick and its ancient origins." National Geographic, 8 May 2024. https://www.nationalgeographic.com/history/article/history-of-red-lipstick.
Red Lip Theory: A Red Lip and No Other Makeup Shows Confidence. n.d. MEGA Asia.
https://mega-asia.com/beauty/trends/red-lip-theory-a-red-lip-and-no-other-makeup-shows-confidence/
The Effect of Red Lipstick on Perceived Attractiveness. 2008. PubMed (NCBI).
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/18954199/
.
#WongnaiBeauty #Wongnai #BeautyStory #ลิปสติกแดง #เสี่ยวหยู #สงครามส่งด่วน #NetfilxTH
.
อ่านบทความที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้เลยที่


