วันนี้ Wongnai มีนัดกับผู้ก่อตั้งทั้ง 3 ของ The Old Man เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับ The Old Man (Pop-Up) Experienceใกล้ล็อบบี้ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯที่เปิดให้บริการสั้น ๆ เพียง 3 เดือน จนถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้ เรื่องราวของบาร์อันดับ 1 ของเอเชีย จาก Asia’s 50 Best Bars 2019 มีประเด็นที่น่าสนใจว่าเหตุใดบาร์ค็อกเทลที่เปิดให้บริการไม่ถึง 2 ปี จึงก้าวขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของเอเชียได้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่ารวมเอาบาร์เทนเดอร์ดังเอาไว้ด้วยกัน ทำให้ที่นี่เป็นร้านแถวบางรักที่น่าไปทีเดียว


“อังกุง ปราโบโว” (Agung Prabowo) “เจมส์ ทามัง” (James Tamang) และ “โรแมน กาเล” (Roman Ghale) คือ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ The Old Man Hong Kong, The Old Man Singapore, The Sea by The Old Man Hong Kong และล่าสุด The Old Man (Pop-Up) Experience
อังกุง หนึ่งในผู้ก่อตั้งเล่าว่า “The Old Man เป็นคอนเซปต์ร้านบาร์ค็อกเทลที่เล่าเรื่องของเออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ (Ernest Hemingway) และชื่อนี้ก็มาจากวรรณกรรมยอดนิยมของเฮมมิงเวย์เรื่อง “เฒ่าทะเล” หรือ “The Old Man and The Sea” ซึ่งทำให้ทุกคนรู้จักเขา เขายังโด่งดังในมุมของคุณลุงนักดื่มและนักเดินทาง เราอยากเล่าเรื่องดี ๆ ของคุณลุงที่มีมากมาย เขาเดินทางไปทั่วโลก ไปขลุกอยู่ในเมืองต่างๆ เราเลยทำบาร์ขึ้นมาเพื่อขอบคุณคุณลุงที่เป็นแรงบันดาลให้เรา”

อังกุง เสริมต่อว่า “ชื่อก็เลยมาจากวรรณกรรมเรื่องนั้น เราชอบความไม่ยอมแพ้ของชาวประมงต่อการต่อสู้กับปลาใหญ่ตลอด 84 วัน กับการใช้ชีวิตท่ามกลางการถูกดูถูกว่าคนแก่ไม่มีทางจับปลาใหญ่ได้ และวรรณกรรมเรื่องนี้ก็สื่อความเป็นพวกเราทั้ง 3 คน เราทำงานในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มอย่างหนัก ทั้งกลางวัน กลางคืน แม้กระทั่งนอนหลับ เราต้องต่อสู้กับภรรยาและกิ๊กของเรา ฮ่า เราทำงานในอุตสาหกรรม Food & Beverage ทุกคนมีความฝันมีเป้าหมายเพื่อมีร้านอาหารและบาร์ของตัวเอง สำหรับเราบาร์จึงเปรียบได้กับปลาใหญ่ที่เราจับมาได้สำเร็จ”

ส่วน เจมส์ อธิบายว่าทำไมถึงมี The Old Man ถึง 2 แห่ง แทนที่จะเป็น The Sea ตามมาเป็นแห่งที่ 2 “เราตั้งใจปล่อยร้านในชื่อของ The Old Man ก่อน เพราะว่าเป็นเรื่องของใบอนุญาต เรื่องของโครงสร้างดีไซน์ และเราก็อยากเปิดที่สิงคโปร์ก่อนมาเปิด The Sea by The Old Man เพื่อทำให้ตำนานของวรรณกรรมเรื่องนี้สมบูรณ์ เมื่อเราเปิด The Old Man ผู้คนมักจะถามถึงว่าแล้ว The Sea ล่ะ อย่างที่ทราบครับว่า The Sea เพิ่งเปิดมาได้ 3 เดือนโดยประมาณ”


เมื่อ Wongnai ถามถึงความแตกต่างของ The Old Man ทั้ง 2 แห่ง เจมส์ ตอบว่า “99 % เหมือนกันมาก แต่ด้วยพื้นที่ของฮ่องกงจำกัดกว่าก็เลยเล็กมาก แต่บรรยากาศและเฟอร์นิเจอร์แทบจะเหมือนกันเลยครับ เราไม่ได้อยากให้เหมือนกันขนาดนั้น แต่เราก็ต้องการสร้างอัตลักษณ์ที่บอกความเป็นแบรนด์ของเรา เมื่อเราไปเปิดในประเทศไหนก็อยากให้เห็นแล้วจำได้ในแบบเดียวกันครับ”
อังกุง เสริมว่า “คุณคงเคยได้ยินเวลาเราเปิดบาร์ชื่อเดียวกัน คอนเซปต์เดียวกัน บางคนมักจะนำเอามาเปรียบเทียบกัน เราเลยอยากสร้างมายด์เซตของลูกค้าว่าไปได้เหมือนกัน ต่างกันที่ความกว้างขวาง”


ส่วนความต่างของ The Old Man และ The Sea by The Old Man อังกุง ตอบว่า “The Old Man มีเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ค็อกเทลครับ ส่วน The Sea by The Old Man เหมาะสำหรับผ่อนคลายหลังทำงาน คล้าย ๆ เลานจ์หน่อย ๆ The Old Man อยู่ในย่าน Central ที่รวมร้านอาหารและบาร์ไว้เยอะมาก ส่วน The Sea by The Old Man ไกลออกไปจากย่านกินดื่มประมาณ 10 นาที เป็นย่านที่พักอาศัย เราจึงเปิดเร็วและปิดเร็ว ไม่อยากรบกวนคนแถวนี้ ส่วนเครื่องดื่ม The Old Man มีความอาวองการ์ด ส่วน The Sea by The Old Man นำเสนอแบบตรง ๆ ง่าย ๆ ไม่มีเทคนิคเยอะแยะ ให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายแบบ Stranght Forward เป็นซิกเนเจอร์เหมือนกัน เรานำเสนอรสชาติของทะเล ดิน หิน ที่มี Mineral Content สูง”


Wongnai ยังขอให้ทีมช่วยอธิบายถึงอุปกรณ์ของบาร์ที่เรียกว่า Rotovap คราวนี้เป็นโรแมนมาช่วยตอบ “มันคือ Rotary Evaporator หรือ Rotovap ที่พื้นฐานก็คือ Distillery Machine หรือจะบอกว่าเป็นเครื่องกลั่นขนาดเล็กก็ได้ ในอังกฤษมีโรงกลั่นเล็ก ๆ ที่กลั่นเหล้าจินด้วยเครื่องนี้ แต่เราใช้มันเพื่อค็อกเทล เราสามารถทำสปิริตของเราเองได้ครั้งละ 1 - 2 ลิตร เราสามารถเล่นกับสปิริตของเราได้มากมาย และมันท้าทายตัวเรามาก เราไม่สามรถทำมันออกมาแล้วได้รสชาติเดิมตลอด สมมุติว่าคุณจะทำจินกับโหระพา คุณต้องเซตเครื่องต่างกันไปในแต่ละครั้งเพื่อให้ได้สิ่งที่คุณต้องการ หรือให้ใกล้เคียงสิ่งที่เคยทำมาให้มากที่สุด”


และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของ The Old Man ที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน พบกับ The Old Man (Pop-Up) Experienceใกล้ล็อบบี้ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ที่เปิดให้บริการสั้น ๆ เพียง 3 เดือน จนถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้
ติดตามเรื่องราวร้านอาหารดี ๆ จาก #ห้ามพลาด ที่จะมาเล่าเรื่องราวของร้านอาหารมากกว่าเพียงรีวิวร้านอาหารใหม่ แต่อาหารมีเรื่องราวซ่อนอยู่เสมอ อ่านต่อได้ที่





