มือใหม่ต้องรู้! อยากลงทุนใน “Cryptocurrency” ต้องเริ่มยังไง?
  1. มือใหม่ต้องรู้! อยากลงทุนใน “Cryptocurrency” ต้องเริ่มยังไง?

มือใหม่ต้องรู้! อยากลงทุนใน “Cryptocurrency” ต้องเริ่มยังไง?

อยากลงทุนใน Cryptocurrency แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ต้องไม่พลาดบทความนี้ เพราะเราทำสรุปขั้นตอนการลงทุนในคริปโทฯแบบเข้าใจง่ายมาให้แล้ว!
writerProfile
11 มิ.ย. 2021 · โดย

สินทรัพย์ลงทุนที่เป็นกระแสและร้อนแรงที่สุดในตอนนี้คงหนีไม่พ้น คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือ สินทรัพย์ดิจิทัล เพราะตั้งแต่ Bitcoin ราคาขึ้นไปแตะ 1 ล้านบาท เมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมา ก็ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่แห่เข้ามาลงทุนและเก็งกำไรในตลาดคริปโทฯกันแบบล้นหลาม ซึ่งคำถามยอดฮิตของมือใหม่เมื่อเข้ามาในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ก็คือ 'อยากลงทุนใน Cryptocurrency ต้องเริ่มยังไง?' วันนี้ Wongnai Beauty เลยทำสรุปขั้นตอนการลงทุนในคริปโทฯแบบเข้าใจง่ายมาไว้ในบทความนี้แล้ว! 

Step 1 : รู้จักเทคโนโลยี Blockchain 

รู้จักเทคโนโลยี blockchain

บอกเลยว่า Blockchain Technology เป็นสิ่งแรกที่มือใหม่ทุกคนต้องรู้จัก และทำความเข้าใจกับมันอย่างลึกซึ้ง เพราะ Blockchain Technology หรือ เทคโนโลยีบล็อกเชน ถือเป็นระบบการทำงานที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin (บิทคอยน์) และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ พูดง่าย ๆ คือเป็นระบบที่ทำให้การโอนสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นได้ ซึ่งความโดดเด่นจริง ๆ ของเทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่ตรงที่เค้าเป็นระบบที่ไม่มีตัวกลางหรือองค์กรใด ๆ ควบคุม จึงทำให้การทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินดิจิทัลนั้นมีความโปร่งใส ปลอดภัยจากการแก้ไขโดยคนใดคนหนึ่ง

Step 2 : รู้จักเหรียญดิจิทัลต่าง ๆ 

รู้จักเหรียญ Cryptocurrency ต่าง ๆ

หลังจากที่เรารู้จักกับเทคโนโลยีบล็อกเชนแล้ว สเต็ปต่อมาเราต้องรู้จักเหรียญดิจิทัลต่าง ๆ กันค่ะ โดยเราขอแบ่งเหรียญดิจิทัลออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • Bitcoin : เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกของโลก ที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกันได้อย่างอิสระผ่านระบบ Blockchain 
  • Altcoin : คำว่า Altcoin มาจากการรวมกันของคำว่า 'Alternative' ที่แปลว่าทางเลือก และ 'Coin' ที่แปลว่าเหรียญ สรุปว่ามันก็คือเหรียญทางเลือกจากบิทคอยน์นั่นเอง โดยแต่ละเหรียญจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป เช่น เป็นสกุลเงิน เป็นแพลตฟอร์ม Smart Contract ซึ่งปัจจุบัน Altcoin ทั่วโลกมีมากกว่าถึง 5,000 สกุลด้วยกัน!
  • Stable Coin : เป็นเหรียญที่ถูกตรึงไว้กับสกุลเงินที่จับต้องได้ เช่น เงินบาท เงินดอลลาร์ โดยมีอัตราส่วน 1:1 เช่น 1 USDT เท่ากับ 32 ดอลลาร์ 

Step 3 : รู้จัก White Paper

รู้จัก White Paper

เวลาเราจะหาหุ้นพื้นฐานดี ๆ สักตัว เราก็ต้องดูงบการเงิน ถ้าอยากได้กองทุนรวมดี ๆ สักกองก็ต้องอ่าน Fund Fact Sheet และแน่นอนว่าถ้าอยากลงทุนในเหรียญคริปโทฯพื้นฐานดีสักเหรียญก็ต้องอ่าน White Paper เพราะมันจะทำให้เรารู้วัตถุประสงค์ในการสร้างเหรียญที่เราจะลงทุน อีกทั้งยังช่วยให้เรารู้ว่าเหรียญที่เราจะลงทุนนั้นสร้างด้วยกลไกอะไร มีความต้องการซื้อ (Demand) และความต้องการขาย (Supply) เป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจได้ว่าจะลงทุนในเหรียญนั้นดีหรือไม่ 

Step 4 : รู้ข้อดี ข้อเสีย ของตลาด Cryptocurrency 

ข้อดี ข้อเสีย ของ Cryptocurrency

ต่อมาเราก็ต้องรู้ ข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยงของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีให้ดีก่อนเริ่มลงทุน เพื่อที่เราจะได้รู้ตัวเองว่าเรายอมรับความเสี่ยง และพร้อมที่จะสูญเสียเงินต้นได้หรือเปล่า  

ข้อดี

  • ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อย มีเงินแค่ 10 บาท ก็สามารถลงทุนได้
  • สามารถถือครองเหรียญเป็นหน่วยย่อยได้ เช่น สมมติว่าตอนนี้ 1 Bitcoin ราคา 1 ล้าน บาท แต่เรามีเงินแค่ 1,000 บาท แสดงว่าเราสามารถซื้อ Bitcoin ได้ 0.001 Bitcoin สรุปง่าย ๆ คือ ไม่ต้องมีเงิน 1 ล้านก็สามารถซื้อเป็นหน่วยย่อยได้นั่นเอง
  • สามารถเทรด หรือ ซื้อ-ขาย ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด
  • สภาพคล่องสูง สามารถฝาก-ถอน เงินได้ตลอดเวลา เช่น หากเราต้องการใช้เงินด่วนมาก ๆ เราก็สามารถถอนออกมาใช้ได้ทันที 

ข้อเสีย

  • ราคามีความผันผวนสูงมาก แน่นอนว่าความเสี่ยงก็สูงมากเช่นกัน 
  • มีโอกาสที่เงินต้นจะลดลงหรือสูญเสียเงินต้นได้มากถึง 80% แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีความรู้เรื่องการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค และรู้จักตลาดคริปโทฯเป็นอย่างดี โอกาสที่เราจะได้กำไรจากตลาดก็มากถึง 80% เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ High Risk - High Return จริง ๆ ค่ะ 
  • บางประเทศยังไม่มีกฎหมายรองรับ 

Step 5 : เลือกเว็บเทรด Cryptocurrency ที่ชอบ

เว็บเทรด Cryptocurrency ยอดนิยม ได้รับใบอนุญาตจาก กลต.

สำหรับการเลือกเว็บเทรด Cryptocurrency หลัก ๆ แล้วควรจะเลือกเว็บเทรดที่ได้รับใบอนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. แล้วเท่านั้น นอกจากนี้อาจจะเลือกเว็บเทรดที่มีเหรียญให้เทรดได้เยอะ ๆ และค่าธรรมเนียมการซื้อขายสมเหตุสมผล ซึ่งวันนี้เราก็มีตัวอย่างเว็บเทรดสัญชาติไทยที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. มาแนะนำ!

Bitkub

เป็นเว็บเทรดคริปโทฯสัญชาติไทยที่ก่อตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2561 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. จุดเด่นของ Bitkub คือสามารถเทรดบิทคอยน์ หรือเหรียญดิจิทัลอื่น ๆ ด้วยเงินบาท อีกทั้ง Bitkub ยังถือเป็นเว็บเทรด Cryptocurrency ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทย

Satang Pro

อีกเว็บเทรดคริปโทฯสัญชาติไทยอีกเจ้าที่น่าเชื่อถือ ก่อตั้งเมื่อปี 2560 ในชื่อ TDAX ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Satang Pro และอยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. เช่นกัน

Bitazza

เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. และกระทรวงการคลังแห่งประเทศไทย เว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ Bitazza ได้รับการพัฒนาถึงขีดสุดเพื่อกระบวนการสมัครที่รวดเร็วและง่ายดาย

Zipmex

ความดีงามของ Zipmex คือเค้าเป็นเว็บไซต์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายเดียวในไทยที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ใครที่ซีเรียสเรื่องค่าธรรมเนียมในการเทรดบอกเลยว่า Zipmex นี่แหละตอบโจทย์มาก 

Step 6 : หัดวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค

 หัดวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค

หลังจากที่เรารู้จักพื้นฐานของเหรียญจากการอ่าน White Paper และเปิดบัญชีเทรดกับบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. แล้ว เราก็ต้องรู้จักวิเคราะห์กราฟทางเทคนิคให้เป็น เพื่อที่เราจะได้ลงทุนในเหรียญที่พื้นฐานดี และได้มาในราคาที่เหมาะสม โดยเราได้ลิสต์สิ่งที่มือใหม่ต้องรู้เกี่ยวกราฟทางเทคนิคมาให้ ดังนี้

  • กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart)
  • Time Frame (TF)
  • แนวโน้มการเคลื่อนที่ของราคา (Trend) ได้แก่ แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend), แนวโน้มขาลง (Downtrend) และแนวโน้มเคลื่อนที่ไปด้านข้าง (Sideway)
  • ปริมาณการซื้อขาย (Volume)
  • แนวรับ-แนวต้าน (Support & Resistance)
  • อินดิเคเตอร์ (Indicator) พื้นฐานต่าง ๆ เช่น EMA, RSI, MACD

Step 7 : รู้จักควบคุมความเสี่ยงและบริหารเงินลงทุน

รู้จักควบคุมความเสี่ยงและบริหารเงินลงทุน

สิ่งสุดท้ายที่นักลงทุนทั้งมือใหม่และมือเก๋าต้องรู้ และรู้จักนำไปใช้ให้เป็นก็คือ "การควบคุมความเสี่ยง และบริหารเงินลงทุน"  ไม่ว่าเราจะลงทุนในสินทรัพย์อะไร โดยเราได้สรุปวิธีการควบคุมความเสี่ยงและการบริหารเงินลงทุนอย่างง่ายมาให้แล้ว! 

การควบคุมความเสี่ยง

  • ต้องรู้จักการ Stop Loss และ Cut Loss
    - Stop Loss คือ การขายสินทรัพย์เมื่อเห็นว่ากำไรเริ่มลดลง เช่น ตอนนี้เราทำกำไรได้ 50% แต่จู่ ๆ ราคาของสินทรัพย์ก็เริ่มลดลงจนทำให้กำไรของเราลดลง เราก็ต้องตัดสินใจขายทันทีเพื่อไม่ให้กำไรของเราลดลงไปมากกว่านี้
    - Cut Loss คือ การขายสินทรัพย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากขึ้นไปอีก เช่น ตอนนี้เราขาดทุนอยู่ 10% เราก็ต้องตัดสินใจขายขาดทุนทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มันขาดทุนไปมากกว่านี้
  • กระจายการลงทุนในหลาย ๆ เหรียญ 

การบริหารเงินลงทุน

  • ควรใช้เงินเย็นในการลงทุน ไม่ควรไปกู้เงิน หรือยืมเงินคนอื่นมาลงทุน
  • แบ่งเงิน 10-20% ของเงินเดือนมาลงทุน ไม่ควรใช้เงินทั้งหมดที่มีมาลงทุน
  • ซื้อเหรียญแค่ 60% ของจำนวนเงินที่นำมาลงทุน ส่วนเงินที่เหลือจะเก็บไว้ในกรณีฉุนเฉิน เช่น เก็บไว้ซื้อเหรียญเดิมเพื่อเฉลี่ยต้นทุนลง หรือนำไปลงทุนต่อในเหรียญอื่น ๆ 

โอ้โห! มีแต่เรื่องให้ศึกษาเยอะแยะเต็มไปหมดเลยใช่ไหมคะ บางคนพออ่านมาถึงตรงนี้อาจจะเริ่มท้อแล้ว ขอบอกว่าเราต้องสู้ค่ะ อย่าเพิ่งท้อ เพราะถึงแม้มันจะยาก มันจะเยอะ แต่สุดท้ายแล้วมันส่งผลดีกับตัวเราในระยะยาวแน่นอน ซึ่งกลับกันถ้าเราหุนหันพลันแล่นลงทุนโดยปราศจากความรู้นี่สิมีแต่จะทำให้หมดตัว และหมดกำลังใจจนยอมแพ้ตลาดเลยก็ว่าได้!  

อ่านบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเงินและการลงทุนได้ที่นี่...