'Burnout Syndrome' ภาวะหมดไฟ ปัญหาทำลายสุขภาพจิตที่ไม่ควรมองข้าม
  1. 'Burnout Syndrome' ภาวะหมดไฟ ปัญหาทำลายสุขภาพจิตที่ไม่ควรมองข้าม

'Burnout Syndrome' ภาวะหมดไฟ ปัญหาทำลายสุขภาพจิตที่ไม่ควรมองข้าม

เคยไหม? หมดไฟในการทำงาน เบื่อที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อทำงาน ไม่สนุกในการทำงานอีกต่อไป คุณอาจเป็น ‘Burnout Syndrome' ภาวะหมดไฟ อยู่ก็ได้นะ!
writerProfile
8 ส.ค. 2023 · โดย

หลายคนในที่นี้อาจเคยรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับงานที่เรากำลังทำอยู่ ไม่มีกำลังใจหรือแรงจูงใจในงานของตัวเอง ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะการทำอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ เป็นประจำก็เป็นเหตุที่ทำให้เราเบื่อได้ วันนี้ Wongnai Beauty จะพาเพื่อน ๆ มารู้จักเจ้าอาการเหล่านี้อย่างเจาะลึก ซึ่งมันก็มีชื่อเรียกของมันว่า 'Burnout Syndrome' ภาวะหมดไฟในการทำงาน

'Burnout Syndrome' ภาวะหมดไฟ ปัญหาทำลายสุขภาพจิตที่ไม่ควรมองข้าม

ทำความรู้จักกับ 'Burnout Syndrome' ภาวะหมดไฟในการทำงาน

ภาวะ Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ อาการเบื่อการทำงาน ไม่มีกำลังใจหรือแรงจูงใจที่จะทำงานที่เคยทำเป็นประจำ ไม่อยากจะตื่นเพื่อออกไปทำงานเหมือนอย่างเคย ซึ่งภาวะนี้ก็สามารถพบได้บ่อยทั่วไป แต่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้ เพราะอาการนี้จะเชื่อมโยงไปถึงความเครียดทางอารมณ์ บางคนอาจจะแสดงท่าทีก้าวร้าวหรือหงุดหงิดที่ไม่สามารถทำงานไปถึงระดับที่ตัวเองคาดหวังไว้ได้ ซึ่งอาการเหนื่อยหน่ายเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีของโรคที่มีความเหนื่อยหน่ายจะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า เช่นภาวะหมดไฟนี้ก็ไม่เหมือนกับภาวะซึมเศร้านะคะ

จากการวิจัยล่าสุดได้เผยว่า 97% ของชาว Gen Z รู้สึกหนักใจและเหนื่อยล้าจากงานที่ทำอยู่ คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญภาวะหมดไฟนี้เมื่ออายุเพียง 24 ปีเท่านั้น จากผลการวิจัยของบริษัท Cigna ผู้ให้บริการด้านสุขภาพระดับโลก พบว่า ภาวะหมดไฟในการทำงานเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพราะด้วยวิกฤตค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกเหนื่อยและหมดแรงในการทำงาน

burn



อาการของภาวะ Burnout Syndrome


ในปัจจุบันยังไม่มีอาการที่ระบุชัดเจน แต่โดยทั่วไปจะมีความเหนื่อยหน่ายกับงาน รู้สึกแย่ รู้สึกเครียด ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้จะทำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง รวมไปถึงความสัมพันธ์ในที่ทำงานก็จะแย่ลงด้วย เพราะคนที่มีอาการหมดไฟจะหงุดหงิดง่าย และเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร นอกจากสุขภาพทางใจแล้ว สุขภาพกายก็มีเช่นกัน เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และผลกระทบของอาการเหล่านี้จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเราลดลง ในบางกรณีอาจทำให้มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น หันไปดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ไปทำงานสาย และกลับบ้านช้า

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของภาวะ Burnout Syndrome

  1. ปัจจัยด้านการทำงาน

การรับผิดชอบงานที่มากเกินไปอาจจะทำให้เกิดภาวะเครียดได้หากเราทำออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง และยิ่งกับตำแหน่งที่สูงขึ้น ความกดดันในการทำงานยิ่งมากขึ้น ทำให้ความสนุกในการทำงานลดลง หรือการได้รับมอบหมายให้ทำงานที่เราไม่ได้รู้สึกหลงใหลมันก็ทำให้รู้สึกเบื่อ และไม่มีแรงจูงใจได้เช่นกัน

  1. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

การได้รับเงินเดือนที่น้อย บริษัทขาดความมั่นคง ระยะเวลาในการทำงานต่อวันมากเกินไป หรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดีก็สามารถนำไปสู่ภาวะหมดไฟได้เช่นกัน

  1. ปัจจัยด้านการดำเนินชีวิต

การทำงานหนักมากเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อนให้กับตัวเอง หรือขาด Work-Life Balance และบางคนอาจจะได้รับความกดดันจากครอบครัว เช่น การเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องแบกรับทั้งการดูแลสมาชิกในครอบครัวและค่าใช้จ่ายของบ้าน

  1. ปัจจัยส่วนบุคคล

บาคนอาจจะเป็นคนที่เครียดง่าย ชอบความสมบูรณ์แบบ ปลีกตัวไม่ชอบสุงสิงกับใคร ทำให้การทำงานเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะเราจะคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป และเมื่อผิดหวังก็จะรู้สึกแย่และเครียดสะสม

การรับมือและหลีกเลี่ยงภาวะ Burnout Syndrome


เมื่อเราเริ่มสั่งเกตตัวเองว่ามีอาการที่กล่าวไปข้างต้น เรามาดูวิธีรับมือและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันดีกว่า

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนเป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่ง หากเราได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ จะเป็นเหมือนการชาร์จพลังให้กับตัวเองในวันถัดไป เพื่อที่จะเริ่มต้นวันได้อย่างสดใสไม่อ่อนเพลีย

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น แอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือการดื่มการแฟที่มากเกินไป

  1. รักษาสมดุลชีวิต

การทำงานเป็นสิ่งสำคัญ และการหาเวลาในตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน อย่าลืมหาวันหยุดเพื่อพักผ่อน ออกไปเที่ยว ทำอะไรคลายเครียด หางานอดิเรกทำ ไม่ผูกติดตัวเองกับงานมากเกินไป

  1. กำหนดตารางชีวิตให้ดี

เราควรรู้จักตัวเองในดีกว่าเรามีระดับการทำงานในแต่ละวันมากเท่าไร อย่าหักโหมเกินไป และอย่าเสียเวลากับงานที่เป็นไปไม่ได้

  1. ขอความช่วยเหลือกับคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องแย่

ลดอีโก้ของตัวเองลง เมื่อมีเรื่องที่ยากเกินไปไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียว เราสามารถขอความช่วยเหลือหรือขอความเห็นจากคนอื่น ๆ ได้เช่นกัน หรือบางทีอาจจะพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนร่วมงานเพื่อลดความเครียด วิธีนี้ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอีกด้วย

  1. หลีกเลี่ยงการนำงานกลับมาทำที่บ้าน

  2. ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง 5 ครั้งต่อสัปดาห์

  3. ลดเวลาที่ใช้กับโซเชียลมีเดีย

การให้ความสนใจกับโลกออนไลน์มากเกินอาจทำให้เรานำตัวเองไปเทียบกับคนอื่น หรือเครียดไปกับข่าวสารบ้านเมืองได้

หากเพื่อน ๆ คนไหนรู้สึกว่าตัวเองมีอาการที่เข้าขั้นรุนแรงซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแล้ว ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญนะคะ อย่ามองข้ามเพียงเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะอาจทำไปสู่ภาวะที่ซับซ้อนและยากที่จะรักษามากกว่าเดิม ดูแลสุขภาพจิตและสุขภาพกายตัวเองกันด้วย อย่าให้ภาวะ Burnout Syndrome มาทำอะไรเราได้นะคะ~

References : 

บทความแนะนำที่เกี่ยวข้อง