อยากขายดีต้องไม่พลาด! สอนดูรายงาน WMA พร้อมทิปสร้างโปรจากฐานข้อมูล
  1. อยากขายดีต้องไม่พลาด! สอนดูรายงาน WMA พร้อมทิปสร้างโปรจากฐานข้อมูล

อยากขายดีต้องไม่พลาด! สอนดูรายงาน WMA พร้อมทิปสร้างโปรจากฐานข้อมูล

อีกฟังก์ชันสำคัญ สอนดูรายงาน WMA ให้เข้าใจลูกค้าเพื่อเลือกสร้างโปรโมชัน งัดกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยจูงใจลูกค้า สร้างยอดขายให้ปังได้ด้วยข้อมูล!
writerProfile
30 พ.ค. 2022 · โดย

ยอดขายดีขึ้นได้อีก ถ้าอ่านรายงานและวิเคราะห์เป็น!

สำหรับร้านค้าบน LINE MAN คงจะคุ้นเคยกับการใช้งานแอปฯ WMA (Wongnai Merchant App) กันแล้ว ในการเปิดร้าน ลงสินค้า ทำโฆษณา และทำโปรโมชัน ฯลฯ

แต่ยังมีอีกฟังก์ชันที่หลายร้านมองข้ามไป นั่นคือ เมนู “รายงาน” ที่ร้านสามารถดูรายงานและกราฟความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์การตลาดของร้านและต่อยอดปรับแผนกลยุทธ์การตลาดร้านอาหารหรือสร้างโปรโมชันให้เหมาะกับสถานการณ์ เรียกออร์เดอร์ เรียกยอดขายได้ปัง! จากฐานข้อมูลของร้าน

หลังอ่านบทความนี้ รับรองว่า คุณจะดูรายงาน WMA เป็น วิเคราะห์ข้อมูลร้านได้ดีขึ้นและได้ไอเดียไปสร้างโปรโมชันเหมาะ ๆ เรียกลูกค้าเข้าร้านได้อีกเยอะแน่นอนครับ

1ทำไมร้านถึงควรดูรายงานเชิงลึก (Insight Report) อย่างสม่ำเสมอ?

สิ่งที่ Wongnai for Business ไม่อยากให้ร้านของคุณพลาดทำเลย ก็คือ การหมั่นดูรายงานหรือรายงานของร้าน ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำการตลาดและการทำโปรโมชัน ตลอดจนการยิงโฆษณา LINE MAN ให้ได้ผลที่สุด

ทำไมร้านถึงควรดูรายงานเชิงลึก (Insight Report) อย่างสม่ำเสมอ?

ทำไมร้านถึงควรดูรายงานเชิงลึก (Insight Report) อย่างสม่ำเสมอ?

  • รู้ยอดขาย รู้ออร์เดอร์ รู้ว่าร้านกำลังเติบโตหรือยอดกำลังลดลง
  • ช่วยให้มองเห็นรูปแบบพฤติกรรมของลูกค้า เช่น ช่วงสุดสัปดาห์ร้านจะขายดีที่สุด
  • รู้ประสิทธิภาพของโฆษณา รู้ว่าใช้งบทั้งหมดเท่าไร มีคนเห็นโฆษณามากน้อยแค่ไหน
  • รู้ว่ามีคนสนใจร้านมากน้อยแค่ไหน ทั้งบนแอปฯ LINE MAN และ Wongnai
  • สามารถนำข้อมูลจากรายงานมาวิเคราะห์สถานการณ์ของร้านและสร้างโปรโมชันที่เหมาะสม

โดยประโยชน์ข้อสุดท้ายที่ล่ะครับ ที่เราอยากจะสื่อสารและช่วยแนะนำให้ร้านสามารถอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลของร้านให้เก่งยิ่งขึ้น

2สอนวิเคราะห์รายงานเชิงลึกแบบโปร ๆ ที่ร้านนำไปปรับกลยุทธ์ได้

ในหน้าแรกของแอป WMA ร้านจะเห็นเมนูต่าง ๆ โดยร้านสามารถดูรายงานการขายของร้านได้ที่เมนู “รายงาน” ร้านจะเห็นรายงานสรุปยอดขายของร้าน ว่าร้านทำยอดได้เท่าไหร่ ซึ่งหลายร้านมักจะหยุดดูที่ตรงนี้ แต่ข้อมูลส่วนที่สำคัญจริง ๆ จะอยู่ใน “รายงานข้อมูลเชิงลึก” ร้านสามารถเลือก “ดูรายงาน” ได้ที่ปุ่มด้านล่างสุด

ในรายงานข้อมูลเชิงลึก ร้านค้าบน LINE MAN ร้านจะสามารถดูรายงานข้อมูลได้จาก 2 แพลตฟอร์ม ทั้งบนแอปฯ LINE MAN และบนแพลตฟอร์มรีวิวยอดนิยมของคนไทยอย่าง Wongnai ทำให้ร้านเห็นภาพรวมได้ดีกว่า มีคนสนใจร้านมากแค่ไหน แล้ว Metric หรือค่าข้อมูลต่าง ๆ จะหมายถึงอะไรบ้าง มาวิเคราะห์ไปพร้อมกัน

รายงานข้อมูลร้านบน LINE MAN

รายงานข้อมูลร้านบน LINE MAN จะประกอบไปด้วยข้อมูล 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 1) ภาพรวมการใช้งานโฆษณา 2) ยอดขายและออร์เดอร์ และ 3) การคลิกเข้าชมและการพบเห็น โดยข้อมูลเชิงลึก (Insight Report) บน LINE MAN จะแสดงถึงประสิทธิภาพของร้านค้าจริง ๆ ว่าขายได้เท่าไหร่และโฆษณาได้ผลแค่ไหน โดยร้านสามารถเลือกช่วงเวลาเพื่อดูข้อมูลย้อนหลังได้

1. ภาพรวมการใช้งานโฆษณา

ภาพรวมการใช้งานโฆษณา

ส่วนภาพรวมการใช้งานโฆษณาประกอบไปด้วยข้อมูลที่มาจากการทำโฆษณา ได้แก่

  • งบที่ใช้ไป: รวมงบประมาณที่ใช้ในการทำโฆษณาทั้งหมดตามช่วงเวลาที่เลือกไว้
  • ยอดขายจากโฆษณา: ยอดขายที่ร้านทำได้จากการที่ลูกค้าคลิกเข้าร้านผ่านโฆษณา
  • ออร์เดอร์จากโฆษณา: ออร์เดอร์ที่ร้านได้จากการที่ลูกค้าคลิกเข้าร้านผ่านโฆษณา
  • การคลิกเข้าชมจากโฆษณา: จำนวนคลิกที่คนคลิกเข้ามาดูร้านผ่านโฆษณา

ข้อมูลในส่วนนี้ ใช้ดูประสิทธิภาพของโฆษณา ดูว่าใช้งบโฆษณาไปเท่าไรแล้วได้ยอดขายมากแค่ไหน คนสนใจร้านมากแค่ไหน

…หากร้านได้ยอดขายจากโฆษณาน้อย แต่มีคนคลิกโฆษณาเยอะ แสดงว่าโฆษณาได้ผล แต่สินค้าในร้านไม่สามารถดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ อาจต้องปรับลดราคาหรือทำโปรโมชันเพิ่มเติม ตลอดจนปรับปรุงเมนูในร้าน


2. ยอดขายและออร์เดอร์

 ยอดขายและออร์เดอร์

ยอดขายและออร์เดอร์จะแสดงออกมาในรูปแบบกราฟที่ทำให้ร้านเห็นแนวโน้มว่ายอดขายและออร์เดอร์ที่ร้านได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง เมื่อร้านรู้สถานการณ์จะได้เตรียมตัวรับมือได้ถูกจังหวะ เช่น หากยอดกำลังตก ร้านอาจจะต้องทำโปรโมชันหรือทำการตลาดเพิ่มเติม หรือถ้าร้านกำลังไปได้ดี อาจทดลองทำโปรโมชันหรือโฆษณาเพื่อตีตลาด สร้างฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ทั้งนี้ แนะนำให้ดูยอดขายและออร์เดอร์โดยเลือกดูข้อมูลตั้งแต่ 1 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อให้เห็นเทรนด์ยอดขายของร้านโดยเฉลี่ย

นอกจากนี้ กราฟรายงานยอดขายและออร์เดอร์ยังแบ่งผลลัพธ์ออกเป็น 2 เส้น คือ เส้นสีส้มหมายถึงผลลัพธ์จากโฆษณา และเส้นสีฟ้าหมายถึงผลลัพธ์ที่คนมาเจอร้านด้วยตัวเอง ทำให้ร้านมีข้อมูลสำหรับเปรียบเทียบว่า ทำโฆษณาแล้วคุ้มหรือไม่ ได้ผลมากเท่าไหร่ ทั้งนี้ เราจะดูกับข้อมูลอีกส่วนนั่นคือ “การคลิกเข้าชมและการพบเห็น” ควบคู่กันเพื่อวิเคราะห์ว่า ร้านควรปรับอะไรหรือควรทำการตลาดต่อไปอย่างไร


3. การคลิกเข้าชมและการพบเห็น

การคลิกเข้าชมและการพบเห็น

การคลิกเข้าชมและการพบเห็นจะช่วยบอกร้านให้รู้ว่า มีคนที่สนใจร้านมากแค่ไหน โดย “การคลิกเข้าชม” หมายถึง จำนวนที่มีคนคลิกเข้ามาเยี่ยมชมร้าน ส่วน “การพบเห็น” จะเป็นจำนวนที่คนมองเห็นร้านแต่ยังไม่ได้ทำอะไร

หากร้านได้จำนวนการคลิกเข้าชมร้านห่างหรือน้อยจากจำนวนการพบเห็นค่อนข้างมาก (จำนวนการคลิกเข้าชมจะน้อยกว่าการพบเห็นเสมอ) แสดงว่า มีคนสนใจร้านน้อย ซึ่งอาจมาจากปัญหาได้หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น

  • ร้านค้นหาไม่เจอ เพราะชื่อยากหรือไม่มีชื่อเมนูปรากฏในชื่อร้าน (User ส่วนใหญ่เสิร์ชหาของกิน ไม่ใช่ร้าน)
  • รูปร้านไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ลูกค้ามองหา เช่น ไม่ใช้รูปอาหาร เป็นรูปอาหารคนละประเภท
  • รูปร้านอาหารไม่สวย ไม่น่ากิน หรือไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลต่อการตัดสินใจคลิกเข้ามาเยี่ยมชมร้าน

หากร้านที่ประสบปัญหานี้ นอกจากจะแก้ปัญหาร้านค้นหาไม่เจอแล้ว อาจทำโปรโมชันเพื่อดึงความสนใจให้คนคลิกเข้ามาชมเมนูโปรโมชันของทางร้านได้ เพราะรูปหน้าร้านของร้านที่ทำโปรโมชันจะมีแท็ก “โปรโมชัน” สีแดง ช่วยดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาดูว่า ร้านมีโปรโมชันอะไรที่น่าซื้อหรือเปล่า

และเช่นเดียวกับข้อมูลในส่วน “ยอดขายและออร์เดอร์” ในกราฟมีเส้นสีส้มและเส้นสีฟ้าแสดงผลลัพธ์จากโฆษณาและจากการเข้าถึงด้วยตัวเองของลูกค้า

ถ้าการเข้าชมและการพบเห็นเยอะ แต่ยอดขายน้อย แสดงว่า ลูกค้าสนใจร้านและโฆษณาได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว แต่เมนูหรือสินค้าของร้านยังไม่น่าดึงดูดใจเท่าไหร่ ร้านอาจแก้ไขเมนูเพิ่มเติมหรือใช้โปรโมชันเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าได้ลองและรู้จักรสชาติของร้านมากขึ้น เป็นการขยายฐานลูกค้า

รายงานข้อมูลร้านใน Wongnai

รายงานข้อมูลร้านใน Wongnai

ร้านอาหารที่เปิดร้านบน LINE MAN สามารถเปิดบัญชีบน Wongnai ได้ด้วย ซึ่งเป็นอีกแหล่งโปรโมตร้านที่ไม่ควรพลาด เพราะลูกค้าสามารถเข้ามาดูรายละเอียดต่าง ๆ ของร้านและให้รีวิวได้ด้วย Wongnai เป็นแพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหารยอดนิยมของคนไทย และเป็นอีกแหล่งสำคัญที่คนใช้เสิร์ชหาร้านอาหารกิน

ฟีเจอร์รายงานเชิงลึกของ WMA ร้านสามารถดูสถิติจากแพลตฟอร์ม Wongnai ได้เช่นกัน โดยข้อมูลในส่วนนี้ จะแสดงความสนใจของผู้คนที่มีต่อร้าน

  1. ความสนใจ (Leads) นับจากการกระทำต่าง ๆ บนหน้าโปรไฟล์ร้าน เช่น กดแชร์ กดโทรหาร้าน กดบันทึกร้าน ฯลฯ จะถูกนับเป็น 1 ความสนใจ
  2. การคลิกเข้าชม (Clicks) เมื่อลูกค้ากดเข้าไปที่โปรไฟล์ของร้านจะถูกนับเป็น 1 การคลิกเข้าชม
  3. การพบเห็น (Impressions) เมื่อมีการแสดงร้านของคุณบนหน้าจอลูกค้า เช่น “บนหน้าผลการค้นหาร้านอาหาร” จะถูกนับเป็น 1 การพบเห็น


ร้านมีคนสนใจมาก ยิ่งน่าทำการตลาด ยิงโฆษณาและทำโปรโมชัน เพื่อให้ร้านติดลมบน สร้างฐานลูกค้าให้หนาแน่น แต่ถ้าหากร้านยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่ สามารถลงรูปอาหารในบัญชี Wongnai ได้ เลือกรูปที่น่ากิน และเชิญชวนลูกค้าให้ช่วยรีวิวเพิ่มเติมก็ช่วยได้ นอกจากนี้ แนะนำให้ทำการตลาดบน LINE MAN (ผ่านการยิงโฆษณา) หรือทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเพิ่มเติม จะช่วยทำให้ร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้น

3เทคนิคสร้างโปรจากข้อมูล! สถานการณ์แบบนี้ โปรแบบไหนถึงได้ผล?

หลังจากที่เราอ่านรายงานเชิงลึกใน WMA กันเป็นและสามารถวิเคราะห์ค่าต่าง ๆ ได้แล้ว ว่าอะไรที่ร้านทำแล้วไปได้ดี อะไรที่ร้านสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ต่อมาคือกลยุทธ์การตลาดด้วยเทคนิคการสร้างโปรฯ ให้เหมาะกับสถานการณ์และพฤติกรรมของลูกค้า

มีข้อมูลอยู่ในมือแล้ว เราก็สามารถออกแบบโปรที่ตอบโจทย์ได้โดยไม่ต้องเดา!

1. ช่วงขายดีต้องยิ่งทำโปรโมชัน (Peak time)

ช่วงขายดีต้องยิ่งทำโปรโมชัน (Peak time)

ในช่วงขายดีเป็นโอกาสทองที่ร้านจะสร้างโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก เพราะว่าการที่ร้านของเรามีช่วงที่ขายดี หรือ Peak Time เป็นรูปแบบที่สม่ำเสมอ เช่น มักจะขายดีวันจันทร์ ทักจะขายดีช่วงสุดสัปดาห์ ฯลฯ แสดงว่า ผู้ใช้งานแอปฯ LINE MAN มีพฤติกรรมต้องการอาหารในหมวดร้านของเราค่อนข้างสูง และร้านของเรามีความนิยมและมีศักยภาพเพียงพอในการดึงส่วนแบ่งการตลาด

ช่วงที่ขายดีของร้าน สามารถเลือกดูยอดขายและออร์เดอร์ตั้งแต่ 2 - 3 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อสังเกตรูปแบบและวันที่ร้านมักจะขายดี โดยโปรโมชันที่น่าทำในช่วงนี้จะเป็นโปรโมชันไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น…

  • การจัดเซตเมนูขายดี ซื้อคู่คุ้มกว่า
  • ลดราคาเมนู
  • 1 แถม 1

การจัดโปรโมชันในช่วง Peak Time จะช่วยให้ร้านดึงดูดลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมร้านมากขึ้นและช่วยให้พวกเขาตัดสินใจสั่งซื้ออาหารกับเราได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ออร์เดอร์และยอดขายร้านก็พุ่ง!

2. จัดโปรลด-แถม กระตุ้นยอดช่วงขายไม่ดี (Down Time)

จัดโปรลด-แถม กระตุ้นยอดช่วงขายไม่ดี (Down Time)

เมื่อเราดูกราฟตั้งแต่ 2 - 3 สัปดาห์ ไปจนถึงหนึ่งเดือนขึ้นไป เราจะพอเห็นแล้วว่า ช่วงใดที่ร้านขายไม่ดี ซึ่งการที่ร้านขายไม่ดีในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า ร้านของเราได้รับความนิยมลดลง เพียงแต่ว่า อาจจะมีปริมาณผู้ใช้งานในแอปฯ ลดลง เช่น ช่วงเวลาทำงานตั้งแต่ 14.00 น. - 17.00 น. ทำให้สถานการณ์การแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น และร้านสามารถดึงลูกค้าเข้าหาร้านได้มากขึ้นโดยการทำโปรโมชัน

  • ลดราคาเมนู : ของลดราคาเป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจลูกค้าได้เสมอ ร้านที่ทำโปรลดราคาบน LINE MAN จะปรากฏแท็กลดราคาบนหน้าร้านด้วย
  • ทำโปร 1 แถม 1 : โปรของแถมเป็นอีกกลยุทธ์ที่ใช้เรียกลูกค้าได้ดีเสมอ เช่นเดียวกัน ร้านที่ทำโปรโมชันจะมีแท็ก “โปรโมชัน” ตัวสีแดงบนรูปร้าน ช่วงดึงสายตาลูกค้าให้มาดู

3. โปรโมตสินค้าที่ขายไม่ดีด้วย เมนู Hero

โปรโมตสินค้าที่ขายไม่ดีด้วย เมนู Hero

เมนู Hero หมายถึง เมนูขายดีที่สุดของทางร้าน เป็นเมนูที่ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักและคนติดใจ อย่างไรก็ตาม ร้านยังอยากขายเมนูอื่น ๆ ที่อร่อยไม่แพ้กันให้ลูกค้าได้ลอง พร้อมกระตุ้นยอดให้เมนูที่เคยขายไม่ดี ขายดีขึ้น ร้านสามารถสร้าง “เซตเมนู” หรือ “จับคู่เมนู” โดยทำโปรให้ราคาถูกลง คุ้มค่ากว่าซื้อแยก

จากเดิมที่ลูกค้าตั้งใจมาซื้อเมนู Hero ของทางร้าน เมื่อเห็นโปรที่คุ้มค่ากว่า ก็อาจจะเปิดใจลองซื้อเมนูเซตหรือเมนูที่จับคู่กับเมนูที่ขายไม่ดี ไม่แน่ว่าลูกค้าหลายคนอาจจะติดใจอีกเมนูที่ร้านตั้งใจนำเสนอก็ได้

4. ขายดีขึ้นไปอีก! เมื่อจับคู่เมนูขายดีกับเมนูขายดี

ขายดีขึ้นไปอีก! เมื่อจับคู่เมนูขายดีกับเมนูขายดี

ขึ้นชื่อว่าเมนูขายดี อย่างไรก็ขายดี แต่เทคนิคในข้อนี้ จริง ๆ แล้วเป็นเทคนิคเพิ่มยอดขายต่อออร์เดอร์ให้กับร้าน ด้วยโปรโมชัน “เซตเมนูขายดี” โดยเมนูที่ขายดีทั้งสองหรือทั้งเซต จะต้องเป็นสินค้าที่ขายและกินในมื้อเดียวกันได้ เช่น อาหาร + เครื่องดื่ม, อาหารจานหลัก + สลัดหรือเมนูข้างเคียง ฯลฯ

จากเดิมที่ลูกค้าอาจจะซื้อเพียงเมนูขายดีเมนูเดียว ลูกค้าก็อาจเลือกซื้อเมนูเซตที่คุ้มค่ามากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ปกติลูกค้ามักจะซื้อ “แฮมเบอร์เกอร์ดับเบิลชีส ราคา 120 บาท” และอีกเมนูขายดีคือ “สปาเก็ตตี้ ราคา 150 บาท” ร้านอาจทำโปรเซตเมนู “แฮมเบอร์เกอร์ดับเบิลชีส + สปาเก็ตตี้ ในราคา 200 บาท” ได้ เพิ่มโอกาสที่จากเดิมร้านจะได้ 120 - 150 บาท ต่อออร์เดอร์ ได้ 200 บาทต่อออร์เดอร์มากขึ้น เพิ่มยอดขายเฉลี่ยของร้านให้สูงขึ้น ทั้งนี้ ราคาที่ตั้งต้องเป็นราคาที่ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าจนปฏิเสธไม่ได้ (จากตัวอย่างลดราคาถึง 70 บาท)


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับเทคนิคการวิเคราะห์รายงานการขายและเทคนิคการสร้างโปร?

จะเห็นได้ว่า ถ้าเรารู้จักอ่านข้อมูลให้เป็น เราก็สามารถสร้างโปรโมชันและทำการตลาดที่เหมาะกับสถานการณ์ได้ หากคุณเปิดรายงานในแอป WMA: Wongnai Merchant App อ่านไปพร้อมๆ กัน เชื่อว่าคุณพอจะได้ไอเดียทำโปรโมชันสำหรับร้านของคุณแล้ว

บทความจบ แต่เทคนิคความรู้การทำโปรโมชันยังไม่จบ ตามไปอ่านกันต่อได้ ด้านล่างนี้ 👇

อ่านบทความเพิ่มเติม :