#วงในบอกมา
- ใครเคยติดใจรสชาติอาหารของเชฟเมอร์โค เคลเลอร์ (Mirco Keller) อดีตเชฟใหญ่ของร้านอาหาร Water Library Chamchuri ห้ามพลาดมาที่ร้านอาหาร Keller ที่เขาเป็นหุ้นส่วนร้านอยู่
- ที่นี่ยังคงรสชาติอาหารที่เชื่อว่าลูกค้าหลายคนจดจำได้ดีกับรสมือของเชฟเมอร์โค และแน่นอนว่าอาหารของเขามีพัฒนาการมากขึ้นในแบบอาหารยุโรปร่วมสมัยที่เขาถนัด
- Keller เป็นร้านอาหารลำดับที่ 2 ในเครือร้านอาหารเดียวกันกับ Baltic Blunos ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะมีร้านอาหารแห่งใหม่เปิดเพิ่มอีกตลอดทั้งปี ตั้งตารอกันได้เลย

เชื่อว่ามีแฟนอาหารของเชฟเมอร์โค เคลเลอร์ (Mirco Keller) ไม่น้อยที่รอการกลับมาของเขา หลังจากที่เชฟเมอร์โคหายหน้าหายตาไปนานตั้งแต่เขาลาออกจาก Water Library Chamchuri แต่เขาไม่ได้หายไปไหนไกล เพียงซุ่มทำโปรเจกต์ของตัวเองในฐานะเชฟหุ้นส่วนของร้านอาหารยุโรปร่วมสมัย Keller ที่นำเอานามสกุลของเขามาตั้งเป็นชื่อร้าน


เชฟเมอร์โค ฝึกฝนตัวเองในเยอรมัน บ้านเกิดของเขา ร่วมกับเชฟทิม ลฮาวห์เวอร์ (Tim Raue) ร้านอาหารอันดับที่ 40 จากลิสต์ 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดของโลกปีล่าสุด ซึ่งเขาทำงานร่วมกับเชฟทิมนานถึง 10 ปี ก่อนย้ายไปร้านอาหารอื่น ๆ ในเยอรมัน และเดินทางมายังเอเชียในปี 2010 หรือ 10 ปีที่แล้ว โดยมาร่วมงานกับร้านอาหาร Water Library Chamchuri นานเกือบ 10 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเขาเคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนานของ Water Library อย่างเชฟไฮเคิล โจฮาริ (Haikal Johari) ที่ตอนนี้ย้ายไปอยู่ Alma by Juan Amador ร้านอาหารระดับรางวัลในสิงคโปร์

สำหรับร้านอาหาร Keller ยังคงเอาตัวตนของเชฟเมอร์โคในฐานะคนยุโรปที่ต้องการนำเสนอรสชาติของบ้านเกิดให้กับคนกิน และแน่นอนว่าช่วงเวลาที่เขาหายไปไม่ได้ทำให้รสมือของเขาตกไป แถมยังมีพัฒนาการที่นุ่มละมุนขึ้นแบบที่เราเองก็อธิบายไม่ถูก แต่เมื่อเรากินกลับจดจำรสมือของเขาได้ดี เรียกว่าเขามีลายเซ็นในอาหารของเขาเอง เมื่อเราไปกินอาหารที่ร้านก็เหมือนเราได้ไปกินข้าวบ้านเพื่อนให้หายคิดถึง หลังจากที่ไม่ได้เจอเขามานาน

นอกจากคงเอารสชาติเฉพาะตัวเอาไว้ ร้านอาหารแห่งใหม่นี้ยังเด่นด้วยดีไซน์สมัยใหม่ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ในอนาคตจะมีร้านอาหารอื่น ๆ ในเครือมาร่วมเปิดด้วย ที่นี่ให้บรรยากาศของแคชชวลไฟน์ไดนิ่ง ไม่มีผ้าขาวปูโต๊ะ แต่อาศัยความหรูหราของโต๊ะไม้สักและโซฟาสีชมพูทดแทน ด้านนอกของร้านยังมี The Wine Room ให้คุณเลือกไวน์ได้เองจาก Cloud Wine ในเครือ Wine Garage หรือจะให้คุณอักเซล บราวห์คมาน (Axel Braukmann) ผู้จัดการร้านที่เป็นซอมเมลิเย่ด้วยในตัวเองช่วยเลือกให้ รวมถึง The Lounge บาร์ค็อกเทลภายในโถงกว้างของบ้านก็เหมาะสำหรับดื่มก่อนและหลังมื้ออาหาร

ส่วนอาหารยุโรปร่วมสมัยมีทั้งแบบ A La Carte และ Keller Signature Journey อาหาร 4 คอร์ส (2,900++บาท) ที่เชฟออกแบบมาให้เหมือนกับนามบัตรของเขา เพื่อแนะนำตัวเองกับลูกค้าทุกคนทั้งที่เคยและไม่เคยกินอาหารของเขามาก่อน และวันนี้เชฟก็แจกนามบัตรมาให้เราเช่นกัน
เริ่มจากเครื่องดื่ม Keller Sour ค็อกเทลที่ทวิสต์มาจากคลาสสิกค็อกเทล Whiskey Sour ใช้สปิริตไทยผสมกับน้ำผึ้ง น้ำสับปะรด น้ำมะนาว และไข่ขาว เขย่าผสมกัน ให้รสเปรี้ยวหวานหอม เร่งเร้าให้อยากอาหารได้อย่างดี จากนั้นเชฟส่ง Amuse Bouche มา 2 อย่าง กระทงทอง ด้านล่างเป็นบีทรูทเจลผสมกับพริกฮาลาเปโย่ ตามด้วยเคอรี่มาโย และข้าวโพดอบ ให้กลิ่นรสของผงกะหรี่แบบเอเชียน คำนี้พาเรากลับไปที่รสชาติของอาหารของเชฟที่เราเคยกิน ตามด้วย โทสต์ฮาวาย แซนวิชใส่ชีส ครีมบูราต้า แพนเชตต้า สับปะรดดอง และเจลเชอร์รี อันนี้ก็หอมอร่อยและครีมมีด้วยชีส

ก่อนจะเข้าสู่อาหารเรียกน้ำย่อยเชฟยังมี Mushroom Soup ซุปเห็ด 3 อย่าง เห็ดทรัฟเฟิล เห็ดชิตาเกะ และเห็ดฟาง แนะนำให้จิบแบบเอสเปรสโซได้เลย แต่อาจจะร้อนหน่อย

ตามด้วยคอร์สขนมปัง ขนมปังเบคอน และขนมปังรัสติค เสิร์ฟกับสเปรด 2 ชนิด เนยสาหร่ายฮิจิกิที่ให้อุมามิสูง และกลิ่นหอมยั่วใจ กับปาเต้ตับไก่ เป็นคอร์สขนมปังที่ดีและชวนให้อยากกินอีก

ฟังดูเหมือน Keller Signature Journey เริ่มไปแล้ว แต่ไม่เลยเพราะจานนี้คือจานแรก Fish Mousse ด้านล่างเป็นมูสปลาที่ผ่านการรมควัน ตามด้วยเนื้อปลาฮามาจิ ไข่ปลาเทร้าต์ เจลสับปะรด และเลมอนจินเจอร์วินิแกรต ปาดกินกับข้าวเกรียบกุ้ง จานนี้ก็ชวนให้นึกถึงอาหารของเชฟเมอร์โคที่เราเคยกิน แต่มันดีขึ้นกว่าเดิม ซ่อนรสเปรี้ยวที่นวลขึ้น เราว่านี่แหละลายเซ็นของเขา


จานนี้เชฟนำเอามาจากบ้านเกิดของเขา เหมือนคอมฟอร์ทฟู้ดของคนเยอรมัน Berliner Senfei เชฟบอกว่าจานนี้เป็นอาหารในวัยเด็กที่คุณแม่ของเขาทำให้กิน มีไข่เป็ดออนเซ็น กับเอสพูม่ามันบดที่ผ่านการมควันมา มัสตาร์ดซอส บีทรูทดอง และคาเวียร์ ครบรสเปรี้ยว หวาน มัน และเค็ม

ส่วนเมนคอร์สมีให้เลือกระหว่าง Atlantic Cod Fish ปลาคอดมาพร้อมผักโขมผัดถั่วอิดามาเมะ ชัตเน่มะเขือเทศ แพนเชตต้า และซอสไทม์เวลูเต้

และ Charred Nakornpathom Pork Jowl เนื้อสันคอจากหมูที่เลี้ยงในนครปฐม กินกับเนื้อมะม่วงสไลซ์ เจลมะม่วงสไปซี ผักไชฟ์พิวเร ผักบอคชอย ราดด้วยซอสไขกระดูกหมู บอกเลยว่าเนื้อสันคอนุ่มมาก ตัดด้วยรสเผ็ดเปรี้ยวของเจลมะม่วง ส่วนที่เพิ่มรสชาติอาหารจานนี้น่าจะเป็นผักบอคชอยดิบ รวมถึงซอสที่เข้มข้นเนื้อสันคอจากหมูที่เลี้ยงในนครปฐม กินกับเนื้อมะม่วงสไลซ์ เจลมะม่วงสไปซี ผักไชฟ์พิวเร ผักบอคชอย ราดด้วยซอสไขกระดูกหมู บอกเลยว่าเนื้อสันคอนุ่มมาก ตัดด้วยรสเผ็ดเปรี้ยวของเจลมะม่วง ส่วนที่เพิ่มรสชาติอาหารจานนี้น่าจะเป็นผักบอคชอยดิบ รวมถึงซอสที่เข้มข้น

ล้างปากด้วย ครีมคาตาลัน ที่ชั้นล่างเป็นเบอร์รีคอมโพสที่ค่อนข้างเปรี้ยว ครีมคาตาลันหวานหอมที่คล้ายกับเครมบรูเล แต่เนื้อเป็นคนละแบบ ด้านบนเป็นน้ำแข็งไสมะนาว รสชาติหวานเปรี้ยวสลับกัน ส่วนของหวานคอร์สสุดท้ายเป็น Chocolate ช็อกโกแลตกานาช กับครีมช็อกโกแลต อีกชิ้นเป็นบราวนีที่มีเจลเสาวรสและเฮเซลนัท มาพร้อมเฮเซลนัทมิลก์ ของหวานจานนี้ออกขมหน่อยด้วยช็อกโกแลต แต่มีรสเปรี้ยวของเสาวรสและรสหวานของนมเฮเซลนัทมาตัดขม

แน่นอนว่าต้องจบด้วย Petit Four มีคอฟฟี่ครันชี่ กัมมีแบร์รสเอพริคอต และมิลค์ช็อกโกแลตพราลีนสอดไส้งา กินอาหารจนจบมื้อนี้เราชื่อว่า แฟน ๆ ที่คิดถึงอาหารของเชฟเมอร์โค น่าจะหายคิดถึงกันบ้าง แน่นอนว่าเราเองก็จะกลับมาใหม่ เราอยากกินอาหารอลาคาตหลาย ๆ จานที่เห็นชื่อแล้วน่าสนใจ แต่วันนี้ไม่ไหวแล้ว อิ่มมาก

ติดตามเรื่องราวร้านอาหารดี ๆ จาก #ห้ามพลาด ที่จะมาเล่าเรื่องราวของร้านอาหารมากกว่าเพียงรีวิวร้านอาหารใหม่ แต่อาหารมีเรื่องราวซ่อนอยู่เสมอ อ่านต่อได้ที่




