การเปิดร้านกาแฟ เปิดคาเฟ่ในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ หรือบรรยากาศอีกต่อไป แต่ยังต้องมีกลยุทธ์ที่คมชัด และการจัดการที่ชาญฉลาด บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจทุกมิติของการทำธุรกิจร้านกาแฟให้ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่การวางแผนการเงินไปจนถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ร้านในฝันของคุณไม่เป็นแค่ความฝัน แต่เป็นความจริงที่ยั่งยืน
ทุกวันนี้การเปิดคาเฟ่มักจะแข่งขันให้เติบโตด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์การตกแต่งของร้าน บรรยากาศภายในร้าน เมนูสร้างสรรค์ รสชาติถูกใจคอกาแฟ สไตล์การให้บริการ หรือทำเลที่ตั้งที่เดินทางสะดวก ทุกองค์ประกอบล้วนสำคัญที่จะช่วยดึงดูดให้ลูกค้าขาจรกลับมาเป็นลูกค้าประจำ
อย่างไรก็ตาม หากอยากเปิดร้านกาแฟ เปิดคาเฟ่ และต้องการผลักดันธุรกิจให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดทางธุรกิจให้เป็นแผนการเงินที่ชัดเจน สอดคล้องกับร้านกาแฟในฝันของคุณ ซึ่งรวมถึงการพิจารณาสิ่งเหล่านี้
- เงินลงทุนเริ่มต้น และเป้าหมาย: ทำความเข้าใจงบประมาณที่ต้องใช้ และกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการเปิดร้าน
- จุดคุ้มทุน: วิเคราะห์ยอดขายขั้นต่ำที่ต้องทำต่อเดือน เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดและเริ่มมีกำไร
- ระยะเวลาคืนทุน: ประเมินว่าต้องใช้เวลากี่เดือนหรือกี่ปี กว่าเงินลงทุนจะกลับคืนมา
- การนำเทคโนโลยีมาใช้: พิจารณาเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดการร้าน เช่น Wongnai POS ระบบ POS ร้านกาแฟ ที่ช่วยให้เจ้าของร้านสามารถบริหารร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่วันแรก และมาพร้อมฟีเจอร์เสริมสำหรับร้านกาแฟโดยเฉพาะ เช่น Queue Display และ Wongnai POS Order & Pay เป็นต้น
ถ้าวางแผนสิ่งเหล่านี้ให้ดี ร้านกาแฟของคุณก็มีรากฐานที่มั่นคง เพื่อให้ทุกก้าวของการทำธุรกิจร้านกาแฟเป็นไปอย่างราบรื่น และมีทิศทางที่ชัดเจน คุณสามารถดูแนวทางในการวางแผนธุรกิจร้านกาแฟได้ ที่นี่

เจาะลึกประเภทร้านกาแฟ เปิดร้านกาแฟรูปแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
ในปัจจุบันรูปแบบร้านกาแฟมีการผสมผสาน และปรับเปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่หลากหลาย ทำให้เกิดมิติใหม่ ๆ ในการสร้างประสบการณ์กาแฟที่แตกต่างกัน โดยวันนี้เราขอนำเสนอร้านกาแฟ 3 ประเภทหลัก ๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมในไทย
1. ร้านกาแฟประเภท Quick Service (จ่ายก่อนกิน)

ร้านกาแฟประเภท Quick Service (จ่ายก่อนกิน) จะเน้นที่ความเร็ว และความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ลูกค้าที่มีเวลาน้อย ต้องการความเร่งรีบ เรามักพบเห็นร้านเหล่านี้ได้ตามอาคารสำนักงาน สถานีรถไฟฟ้า หรือย่านธุรกิจที่มีผู้คนพลุกพล่าน ซึ่งร้านกาแฟประเภทนี้มีระบบสั่งอาหาร รับชำระเงิน และจัดการออเดอร์ที่รวดเร็ว ร้านกาแฟที่เป็น Quick Service อาจเป็นแบบเคาน์เตอร์เล็ก ๆ (Kiosk) หรือมีเพียงพื้นที่ยืนรอรับเครื่องดื่ม ไม่ได้เน้นที่นั่งมากนัก
2. Co-working Café / Work-Friendly Café
คาเฟ่แนว Co-working Coffee ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกลุ่มคนที่ต้องการพื้นที่ทำงานนอกบ้านหรือสำนักงาน มักจะมีปลั๊กไฟเพียงพอ Wi-Fi ความเร็วสูง บรรยากาศที่เงียบสงบ หรือมุมส่วนตัวสำหรับการทำงาน มีเมนูเครื่องดื่มและอาหารเบา ๆ ที่สามารถนั่งทานได้นาน ๆ ตอบโจทย์ฟรีแลนซ์ นักเรียนนักศึกษา หรือคนทำงาน Work From Anywhere
3. Themed / Specialty Coffee
“การสร้างบรรยากาศ และประสบการณ์ที่แตกต่าง คือ หัวใจสำคัญของร้านประเภทนี้”
ร้านกาแฟประเภทนี้ไม่ได้ขายแค่กาแฟ แต่ขาย "ประสบการณ์" หรือ "เรื่องราว" อาจเป็นร้านที่มีธีมการตกแต่งเฉพาะตัว เช่น ร้านสไตล์มินิมอล วินเทจ แคมปิง หรือเน้นกิจกรรมพิเศษ เช่น ร้านกาแฟที่มีมุม Art Gallery ร้านกาแฟสำหรับคนรักสัตว์ (Pet-Friendly Cafe) ร้านที่จัดเวิร์กช็อปการชงกาแฟ หรือร้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแหล่งที่มาของเมล็ดกาแฟ (Single Origin) เป็นต้น
ร้านกาแฟหลากหลายประเภทนี้ต่างก็มุ่งเน้นการมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ลูกค้า และหลาย ๆ ร้านก็เลือกใช้ Wongnai POS ที่ขึ้นชื่อเรื่อง POS ร้านกาแฟโดยเฉพาะ เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการบริหารจัดการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นร้านที่ต้องการความรวดเร็ว หรือร้านที่เน้นการสร้างสรรค์ประสบการณ์พิเศษให้ลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น ร้าน %Arabica และ Bottomless ที่เลือกวางใจใช้ Wongnai POS เข้ามาช่วยในการจัดการร้าน
วางแผนทางการเงินที่ดี กุญแจสู่ความสำเร็จของการเปิดร้านกาแฟ
การวางแผนการเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ก่อนเริ่มเปิดร้านคาเฟ่ จะช่วยให้คุณเข้าใจ และสามารถคาดการณ์รายรับรายจ่ายในอนาคตได้อย่างเป็นระบบ โดยรายจ่ายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับร้านจะต้องถูกจดบันทึกไว้อย่างชัดเจนไม่ให้ตกหล่น
รู้จักเป้าหมายตัวเองก่อนเปิดร้านกาแฟ
เมื่อรู้แล้วว่าจะเปิดร้านกาแฟ เปิดคาเฟ่แบบไหน เงินลงทุน ต้นทุน ค่าใช้จ่าย และราคาขายจะต้องสอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น หากตั้งใจจะขายกาแฟราคาไม่เกิน 50 บาท แต่กลับลงทุนกับการตกแต่งร้านหรูหรา หรือจ้างพนักงานจำนวนมาก ระยะเวลาคืนทุนก็จะยาวนานขึ้น ซึ่งคุณต้องพิจารณาว่ายอมรับได้หรือไม่
ความพอใจของผู้ประกอบการแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนพอใจจะเปิดร้านเป็นอาชีพเสริม ไม่มีค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ไม่มีค่าเช่า กำไรขาดทุนไม่สำคัญเท่าไรนัก แต่บางคนต้องการเงินทุนคืนเร็ว เพราะมีการกู้ยืมเงินมาลงทุน จึงจำเป็นต้องพิจารณาภาระหนี้ที่ต้องชำระคืนต่อเดือนเทียบกับความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานด้วย อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งราคาขายได้ที่นี่
พิจารณาเงินลงทุนเริ่มต้น และเข้าใจเงินทุนหมุนเวียน
เงินลงทุนเริ่มต้น ได้แก่ ค่าก่อสร้าง ออกแบบ ตกแต่งร้าน ค่าป้าย เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ-ที่นั่ง เคาน์เตอร์กาแฟ ค่าวางระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ เครื่องปรับอากาศ เครื่องชงกาแฟ อุปกรณ์ชงกาแฟ เครื่องบดกาแฟ เครื่องปั่นน้ำ เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ หากมีเมนูอาหารหรือขนมด้วย ต้องเพิ่มไมโครเวฟ เตาปิ้ง ตู้แช่เค้ก ตู้เย็น เครื่องทำวาฟเฟิล ฯลฯ เครื่องเก็บเงิน หรือระบบ POS ร้านกาแฟ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องรวมในงบลงทุนด้วย เงินลงทุนโดยประมาณเริ่มต้นตั้งแต่ 300,000 บาท - 2,000,000 บาท หรืออาจมากกว่า ขึ้นอยู่กับขนาด และประเภทของร้าน
เงินทุนหมุนเวียน เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีสำรองไว้เพื่อใช้ในการดำเนินงานประจำวัน
- วัตถุดิบสินค้า: เช่น เมล็ดกาแฟ นมสด นมข้นหวาน น้ำตาล วิปครีม น้ำแข็ง ฯลฯ ต้องประเมินการใช้งานอย่างแม่นยำเพื่อไม่ให้เหลือทิ้ง หรือขาดสต๊อก
- บรรจุภัณฑ์: เช่น แก้วกาแฟ (ทั้งร้อน และเย็น) ฝาปิด ไม้คน หลอดดูด กระดาษทิชชู การทำโลโก้บนแก้วอาจมีขั้นต่ำการสั่งซื้อ และพื้นที่จัดเก็บที่ต้องพิจารณา
- ค่าจ้างพนักงาน: ทั้งพนักงานประจำ และ Part-Time ควรคำนวณจำนวนที่เหมาะสมกับปริมาณลูกค้า รวมถึงสวัสดิการ โบนัส และค่าทำงานล่วงเวลา
- ค่าสาธารณูปโภค: ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปาที่สามารถเทียบเคียงกับร้านข้างเคียงได้
- ค่าเช่าสถานที่: ศึกษาสัญญาเช่าให้ละเอียด ทั้งค่าเช่ารายเดือน ค่าเช่าล่วงหน้า เงินมัดจำ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าที่จอดรถ และภาษีต่าง ๆ เช่น ภาษีโรงเรือน
เงินทุนหมุนเวียนข้างต้นจะต้องมีเงินสดสำรองไว้ชำระในกรณีที่รายได้ไม่แน่นอน
การมีเงินทุนหมุนเวียนสำรองไว้ 3-6 เดือน เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่รายได้ไม่แน่นอน ไม่ควรใช้เงินจนหมดในครั้งแรกที่ลงทุน เราต้องมีเงินในการหมุนเวียนธุรกิจด้วยเหมือนเก็บไว้อีกก๊อกเผื่อฉุกเฉิน
ตัวอย่างประมาณการเงินทุนหมุนเวียนต่อเดือน (สำหรับร้านกาแฟขนาด 50 ตร.ม.):
ค่าเช่ารายเดือน (ตร.ม.ละ 1,200 บาท): 60,000 บาท
- เงินเดือนผู้จัดการ 1 คน + พนักงาน 2 คน (รวมโบนัส): 48,000 บาท
- ค่าน้ำค่าไฟ: 8,000 บาท
- วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ (ประมาณ 18 บาท/แก้ว x 100 แก้ว/วัน x 30 วัน): 54,000 บาท
- รวมเงินทุนหมุนเวียนต่อเดือน: 170,000 บาท
- เงินทุนสำรอง 3 เดือน: 170,000 บาท x 3 = 510,000 บาท
รวมเงินลงทุนทั้งหมด: สมมติเงินลงทุนก่อสร้างและอุปกรณ์ 1,100,000 บาท + เงินทุนหมุนเวียนสำรอง 510,000 บาท = 1,610,000 บาท
วิเคราะห์จุดคุ้มทุน และระยะเวลาคืนทุนในการเปิดร้านกาแฟ
จุดคุ้มทุน (Break-Even Point) คือ เป้าหมายขั้นต่ำในการดำเนินงานของร้านในแต่ละเดือน หากขายได้ต่ำกว่าจุดคุ้มทุนแปลว่าขาดทุน การคำนวณจุดคุ้มทุนช่วยให้คุณทราบยอดขายขั้นต่ำที่จำเป็นต้องทำได้ เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
การประเมินระยะเวลาคืนทุน สามารถคำนวณได้จากต้นทุนเริ่มต้นทั้งหมด (ไม่รวมเงินทุนหมุนเวียน) หารด้วยกำไรจากการดำเนินงานต่อเดือน ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมว่าต้องใช้เวลากี่เดือนหรือกี่ปีในการคืนทุน และยังสามารถวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนเพื่อวางแผนปรับปรุงการบริหารงานต่อไปได้
อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน และต้นทุน ได้ที่นี่
อย่าเพิ่งตกใจ! การวางแผนที่ดีช่วยให้การลงทุนราบรื่น
แม้ตัวเลขเงินลงทุนเริ่มต้นจะดูมากมาย แต่อย่าเพิ่งตกใจครับ นี่เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ยิ่งเราประเมินเงินลงทุน และค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยป้องกันไม่ให้งบประมาณบานปลายได้มากเท่านั้น
จำไว้เสมอว่า ความรู้พื้นฐานทางการเงินนั้นสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากจะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้การวางแผนธุรกิจร้านกาแฟของคุณมีแนวทางที่ชัดเจนขึ้นด้วย หากศึกษาและเรียนรู้ไว้ จะเป็นผลดีกับร้านของคุณเองในระยะยาว
ระบบ Wongnai POS พร้อมฟีเจอร์เสริม ตัวช่วยจัดการร้านกาแฟยุคใหม่
ตัวช่วยอย่าง Wongnai POS จะทำให้คุณสามารถควบคุมต้นทุน จัดการสต๊อกได้อย่างแม่นยำ และมีรายงานยอดขายที่ชัดเจน เป็นระบบ POS ร้านกาแฟที่ช่วยให้การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนและประเมินระยะเวลาคืนทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก คุณจะเห็นภาพรวมธุรกิจ และสามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมั่นใจ และยังมีฟีเจอร์เสริมที่โดดเด่นมากมาย สำหรับร้านกาแฟโดยเฉพาะ ที่จะช่วยให้การจัดการร้านเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้น เช่น
- Wongnai Order & Pay ช่วยให้ลูกค้าของร้านกาแฟสแกนสั่ง และจ่ายเงินเองได้เลย ไม่ต้องต่อคิวรอสั่งกับพนักงาน พร้อมแจ้งเตือนผ่าน LINE ทันทีที่เครื่องดื่มพร้อมรับ ทำให้การบริหารจัดการคิวของร้านกาแฟประเภท Quick Service หรือคาเฟ่ที่มีลูกค้าหนาแน่น เป็นไปอย่างราบรื่น และรวดเร็ว
- ระบบแสดงลำดับคิว และอัปเดตสถานะออเดอร์ (Queue Display) เชื่อมต่อกับระบบ POS โดยตรง เมื่อรับออเดอร์กาแฟปุ๊บ เมนูจะไปแสดงบนจอทีวีทันที ช่วยให้พนักงานหน้าบาร์หมดห่วงเรื่องคิวออเดอร์ สามารถโฟกัสกับการทำงานส่วนอื่นได้อย่างเต็มที่ และลูกค้าก็รับรู้สถานะของเครื่องดื่มตัวเองได้ชัดเจน ลดการสอบถาม และช่วยจัดการคิวคำสั่งซื้อหน้าร้านได้ดีขึ้น
- ระบบจัดการสมาชิก CRM ช่วยให้ร้านกาแฟเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าแต่ละคนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น เมนูกาแฟโปรด ความถี่ในการมาใช้บริการ หรือยอดใช้จ่าย เพื่อนำข้อมูลมาทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล เช่น การมอบส่วนลดวันเกิด หรือโปรโมชั่นสำหรับเครื่องดื่มที่ลูกค้าชื่นชอบ อีกทั้งยังช่วยเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เครื่อง EDC ที่รองรับการรับชำระครอบคลุมทุกรูปแบบ ทั้งบัตรเครดิต และบัตรเดบิต LINE Pay พร้อมเพย์ และ e-wallet ชั้นนำมากมาย เช่น Wechatpay และ Alipay เป็นต้น เพื่อที่จะขยายฐานลูกค้าให้รองรับลูกค้าชาวต่างชาติได้ด้วย และช่วยยังมีส่วนเพิ่มยอดขายต่อบิลให้มากขึ้น
หากคุณกำลังมองหาระบบ POS ที่ครบจบในเครื่องเดียว Wongnai POS พร้อมช่วยให้การจัดการร้านของคุณง่ายขึ้น พร้อมเชื่อมต่อทุกช่องทางการชำระเงิน ใช้งานง่าย และเหมาะกับร้านอาหารทุกรูปแบบ
สนใจลงทะเบียน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้เชี่ยวชาญ 👉🏻 คลิกเลย!

บทความโดย คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ : กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีโนซิส จำกัด ที่ปรึกษาการวางแผนกลยุทธ์ การเงินธุรกิจ และแฟรนไชส์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม สถาบันธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร


