ฮัลโหลสาว ๆ ใครเป็น #มัทฉะเลิฟเวอร์ บ้างยกมือขึ้นนน บอกเลยว่าการดื่มมัทฉะสักแก้วมันดีต่อหุ่นและผิวมากกก แต่รู้ไหมคะซิส แฟชั่นยังมีคัมภีร์แมตช์ มัทฉะก็มีช่วงเวลาทองในการดื่มเหมือนกัน เพราะถ้าอยากให้สารต้านอนุมูลอิสระทำงานได้เต็มที่ สมองสดชื่น แถมระบบเผาผลาญสปีดเต็มร้อย ต้องเช็กลิสต์เวลาก่อนดื่มให้ดี วันนี้ Wongnai Beauty เลยเอาทริกการดื่มมัทฉะให้ถูกเวลามาบอกต่อค่ะ เผื่อใครสายมัทฉะอยู่แล้วจะได้เลือกดื่มตามช่วงเวลาเหล่านี้ มัทฉะที่เราดื่มไปจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่นะทุกคน!

4 ประโยชน์สุดปังของ "มัทฉะ" ไอเทมลับฉบับตัวแม่!
ถ้าใครชอบดื่มมัทฉะก็น่าจะรู้เรื่องประโยชน์ของมัทฉะอยู่แล้ว แต่ถ้าใครยังไม่รู้ วันนี้เราอยากพาทุกคนมาดูกันค่ะ ว่าการดื่มมัทฉะให้ประโยชน์อะไรกับร่างกายบ้าง หรือสำหรับมือใหม่ที่กล้า ๆ กลัว ๆ อยากลองมัทฉะแต่ยังไม่ลงสนามนี้ เราก็อยากกระซิบบอกว่า มัทฉะเนี่ยแหละ คือของดีที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ อยากให้เปิดใจลองกันค่ะ!
พลังงานนิ่ง สมาธิเป๊ะ ไม่ใจสั่น (Calm Energy) : ในมัทฉะมีคาเฟอีนที่ช่วยให้ตื่นตัวค่ะ แต่สิ่งที่พิเศษกว่ากาแฟคือเขามีสาร L-Theanine (แอลธีอะนีน) ที่ช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ดูดซึมคาเฟอีนอย่างช้า ๆ ผลลัพธ์คือเราจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีสมาธิแบบนิ่งสงบ โฟกัสงานได้ยาว ๆ โดยไม่มีอาการใจสั่นระรัวหรือหงุดหงิดแน่นอนค่ะ
บูสต์การเผาผลาญ ลีนหุ่นเก่ง (Boosts Metabolism) : สายคุมน้ำหนักต้องเลิฟสิ่งนี้! มัทฉะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มคาเทชิน โดยเฉพาะ EGCG ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานได้เก่ง วันไหนใส่กางเกงคาปรีเอวสูงแล้วอยากพุงแบนราบ จิบมัทฉะด่วนค่ะ!
ผิวออร่า ต้านแก่ระดับเซลล์ (High Antioxidants) : เพราะมัทฉะคือการบดใบชาทั้งใบลงไปละลายน้ำ เราจึงได้รับสารต้านอนุมูลอิสระแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งเข้มข้นกว่าชาเขียวทั่วไปหลายเท่ามาก น้องจะช่วยเข้าไปสู้กับมลภาวะ ชะลอความเสื่อมของผิว กู้ผิวโทรมให้กลับมาเปล่งปลั่ง ดูหน้าเด็กและสดใสขึ้นค่ะ
ดีท็อกซ์ร่างกาย อารมณ์ดี (Detox & Relax) : มัทฉะมีสารคลอโรฟิลล์สูงมาก ซึ่งช่วยขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ แถมการดื่มมัตฉะยังช่วยกระตุ้นการหลั่งสารโดปามีนและเซโรโทนิน ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี พร้อมรับมือกับทุกดราม่าในออฟฟิศค่ะ
ดื่มมัทฉะให้ถูกเวลา เร่งเบิร์น เพิ่มสมาธิ ดื่มเวลาไหนดีที่สุด?
ต้องบอกว่าการเลือกดื่มมัทฉะแต่ละช่วงเวลามีทั้งข้อดีและข้อที่ต้องระวังเหมือนกัน ฉะนั้นใครที่ชอบมัทฉะมาก ๆ ก็เลือกเวลาดูว่าเรามีไลฟ์สไตล์แบบไหน เพราะการดื่มมัทฉะแต่ละช่วงมีประโยชน์กับร่างกายแตกต่างกันออกไปนั่นเอง
ช่วงเช้า (หลังอาหารเช้า) ระดับความดีงาม : 5/5
ข้อดีระดับตัวแม่ : นี่คือเวลาทองที่ดีที่สุดในสามโลกค่ะ ซิส! ใครที่ตื่นเช้ามาแล้วสมองตื้อ คิดงานไม่ออก มัทฉะแก้วนี้คือคำตอบ เพราะนางมีคาเฟอีนที่ทำงานร่วมกับ L-Theanine (แอล-ธีอะนีน) กรดอะมิโนสุดมหัศจรรย์ที่จะช่วยกระตุ้นคลื่นสมองอัลฟา ทำให้เราตื่นตัว มีสมาธิแบบโฟกัสนิ่งสงบ (Calm Energy) สมองไบรท์แบบพร้อมชนทุกโปรเจกต์ โดยไม่มีอาการใจสั่นมือสั่น พลังงานดีด ๆ ดับ ๆ หรือกระสับกระส่ายเหมือนการดื่มกาแฟเลยค่ะ
ข้อควรระวัง (เตือนแล้วนะ!) : อย่าหาทำดื่มตอนท้องว่างเด็ดขาด! เพราะมัทฉะทำมาจากใบชาบดทั้งใบ ทำให้สารแทนนิน (Tannins) เข้มข้นมาก ถ้าดื่มตอนท้องว่าง น้องจะเข้าไปกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดออกมาเยอะเกินไป ผลคือจะเกิดอาการพะอืดพะอม คลื่นไส้ มวนท้อง จนหมดสนุกเอาได้ ทริกที่เริ่ดที่สุดคือ ทานอาหารเช้าดี ๆ สักมื้อ แล้วตามด้วยมัทฉะหลังอาหารประมาณ 30 - 60 นาที บอกเลยว่าฟินและดีต่อใจที่สุดค่ะ
ช่วงกลางวัน - บ่าย (13.00 - 15.00 น.) ระดับความดีงาม : 4/5
ข้อดีระดับตัวแม่ : บ่ายโมงทีไร หนังตาหย่อนทุกทีช่วงเวลานี้เหมาะมากสำหรับการดึงมัทฉะมาเป็นไม้ตายสู้กับอาการ Food Coma หรืออาการง่วงนอนหลังมื้อเที่ยงค่ะ ความเก๋ของมัทฉะคือ คาเฟอีนของนางจะค่อย ๆ ถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ ช่วยประคองระดับพลังงานของร่างกายให้เฟรชยาว ๆ ไปจนถึงเย็น โดยจะไม่มีอาการพลังงานดิ่งวูบ (Caffeine Crash) จนหน้ามืดโหยของหวานตอนสี่โมงเย็นแน่นอนค่ะ
ข้อควรระวัง : ดื่มได้แต่ต้องมีสตินะคะ พยายามควบคุมตัวเองให้ดื่มก่อนเวลา 16.00 น. เท่านั้น และถ้าใครชอบดื่มแบบมัทฉะลาเต้ แนะนำให้เลือกเป็นนมพืช (Plant-based milk) เช่น นมโอ๊ต หรือนมอัลมอนด์ และสั่งหวานน้อย เพื่อไม่ให้แคลอรีพุ่งเกินความจำเป็นค่ะ
ก่อนออกกำลังกาย (30 - 60 นาที) ระดับความดีงาม : 5/5 (สายเบิร์นห้ามพลาด)
ข้อดีระดับตัวแม่ : ใครเป็นสายฟิตเนส สายปั้นหุ่น ต้องล็อกมงให้เวลานี้เลยค่ะ ในมัทฉะมีสารสกัดที่ชื่อว่า EGCG (สารต้านอนุมูลอิสระตัวท็อปในชาเขียว) เมื่อสารนี้มาฟีเจอริ่งกับคาเฟอีนธรรมชาติ มันจะกลายเป็นเครื่องจักร เร่งระบบเผาผลาญ (Metabolism Booster) ชั้นดี ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันสะสมออกมาใช้เป็นพลังงานได้มากขึ้นในขณะออกกำลังกาย แถมยังช่วยให้เราอึด ทน ไม่เหนื่อยง่าย วิ่งได้นานขึ้น คาร์ดิโอได้สะใจขึ้นด้วยค่ะ
ข้อควรระวัง : สังเกตตารางชีวิตตัวเองนิดนึงค่ะ ถ้าซิสเป็นสายเวิร์กเอาต์รอบค่ำ (หลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป) ลิมิตการดื่มมัทฉะอาจจะต้องเบรกไว้ก่อนน้า ไม่งั้นสารของชาเขียวจะยังทำงานอยู่ในร่างกายจนทำให้นอนนับแกะตอนดึกได้ค่ะ
ช่วงเย็น - ก่อนนอน (หลัง 16.00 น. เป็นต้นไป) ระดับความดีงาม : 0/5 ไม่แนะนำให้ดื่มแล้ว
ทำไมไม่ควรดื่ม : หลายคนชอบคิดว่าก็แค่ชาเขียวขม ๆ ปลอบประโลมใจตอนเย็น คงไม่เป็นไรหรอก หยุดความคิดนั้นด่วนค่ะซิส! อย่าลืมว่ามัทฉะคือการทานใบชาทั้งใบ ปริมาณคาเฟอีนของนางจึงสูงปรี๊ดกว่าชาเขียวซองทั่วไปหลายเท่ามาก ซึ่งคาเฟอีนเนี่ยจะลอยนวลอยู่ในร่างกายเราได้นานถึง 4-6 ชั่วโมงเลยทีเดียว
การดื่มมัทฉะช่วงเย็นจะเข้าไปรบกวนวงจรการนอนหลับ (Sleep Cycle) โดยตรง ต่อให้คุณหลับตาลงได้ แต่สมองจะไม่ได้พักผ่อนในระดับลึก (Deep Sleep) ผลลัพธ์คือตื่นเช้ามาหน้าจะโทรม ผิวขาดน้ำ และเพลียเหมือนไม่ได้นอนเพราะฉะนั้น ช่วงเย็นเปลี่ยนไปจิบชาสมุนไพรเก๋ ๆ ที่ไม่มีคาเฟอีนแทนจะดีกว่านะคะ
Tips เพิ่มเติมฉบับตัวแม่ ดื่มมัทฉะยังไงให้ผอมจริง ผิวปังจริง ไม่จกตา!
บอกเลยว่าข้อนี้คือจุดไคลแมกซ์ค่ะ ดื่มถูกเวลาก็แล้ว แต่ถ้าเลือกมัทฉะผิดประเภท จากเครื่องดื่มกู้หุ่นกู้ผิว อาจจะกลายเป็น "ระเบิดแคลอรี" โดยไม่รู้ตัวน้า มาดูทริกเลือกดื่มให้ได้ประโยชน์สูงสุดกันค่ะ
- เลือกแบบ "Pure" 100% เท่านั้น (Say No to Sugar!)
ถ้าเป้าหมายของทุกคนคือการเร่งเบิร์นและอยากได้ผิวออร่าแบบเต็มกราฟ เราขอร้องเลยว่าต้องเลือกผงมัทฉะแท้ 100% ที่ไม่ผสมน้ำตาล นมผง หรือครีมเทียมเท่านั้นค่ะ สังเกตป้ายส่วนผสม (Ingredients) ก่อนซื้อให้ดี ๆ เหตุผลที่ต้องงดหวานเพราะการสาดน้ำเชื่อม น้ำตาล หรือนมข้นหวานลงไปในแก้ว นอกจากจะทำให้แคลอรีพุ่งปรี๊ดจนอ้วนกว่าเดิมแล้ว น้ำตาลยังไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิว (เกิดกระบวนการ Glycation) ทำให้ผิวเหี่ยวไว และขัดขวางการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วยค่ะ
ทริกแก้ขม : ถ้าเพิ่งเริ่มดื่มแล้วรู้สึกว่าขมไป แนะนำให้เชกกับน้ำเย็น หรือใช้นมพืช เช่น นมโอ๊ตสูตร Unsweetened หรือนมอัลมอนด์ มาทำเป็นมัทฉะลาเต้แบบไร้น้ำตาล บอกเลยว่าละมุนลิ้น แถมยังเฮลตี้สุด ๆ
- กฎเหล็ก 1 - 2 ถ้วยต่อวันคือ The Sweet Spot
เห็นประโยชน์ของน้องมัทฉะเยอะขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าต้มใส่เหยือกแล้วกระดกแทนน้ำเปล่าทั้งวันนะคะ อะไรที่มากเกินไปย่อมไม่ดี ปริมาณที่เพอร์เฟกต์ที่สุดคือ วันละ 1 - 2 ถ้วย (ใช้ผงชาประมาณ 1-2 ช้อนชา หรือไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน) ปริมาณเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง EGCG ไปช่วยปกป้องเซลล์และบูสต์ระบบเผาผลาญได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วค่ะ การดื่มมากเกินไป นอกจากจะทำให้ร่างกายได้รับคาเฟอีนล้นเกินจนใจสั่น นอนไม่หลับ หรือกระสับกระส่ายแล้ว สารแทนนินในชาที่เข้มข้นเกินไปอาจจะไปลดการดูดซึมธาตุเหล็กและทำให้ท้องผูกได้อีกด้วยน้า
เห็นไหมคะ ว่ามัทฉะไม่ใช่แค่เครื่องดื่มตามเทรนด์เก๋ ๆ แต่เป็นไอเทมลับระดับซูเปอร์ฟู้ดที่จะช่วยยกระดับทั้งเรื่องงานและเรื่องหุ่นให้เราได้แบบก้าวกระโดด เพียงแค่เราเปลี่ยนมาจับคู่เวลาที่ใช่กับมัทฉะสูตรที่ถูกต้องเท่านั้นเองค่ะ และตอนนี้สาว ๆ ชอบดื่มมัทฉะช่วงเวลาไหนกันมากที่สุดคะ หรือใครมีเมนูลับมัทฉะสูตรไร้น้ำตาลที่ชงเองแล้วฟินแบบไม่อ้วน แวะมาคอมเมนต์ป้ายยาแชร์ไอเดียกันได้เลยน้าาา
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ


