10 น้ำหอมสุดคลาสสิก ฮิตตลอดกาล พร้อมวิธีเลือกกลิ่นให้เหมาะสม!
  1. 10 น้ำหอมสุดคลาสสิก ฮิตตลอดกาล พร้อมวิธีเลือกกลิ่นให้เหมาะสม!

10 น้ำหอมสุดคลาสสิก ฮิตตลอดกาล พร้อมวิธีเลือกกลิ่นให้เหมาะสม!

กลิ่นน้ำหอมนอกจากบอกรสนิยมแล้ว ยังช่วยเสริมบุคลิกภาพอีกด้วย แต่กลิ่นน้ำหอมก็มีมากมายหลายชนิด จะมีเคล็ดลับในการเลือกอย่างไรให้เข้ากับบุคลิกของเรา มาติดตามกันค่ะ
4 ส.ค. 2019 · โดย

A woman’s perfume
tells more about her than her handwriting.”

Christian Dior

'กลิ่นน้ำหอม' หนึ่งในเสน่ห์ที่ทำให้ผู้หญิงน่าหลงใหลอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากกลิ่นของน้ำหอมที่เลือกจะบอกถึงรสนิยมแล้ว ยังช่วยเสริมบุคลิกให้ดีขึ้นอีกด้วย แต่ก่อนที่จะเลือกมาใช้ สิ่งที่เรากังวล คือ กลิ่นน้ำหอมนี้จะเหมาะกับเราไหม ตัวน้ำหอมติดทนนานหรือเปล่า เพราะบางครั้งฉีดไปแล้วรู้สึกว่ากลิ่นหายไปเร็วยิ่งกว่าเงินเดือนเข้าตอนต้นเดือนซะอีก

อย่างแรกที่ต้องดูคือ ความเข้มข้นของน้ำหอมนี่แหละค่ะ เช่น Eau de Parfum, Eau de Toilette, Eau de Cologne สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกน้ำหอมแบบไหนดี วันนี้เรามีคำอธิบายง่าย ๆ เกี่ยวกับความเข้มข้นของน้ำหอมทั้ง 5 ประเภทมาฝาก

น้ำหอม

ระดับความเข้มข้นของหัวน้ำหอม

  1. Parfum หรือ Perfume
    เป็นน้ำหอมที่มีความเข้มข้นสูงสุด มีหัวน้ำหอมถึง 20-40% และติดทน 8-10 ชั่วโมง เป็นน้ำหอมที่ติดทนนานและราคาแพงที่สุดในน้ำหอมทุกประเภท เพราะมีหัวน้ำหอมเยอะ เหมาะกับคนที่ผิว Sensitive มากกว่าน้ำหอมประเภทอื่น เพราะมีปริมาณแอลกอฮอล์น้อย
  2. Eau de Parfum (EDP)
    เป็นน้ำหอมที่มีความเข้มข้นรองจาก Parfum มีปริมาณหัวน้ำหอม 15-20% ติดทน 7-8 ชั่วโมง ราคาถูกกว่า Parfum และกลิ่นน้ำหอมติดทนนานน้อยกว่า เพราะมีแอลกอฮอล์มากกว่า ใช้งานได้ทุกวัน และเหมาะกับคนที่ผิว Sensitive ด้วย
  3. Eau de Toilette (EDT)
    เป็นน้ำหอมที่มีความเข้มข้นอยู่ที่ 5-15% ราคาถูกกว่า Eau de Perfum และเป็นน้ำหอมประเภทที่คนนิยมที่สุด กลิ่นน้ำหอมติดทนนานประมาณ 4-6 ชั่วโมง บางคนจะเลือกใช้ตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนจะใช้เป็น Eau de Parfum
  4. Eau de Cologne (EDC)
    เป็นน้ำหอมที่มีความเข้มข้นน้อยสุดในทุกประเภท มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์สูงและมีน้ำหอมเพียง 2-4% เท่านั้น ทำให้ราคาค่อนข้างถูกและได้ปริมาณที่เยอะ กลิ่นน้ำหอมติดทนนานประมาณ 3-4 ชั่วโมง 
  5. Eau Fraiche

    คล้ายกับ Eau de Cologne ตรงที่กลิ่นน้ำหอมจะอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่มีความเข้มข้นของหัวน้ำหอมที่น้อยกว่า มีแค่ 1-3% เท่านั้น ไม่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์เพราะใช้น้ำแทน

Tip: อุณหภูมิก็มีผลต่อการใช้น้ำหอมนะคะ เพราะฉะนั้นควรเลือกน้ำหอมให้เหมาะสมกับฤดูนั้น ๆ ด้วย แต่ปกติน้ำหอมส่วนใหญ่จะมี Collection ที่เหมาะกับแต่ละฤดูออกมาอยู่แล้ว เช่น ถ้าเป็นหน้าร้อนมักจะเป็นน้ำหอม Eau de Toilette (EDT) ที่สกัดจากดอกไม้และผลไม้ ที่ให้ความรู้สึกสดชื่น เพราะถ้าเป็น Eau de Parfum (EDP) อาจกลิ่นแรงเกินไป 

เลือกน้ำหอมให้เหมาะกับ 3 สภาพผิว

  1. ผิวมัน
    ในผิวจะมีน้ำมันซึ่งช่วยให้กลิ่นน้ำหอมติดทนนานและกระจายกลิ่นค่อนข้างดี รวมถึงทำให้กลิ่นที่ใช้ฉุนและแรงขึ้นกว่าปกติ แนะนำให้หลีกเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นฉุน ๆ แล้วใช้น้ำหอมที่กลิ่นอ่อนโยนหรือเบาบางดีกว่า เช่น น้ำหอมประเภท Eau de Toilette หรือ Eau de Cologne
  2. ผิวแห้ง
    จะดูดซึมความมันจากน้ำหอมไว้ได้ดี ทำให้การกระจายตัวของกลิ่นน้ำหอมนั้นน้อยกว่าคนผิวมัน แนะนำให้ใช้น้ำหอมที่กลิ่นค่อนข้างแรง และเข้มข้นมากกว่าปกติ ควรเป็น Eau de Parfum หรือ Eau de Toilette 
  3. ผิวที่เหงื่อออกง่าย
    ปกติในน้ำหอมจะมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ เวลาเหงื่อออกรูขุมขนจะเปิดทำให้แอลกอฮอล์ซึมเข้าไป ทำให้เกิดอาการแสบร้อนได้ เพราะฉะนั้นน้ำหอมประเภทที่ไม่มีแอลกอฮอล์ หรือ Body Mist เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
น้ำหอม

ระดับของความหอม (Note)
ประกอบไปด้วยกลิ่น 3 ระดับ

  1. Top Note
    เป็นกลิ่นที่ระเหยออกมาเมื่อฉีดน้ำหอมในช่วงแรก ส่วนใหญ่เป็นแนวกลิ่นสดชื่นแบบส้ม มะนาว หรือดอกไม้ กลิ่นนี้จะอยู่ได้ประมาณ 5-10 นาที
  2. Middle Note  
    กลิ่นของน้ำหอมที่กระจายกลิ่นเต็มที่ เป็นกลิ่นน้ำหอมที่บ่งบอกบุคลิกได้อย่างชัดเจน ส่วนผสมจะคัดสรรเป็นพิเศษเพื่อให้โดดเด่น แตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะเป็นกลิ่นไม้หอม วานิลลา และดอกไม้ที่หายาก ราคาค่อนข้างสูง กลิ่นในระดับนี้จะคงความหอมติดผิวได้นาน 2-4 ชั่วโมง
  3. Base Note 
    เป็นกลิ่นที่ติดผิวได้นานที่สุด ผสมผสานเข้ากับกลิ่นกายเป็นบุคลิกของผู้ใช้ โดยปกติกลิ่นในระดับพื้นฐานจะแสดงกลิ่นในช่วง 4-6 ชั่วโมงต่อมา และจะค่อย ๆ จางหายไป ส่วนใหญ่มักจะเป็นกลิ่นแนวมัสก์หรืออำพัน 

กลิ่นน้ำหอมประเภทต่าง ๆ

เป็นการแยกกลิ่นตามกลุ่มลักษณะเฉพาะตัวของน้ำหอม เพื่อให้เราสามารถเลือกกลิ่นน้ำหอมที่ชอบและรู้ว่าน้ำหอมกลิ่นไหนหอมเหมือนอะไร แม้ว่าจะไม่ได้ดมกลิ่นน้ำหอมก็ตาม

น้ำหอม

Floral น้ำหอมกลิ่นดอกไม้ มีความเป็นผู้หญิง ส่วนมากมักสกัดจากดอกไม้ เช่น กุหลาบ หรือมะลิ ให้ความรู้สึกนุ่มนวล อ่อนหวาน และสดชื่น เป็นกลุ่มน้ำหอมที่นิยมผลิตออกมามากที่สุด จะอยู่ในน้ำหอมของผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีในน้ำหอมผู้ชายเช่นกัน สามารถผสมกับกลิ่นของ Oriental หรือกลุ่มที่ให้ความรู้สึกสดชื่นได้ดี ในกลุ่มนี้แยกออกเป็น 5 แบบคือ Floral Fruity, Floral Oriental, Floral Water, Floral Green และ Floral Aldehyde กลิ่นยอดฮิตของกลุ่มนี้คงต้องยกให้ Chloé Eau de Parfum และ Miss Dior ซึ่งเป็นน้ำหอมสุดคลาสสิก ที่ผู้หญิงทุกคนควรมีไว้ในครอบครอง

น้ำหอม
น้ำหอม

Oriental น้ำหอมกลิ่นเครื่องเทศ เป็นกลิ่นที่ได้จากเครื่องเทศที่มีความเผ็ดหรือหวาน ให้ความรู้สึกหรูหรา ดูมีระดับ เช่น Cinnamon หรือพริกไทยดำ ผสมกับความหวานของวานิลลาและแอมเบอร์ กลิ่นน้ำหอมโทนนี้จะมีการผสมของโทน Spices กับ Floral อย่างพวกมะลิเข้าไป เช่น Flowerbomb Victor & Roft, Tom Ford Tobacco Vanilla และ Chanel COCO Eau de Parfum

น้ำหอม
น้ำหอม

Woody น้ำหอมกลิ่นแมกไม้ กลิ่นน้ำหอมโทนนี้จะมีกลิ่นจำพวกแมกไม้ต่าง ๆ รวมไปถึงกลิ่นที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สดชื่นแบบธรรมชาติ เช่น ไม้หอมแก่นจันทน์ เป็นกลิ่นที่มักใช้ในน้ำหอมของผู้ชาย แต่ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล น้ำหอมในกลิ่นโทนนี้คือ Creed Green Iris Tweed, Tom Ford Black Orchid และ Chanel Bleu de 

น้ำหอม
น้ำหอม

Citrus / Fruity น้ำหอมกลิ่นผลไม้ เป็นกลิ่นน้ำหอมที่ให้ความรู้สึกสดชื่นจากผลไม้ เช่น มะกรูด ส้ม เลมอน และเกรปฟรุต กลิ่นโทนนี้มี Note พวก แอปเปิล พีช ผลไม้ตระกูลเบอร์รี มะม่วง และมักจะผสมคู่กับโทน Floral โดยจะอยู่เป็น Top Note น้ำหอมที่ใช้กลิ่นโทนนี้คือ Jo Malone Orange Blossom และ Chanel COCO Mademoiselle

น้ำหอม
น้ำหอม

ฉีดยังไงให้น้ำหอมติดทนนาน

  • ฉีดน้ำหอมตามจุดชีพจร เช่น ข้อพับ ข้อศอก ด้านในข้อมือ ติ่งหู ที่เป็นจุดไหลเวียนโลหิตซึ่งอุณหภูมิอบอุ่นเป็นพิเศษ เพราะน้ำหอมกระจายตัวได้ดีในอุณหภูมิที่อุ่น ในขณะเดียวกันก็เป็นการดูดซับความหอมไว้ใต้ผิวหนังทำให้กลิ่นน้ำหอมติดนานขึ้น
  • การเสียดสีของผิวอาจทำให้กลิ่นน้ำหอมเพี้ยนได้ วิธีที่ดีที่สุดคือควรปล่อยให้น้ำหอมซึมเข้าสู่ผิวและแห้งเองตามธรรมชาติ ไม่ควรถูบริเวณที่ฉีดน้ำหอม
  • การทาครีมหรือโลชั่นก่อนฉีดน้ำหอม เพราะจะทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นและดูดซับน้ำหอมได้ดีกว่าผิวที่แห้ง ถ้าจะให้ดีควรเลือกโลชั่นกลิ่นเดียวกับน้ำหอม หรืออาจจะเป็น Lotion Base ที่ไม่มีกลิ่นก็ได้
  • ฉีดน้ำหอมหลังจากอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ เป็นตอนที่ร่างกายของเราพร้อมรับน้ำหอมได้เต็มที่ แถมปราศจากสิ่งเจือปนที่ทำให้กลิ่นน้ำหอมเพี้ยนด้วย
  • ฉีดน้ำหอมบริเวณผิวหนังโดยตรง ไม่ควรฉีดใส่เสื้อผ้า เพราะนอกจากจะทำให้เสื้อผ้าเป็นรอยด่างได้ง่ายขึ้นแล้ว กลิ่นน้ำหอมยังไม่ติดทน และการกระจายของกลิ่นก็ไม่ดีด้วย เพราะน้ำหอมทำปฏิกิริยากับผิวหนังได้ดีกว่า

10 น้ำหอมสุดคลาสสิก ฮิตตลอดกาล

1. Chanel No.5

น้ำหอม

น้ำหอมกลิ่นแรกของ Chanel ที่ออกวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 1921 โดยมี Ernest Beaux นักปรุงน้ำหอมชื่อดังชาวรัสเซีย ได้คิดค้นน้ำหอมออกมาทั้งหมดกว่า 80 กลิ่น เเละ Coco ได้เลือกน้ำหอมหมายเลข 5 ให้เป็นกลิ่นแรกของแบรนด์ No.5 เป็นกลิ่นน้ำหอมที่ค่อนข้างแปลกใหม่ในสมัยนั้น เพราะกลิ่นหอมไม่ได้มาจากกลิ่นดอกไม้ ทำให้สร้างความรู้สึกเซ็กซี่ ลึกลับ น่าค้นหา และในช่วงยุค 1950 Chanel No.5 ก็ได้รับความนิยมอย่างที่สุด เมื่อ Marilyn Monroe มาตอกย้ำภาพลักษณ์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจของ Chanel No.5 ด้วยประโยคหนึ่งที่ว่า “What do I wear in bed? Why, Chanel No.5 of course”
ขนาด 100 ml. ราคาประมาณ 6,400 บาท 

2. Guerlain Shalimar

น้ำหอม

เปิดตัวตั้งแต่ปี 1925 และแตก Flanker ออกไปหลายตัวมากเช่นกัน น้ำหอมขวดนี้ผู้คิดค้นได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวความรักของจักรพรรดิ Shahjahan กลิ่นน้ำหอมจะเป็นโทนซิตรัสที่สดชื่นแบบแน่น ๆ เบสจะมีความเป็น Powdery ที่ออกทางแป้งหอมดอกไม้ย้อนยุค โดยมีไอริสเป็นตัวชูโรง ตีคู่ไปกับกลิ่นมะลิ กุหลาบ และพิมเสน ช่วงท้ายมีความเป็นวานิลลา โดยจะมีกลิ่น Musk ยางไม้โทนหวาน แม้ว่ากลิ่นอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่ก็เป็นกลิ่นน้ำหอมที่ให้ความรู้สึก Vintage และยังคงได้รับความนิยมอยู่นั่นเอง
ขนาด 30 ml. ราคาประมาณ 6,500 บาท 

3. Miss Dior Blooming Bouquet 

น้ำหอม

Miss Dior ขวดแรกถูกผลิตขึ้นมาในปี 1947 ทุกวันนี้ Miss Dior มีแตก Flanker ออกมากมายหลายตัวด้วยกันเกือบ ๆ 20 กลิ่นน้ำหอม Miss Dior เป็นกลิ่นที่มีการปรับปรุงกลิ่นบ่อยมาก ๆ แบรนด์นึง ถ้าใครไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ Dior ก็คงมึนงงกันแน่นอน เราเลยขอพูดถึงแค่กลิ่นยอดฮิต คือเจ้าตัว Blooming Bouquet ที่ออกมาเอาใจชาวเอเชียโดยเฉพาะ ด้วยเนื้อกลิ่นที่ใส สดชื่น จึงเหมาะกับอากาศแถบบ้านเรามากกว่า เนื้อกลิ่นมีคุณภาพตามสไตล์ Dior กลิ่นเปิดเป็นกลิ่นส้มแมนดาริน สดชื่น และ Fruity เล็กน้อย ตัวกลิ่นมีความเย็น ตามด้วยกลิ่นของดอก Peony ที่หลาย ๆ คนชื่นชอบ โดยกลิ่นน้ำหอมนั้นแม้จะออกทาง Feminine ชัดเจน แต่ก็มีความสดชื่นและหวานอ่อน ๆ กำลังดี ถือเป็นน้ำหอม Floral Fruity ที่เหมาะกับอากาศบ้านเรามาก ๆ กลิ่นหนึ่ง
ขนาด 100 ml. ราคาประมาณ 4,900 บาท 

4. Chloé Eau De Parfum 

น้ำหอม

Chloé Eau De Parfum เป็นน้ำหอมที่ผลิตขึ้นมาในปี 2008 และยังเป็นน้ำหอมที่ขายดีที่สุดจนถึงปัจจุบันนี้ แม้ทางแบรนด์จะออกรุ่นอื่น ๆ ตามมา แต่ส่วนมากก็ยังคงหา Chloé Eau De Parfum โบว์ครีมมาใช้กันอยู่อย่างไม่มีทีท่าจะเบาลงเลย สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Chloé โด่งดัง เป็นเพราะเนื้อกลิ่นน้ำหอมที่สว่างสดใส บางเบา และหรูหรา จัดเป็นน้ำหอมที่โดดเด่นด้วยกลิ่นกุหลาบกับกลิ่น Floral โทนสดใสต่าง ๆ และกลิ่นผลไม้อย่างลิ้นจี่ที่ให้กลิ่นหวานอมเปรี้ยว เลยทำให้ Chloé Eau De Parfum เป็นน้ำหอมที่หรูหรา แต่เข้าถึงได้ง่าย 
ขนาด 75 ml. ราคาประมาณ 4,900 บาท 

5. Creed Green Irish Tweed 

น้ำหอม

ถือว่าเป็นแบรนด์ Niche ระดับตำนานกันเลยสำหรับ Creed เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีมานานกว่า 250 ปี มีประวัติที่ยาวนานมาก ๆ แบรนด์นึง Creed Green Irish Tweed ผลิตขึ้นในปี 1985 เป็นกลิ่นประเภท Woody, Floral, Musk และยังเป็นน้ำหอมต้นแบบที่ทำให้ Davidoff Cool Water ขายดีติดอันดับ Top 10 เพราะมี Pierre Bourbon คนเดียวกับที่คิดค้น Davidoff Cool Water เป็นผู้อยู่เบื้องหลังนั่นเอง เพียงแต่ Creed Green Irish Tweed มีความชัดเจนของกลิ่นน้ำหอมและคุณภาพของวัตถุดิบที่ดีกว่า และราคาที่ค่อนข้างสูงกว่า เหมาะสำหรับใครที่อยากลอง Niche Perfume และความคลาสสิก ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เป็นน้ำหอมที่ค่อนข้าง Unisex พอสมควร ใช้ง่าย และเหมาะกับทุกโอกาส 
ขนาด 100 ml. ราคาประมาณ 10,100 บาท 

6. Jo Malone London  

น้ำหอม

Jo Malone London เป็นน้ำหอมแบรนด์เดียวที่มีเอกลักษณ์ ให้เราสามารถมิกซ์กลิ่นน้ำหอมและสร้างกลิ่นของตัวเองให้ไม่เหมือนใคร ด้วยกลิ่นที่มีให้เลือกเยอะและการนำมา Combining กันจึงกลายเป็นจุดขายของน้ำหอมแบรนด์นี้ไปแล้ว Jo Malone London เปิดตัวในปี 1994 ถึงจะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่น้ำหอมของ Jo Malone London ค่อนข้างใช้ง่าย กลิ่นไม่ฉุน เพราะมีส่วนผสมของหัวน้ำหอม Eau de Cologne สำหรับคนที่ต้องการกลิ่นน้ำหอมที่ติดทนนาน น้ำหอมของ Jo Malone London อาจจะไม่เหมาะ สำหรับคนที่อยากได้กลิ่นน้ำหอมที่ไม่เหมือนใครและเป็นคนขี้เบื่อ Jo Malone London จึงเป็นน้ำหอมที่คู่ควรแก่การหามาใช้มากกว่าหนึ่งกลิ่นแน่นอน 
ขนาด 100 ml. ราคาประมาณ 5,200 บาท 

7. Lancôme Miracle

น้ำหอม

Lancôme Miracle น้ำหอมขวดสีชมพูที่มีกลิ่นแนว Floral Spicy ผลิตขึ้นในปี 2000 ที่รวมความหอมหวานของลิ้นจี่ ผสมกับดอกแมคโนเลียกลมกลืนไปกับเครื่องเทศบางเบา ให้โทน Floral แบบ Spicy อ่อน ๆ กำลังดี กลิ่นมะลิชัดในระดับหนึ่ง มีความสดชื่นจาก Musk และความอบอุ่นจาก Amber ให้กลิ่นที่นุ่มจมูก ใส ๆ ไม่หวานแน่นจนอึดอัด
ขนาด 100 ml. ราคาประมาณ 4,200 บาท 

8. Kenzo Flower by Kenzo 

น้ำหอม

ถือว่าเป็นน้ำหอมกลิ่นที่ขายดีและคลาสสิกของแบรนด์ Kenzo ไปแล้ว น้ำหอมกลิ่นนี้ถูกผลิตขึ้นในปี 2000 ด้วยกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ให้กลิ่นโทน Floral ใสคม กลิ่นสไตล์แป้งอ่อน ๆ ช่วงเบสเป็นกลิ่น Musk และกลิ่นโทน Woody อ่อน ๆ ที่สำคัญ กลิ่นไม่หวาน แถมยังออกแนวสดชื่น ใส ๆ แม้ว่าจะให้ความรู้สึก Woody ก็ตาม เป็นกลิ่นน้ำหอมที่ไม่ฉุนจนเกินไป เหมาะสำหรับ Everylook ในวันสบาย ๆ
ขนาด 100 ml. ราคาประมาณ 5,100 บาท 

9. Estée Lauder Modern Muse Eau De Parfum

น้ำหอม

Estée Lauder Modern Muse เป็นน้ำหอมที่ไม่ค่อยสื่อถึงความ Modern สมชื่อเท่าไหร่แต่ให้อารมณ์ของความเป็น Feminine ที่ผสมผสานกับความสง่างามแบบที่ไม่เรียบง่ายจนเกินไป กลิ่นเปิดจะได้กลิ่นของส้ม หลังจากนั้นจะเป็นกลิ่นมะลิ ให้กลิ่นที่หอมหวาน ตามมาด้วยกลิ่นของ พิมเสน วานิลลา และมัสก์ จะเริ่มชัดขึ้นและหอมหวานแบบอบอุ่น และกลิ่นที่เหลือติดผิวจะเป็นกลิ่นของลิลลี่ บาง ๆ เหมาะสำหรับอากาศที่เย็นสบาย ด้วยความที่เป็น EDP กลิ่นน้ำหอมจะฉุนและแน่น ถ้าจะใช้อาจจะต้องฉีดในปริมาณสเปรย์ที่เหมาะสม 
ขนาด 100 ml. ราคาประมาณ 4,900 บาท 

10. Viktor & Rolf Flowerbomb

น้ำหอม

ถูกผลิตขึ้นมาในปี 2005 แม้ว่าจะผลิตได้ไม่นานแต่กลิ่นน้ำหอมนี้เป็นกลิ่นที่ยอดฮิตของสาว ๆ พอสมควร ทำให้น้ำหอมรุ่นนี้โด่งดังและสร้างชื่อให้กับแบรนด์ Viktor & Rolf สิ่งที่ทำให้ Flowerbomb ประสบความสำเร็จน่าจะเป็นความหวานที่ไม่เลี่ยน กลิ่นแนวโทน Creamy แม้จะเป็นกลิ่นดอกไม้ แต่กลิ่นหลักของน้ำหอมขวดนี้คือ Oriental ทำให้รู้สึกหรูหรา อบอุ่น และดูดีมีระดับ Flowerbomb เด่นด้วยกลิ่นของมะลิ กล้วยไม้ กุหลาบ และยังถูกห้อมล้อมไปด้วยกลิ่นจำพวก Amber กลิ่นหวานแบบขนม ๆ หน่อย ไม่ Floral จ๋าเหมือนชื่อเลย เหมาะกับฉีดในห้องแอร์ หรือใส่ไปออกเดทก็เหมาะ

ขนาด 100 ml. ราคาประมาณ 4,200 บาท 

ปัจจุบันน้ำหอมเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเราทุกวัน ทุกเวลา เพราะกลิ่นน้ำหอมเป็นสิ่งที่แสดงความเป็นตัวคุณ รสนิยม อารมณ์ และยังสร้างแรงดึงดูดอันน่าประทับใจให้เพศตรงข้ามได้ดีอีกด้วยค่ะ ทุกวันนี้น้ำหอมกลายเป็น 1 ในไอเท็มที่จะบ่งบอกสไตล์ รสนิยม และความเป็นตัวเองได้ เพราะฉะนั้นเราหวังว่าเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำหอมและกลิ่นน้ำหอมที่เอามาฝาก จะช่วยให้ทุกคนเลือกซื้อน้ำหอมที่เหมาะกับบุคลิกและโอกาสได้ง่ายขึ้นนะคะ