พูดถึง เมนูขนมไทย ทีไร ก็จะนึกถึงขนมไทยที่ได้กินตอนเด็ก ๆ สมัยยังเป็นนักเรียนอยู่ทุกทีเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นลุกชุบของโปรด ทองหยิบและฝอยทองแสนหวาน ปลากริมไข่เต่าหวานมัน และอีกมากมายหลากหลายเมนู วันนี้เราได้รวบรวมสูตรขนมไทยมาถึง 30 สูตร ให้เพื่อน ๆ ได้ทำกินกันที่บ้านย้อนวัย หรือถ้าใครจะเอาไปทำขายก็รับรองว่าได้กำไรดีค่ะ ถ้าพร้อมกันแล้ว เราไปดูวิธีทำขนมไทยกันเลยดีกว่าจ้าา~
แจก 30 สูตรเมนูขนมไทยยอดฮิต หวานละมุนกลมกล่อมแบบไทย ๆ ทำขายกำไรดี
1ทองหยิบ
ทองหยิบ เมนูขนมไทยหวานฉ่ำตำรับท้าวทองกีบม้า ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ก้ยังเป็นที่นิยมจนถึงวันนี้ นอกจากจะหวานฉ่ำชื่ใจแล้วยังเป็นขนมมงคลอีกด้วยนะคะ

วัตถุดิบทองหยิบ
- ไข่เป็ด 6 ฟอง
- ไข่ไก่ 6 ฟอง
- น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
- น้ำเปล่า 1 ลิตร
- กลิ่นมะลิ 1/2 ช้อนชา
วิธีทำทองหยิบ
- นำกระทะทองเหลืองตั้งบนเตาแก๊ส ตามด้วยการใส่น้ำตาลทรายและน้ำเปล่าลงไป จากนั้นเปิดไฟกลาง เมื่อน้ำตาลทรายและน้ำเปล่าละลายเข้ากันดี ให้ใส่กลิ่นมะลิลงไป แล้วใช้ทัพพีตักแบ่งน้ำเชื่อมจากกระทะออกมาประมาณ 1 ถ้วยตวง แล้วนำมาพักไว้ทำเป็นน้ำเชื่อมเย็น จากนั้นเคี่ยวน้ำเชื่อมที่อยู่ในกระทะต่ออีกเป็นเวลา 10 นาที ให้น้ำเชื่อมข้นเป็นยางมะตูมค่ะ
- นำไข่เป็ดและไข่ไก่มาแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว โดยอย่าให้มีเศษไข่ขาวติดมาด้วยค่ะ นำไข่แดงไข่เป็ดและไข่แดงไข่ไก่ที่แยกไว้มากรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อไม่ให้มีเศษไข่และทำให้เนื้อไข่เนียนมากขึ้น นำไข่แดงที่กรองแล้วมาตีด้วยตะกร้อมือให้พอขึ้นฟูเล็กน้อย จากนั้นเตรียมนำไปหยอดลงในน้ำเชื่อม
- เมื่อน้ำเชื่อมข้นเป็นยางมะตูมแล้วให้ปิดไฟ และรอให้น้ำเชื่อมนิ่งสนิทก่อนหยอดไข่ลงไป เมื่อน้ำเชื่อมนิ่งแล้วให้ใช้ช้อนหยอดไข่ที่ตีเอาไว้ (STEP 2) หยอดไข่ลงในน้ำเชื่อม โดยยกช้อนขึ้นให้ไข่ไหลเป็นสาย หยอดให้หมดในครั้งเดียว ไม่ควรหยอดซ้ำเพราะจะทำให้ไข่หนาและเป็นก้อน หยอดไข่ให้ได้ขนาดใหญ่หว่าเหรียญสิบเล็กน้อย และหยอดแต่ละชิ้นให้ห่างกันเพื่อไม่ให้ไข่ติดกันค่ะ เมื่อหยอดไข่เสร็จแล้วให้เปิดไฟอ่อน ๆ เพื่อให้ไข่สุก เมื่อไข่มีสีเข้มขึ้นให้กลับไข่อีกด้านลงไปให้โดนน้ำเชื่อม ทำจนไข่สุกทั้งสองด้าน ตักไข่ขึ้นจากน้ำเชื่อมร้อนแล้วไปพักในน้ำเชื่อมเย็น (STEP 1) เพื่อให้ไข่เย็นตัวลงและไล่ความหวานจากน้ำเชื่อมร้อนออกไป ก่อนนำมาจับจีบ
2ขนมเปี๊ยะไส้เผือก
เมนูเบเกอรี ขนมเปี๊ยะไส้เผือก ฟังแล้วอาจจะดูยุ่งยากขั้นตอนเยอะ แต่พอทำจริง ๆ ง่ายกว่าที่คิด เพราะสูตรนี้สรุปง่าย ๆ เพียง 3 ขั้นตอนเท่านั้น แป้งนุ่มไส้แน่น ใครได้กินรับรองติดใจแน่นอนค่ะ

วัตถุดิบขนมเปี๊ยะไส้เผือก
วัตถุดิบแป้งชั้นนอก
- แป้งเค้ก 400 กรัม
- น้ำเปล่า 150 มิลลิลิตร
- น้ำมันมะพร้าว 150 กรัม
- น้ำตาลทราย 100 กรัม
วัตถุดิบแป้งชั้นใน
- แป้งเค้ก 200 กรัม
- เนยขาว 80 กรัม
วัตถุดิบไส้เผือก
- เผือก 500 กรัม
- น้ำตาลทราย 150 กรัม
- เกลือ ¼ ช้อนชา
- น้ำมันพืช ½ ถ้วย
- แปะก๊วย ตามชอบ
วิธีทำขนมเปี๊ยะไส้เผือก
- วอร์มเตาอบไฟ บน - ล่าง อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส จากนั้นปรับเป็นอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส
- นวดแป้งชั้นนอก โดยผสมแป้งเค้ก น้ำเปล่า น้ำมันมะพร้าว และน้ำตาลทราย ลงในชามผสม จากนั้นนวดให้เข้ากันจนเนียน พักไว้ 30 นาทีให้แป้งเซตตัว แล้วปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่าเหรียญสิบ
- นวดแป้งชั้นใน โดยผสมแป้งเค้ก และเนยขาวลงในชามผสม จากนั้นนวดให้เข้ากันจนเนียน พักไว้ 30 นาทีให้แป้งเซตตัว แล้วปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่าเหรียญห้า
- กวนเผือก น้ำตาลทราย และน้ำมันพืชเข้าด้วยกัน จนแห้งพอปั้นได้ จากนั้นพักไว้จนเย็น ปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่าเหรียญห้า แล้วใส่แปะก๊วยลงไป เตรียมไว้
- นำแป้งชั้นนอกไปห่อแป้งชั้นใน จากนั้นนำมารีดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า พับเข้าหากันสามทบ (ซ้ายทับขวา) เอาสันไว้ซ้ายมือ แล้วรีดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกครั้ง พับเข้าหากันสามทบ (ซ้ายทับขวา) จากนั้นทำซ้ำอีก 1 รอบ ม้วนเข้าหากัน แล้วตัดแป้งเป็น 4 ส่วน เท่า ๆ กัน หยิบแป้งที่ตัดไว้มารีดให้แบน จากนั้นนำมาห่อไส้เผือกให้มิด
- นำขนมเปี๊ยะเรียงใส่ถาด ทาด้วยไข่ และทำจุดสีแดง อบด้วยไฟ บน - ล่าง อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส 20 นาที พร้อมเสิร์ฟจ้า
3ขนมหม้อแกง
ของดีเมืองเพชรบุรีที่ไปเที่ยวทีไรก็ต้องแวะซื้อ ขนมหม้อแกง เป็นหนึ่งในเมนูขนมไทยที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นคัสตาร์ดเมืองไทยอีกด้วยนะคะ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มหวานละมุนนั่นเอง

วัตถุดิบขนมหม้อแกง
- ไข่เป็ด 5 ฟอง
- ถั่วเขียวเราะเปลือก 200 กรัม
- น้ำตาลปี๊บ 300 กรัม
- เกลือ ½ ช้อนชา
- กะทิ 700 มิลลิลิตร
- ใบเตย 3 ใบ
- หอมเจียว ตามชอบ
วิธีทำขนมหม้อแกง
- ล้างถั่วเขียวเราะเปลือกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นแช่ไว้ 30 นาที นำไปนึ่งประมาณ 30 นาที จนสุก
- ขยำไข่เป็ด เกลือ น้ำตาลปี๊บ และใบเตย เข้าด้วยกันจนน้ำตาลละลาย นำถั่วที่นึ่งสุกแล้ว ไปปั่นกับกะทิจนละเอียด จากนั้นนำไปผสมกับส่วนผสมที่เตรียมไว้ แล้วคนให้เข้ากัน นำไปกรองในตะแกรง เพื่อให้เนื้อเนียนขึ้น
- เทใส่พิมพ์ แล้วนำไปอบด้วยไฟ บน - ล่าง อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส 2 ชั่วโมง ทาไข่แดงบนหน้าขนมหม้อแกงให้ทั่ว นำไปอบด้วยไฟบน อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส 5 นาที จากนั้นพักไว้ให้เย็น โรยหอมเจียว แล้วตัดเป็นชิ้น พร้อมเสิร์ฟจ้า
4ลูกชุบ
เมนูโปรดแต่เล็กจนโตที่เดี๋ยวนี้ก็เริ่มหากินยากแล้ว เพราะว่าต้องใช้ความประณีตในการทำ แต่ถั่วกวนเคลือบด้วยวุ้นกรุบ ๆ อย่างลูกชุบก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิดนะคะ ในรูปเราก็ทำเป็นเป็นลุกชุบที่ล้อเมนูน้ำพริกกะปิ ออกมาหน้าตาน่ารักทีเดียวใช่ไหมคะ

วัตถุดิบลูกชุบ
- ถั่วเขียวเราะเปลือก 300 กรัม
- กะทิอบควันเทียน 400 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย (สำหรับเนื้อขนม) 250 กรัม
- ผงวุ้น 8 กรัม
- น้ำเปล่า 1,000 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย (สำหรับวุ้นเคลือบ) 100 กรัม
- กลิ่นมะลิ 1/2 ช้อนชา
- สีผสมอาหาร ตามชอบ
วิธีทำลูกชุบ
- นำถั่วเขียวเราะเปลือก ล้างด้วยน้ำสะอาด ประมาณ 6-7 ครั้ง จากนั้นแช่ถั่วในน้ำ 2 ชั่วโมง แล้วนำมานึ่งในลังถึงเป็นเวลา 45 นาที
- นำถั่วที่นึ่งเสร็จเรียบร้อยแล้วมาปั่นรวมกับกะทิและน้ำตาลทรายให้ละเอียด หากรู้สึกว่าหนืดจนปั่นยากให้เติมน้ำหรือหางกะทิเล็กน้อยเพื่อช่วยให้ปั่นง่ายขึ้น
- เทถั่วที่ปั่นแล้วลงในกระทะทองเหลือง แล้วนำไปตั้งบนไฟอ่อน กวนถั่วไปในทิศทางเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ คอยปาดถั่วด้านขอบกระทะเพื่อให้กวนทั่วถึงกัน หากกวนขนมแล้วมีถั่วไหม้ติดก้นกระทะให้รีบเปลี่ยนกระทะทันที เพราะจะทำให้ขนมมีกลิ่นเหม็นไหม้ และมีเศษไหม้อยู่ในเนื้อขนม เมื่อกวนถั่วได้ที่ ถั่วจะจับตัวเป็นเนื้อเดียวกันไม่ติดกระทะ จากนั้นเทพักไว้ในถาดจนถั่วหายร้อน เพื่อนำไปปั้นในขั้นตอนต่อไป
- แช่ผงวุ้นไว้ในน้ำเปล่า ประมาณ 20 - 30 นาที จากนั้นนำมาตั้งบนไฟอ่อน เคี่ยวจนกว่าผงวุ้นละลายหมด เมื่อวุ้นละลายให้ใส่น้ำตาลทรายและกลิ่นมะลิลงไป เคี่ยวจนน้ำตาลละลายและเป็นสีใส ให้ตั้งไฟอ่อนไว้จนกว่าจะทำการชุบแล้วค่อยยกออกจากไฟ
- ปั้นถั่วให้เป็นรูปผักหรือผลไม้ตามชอบ ก่อนจะปั้นให้นวดก่อนเพื่อให้เนื้อขนมเนียนเป็นเนื้อเดียวกันและปั้นง่ายขึ้น ทาสีผสมอาหารลงบนลูกชุบให้สมจริง จากนั้นนำมาเสียบไม้ปลายแหลมและปักพักไว้บนโฟม นำถั่วที่ปั้นและทาสีไว้เรียบร้อยมาชุบวุ้นที่เตรียมไว้ โดยวุ้นต้องอุ่นไม่ร้อนและไม่เย็นเกินไป จากนั้นนำถั่วที่ชุบวุ้นมาปักพักไว้บนโฟม รอให้วุ้นแห้งแล้วชุบวุ้นซ้ำอีกครั้ง
- เมื่อวุ้นเซ็ตตัวให้ใช้มีดเล็กตัดวุ้นส่วนเกินที่ติดอยู่ระหว่างตัวขนมกับไม้แหลมออกจากกัน นำลูกชุบจัดลงบนจานให้สวยงาม เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้วล่ะค่ะ เพื่อนๆจะกินลูกชุบคู่กับชาร้อนได้จ้า
5ขนมโคกะทิ
ขนมโคกะทิ ถือเป็นเมนูขนมไทยโบราณ ที่ได้รับความนิยมจากรุ่นสู่รุ่นจริง ๆ แต่ปัจจุบันจะหากินที่ถูกปากก็ยากเหลือเกินค่ะ อย่ากระนั้นเลย มาลองลงมือปั้นลงมือทำกันเองเลยดีกว่า!

วัตถุดิบขนมโคกะทิ
วัตถุดิบไส้
- มะพร้าวขูด 250 กรัม
- น้ำตาลมะพร้าว 250 กรัม
- น้ำมะพร้าว 50 มิลลิลิตร
- เกลือสมุทร ½ ช้อนชา
วัตถุดิบแป้ง
- แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม
- น้ำดอกอัญชัน 50 มิลลิลิตร
- น้ำใบเตย 50 มิลลิลิตร
- น้ำมะพร้าว 50 มิลลิลิตร
- น้ำกระเจี๊ยบ 50 มิลลิลิตร
วัตถุดิบน้ำกะทิ
- หัวกะทิ 500 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย 50 กรัม
- เกลือสมุทร 1 ช้อนชา
- ใบเตย 1 มัด
วิธีทำขนมโคกะทิ
- นำหม้อขึ้นตั้งไฟปานกลาง ใส่น้ำตาลมะพร้าวลงไป ตามด้วยน้ำมะพร้าว และเกลือ คนจนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน และเดือด ใส่มะพร้าวขูดลงไป ผัดให้แห้งและหอม จากนั้นยกออกจากเตา และพักไว้ให้เย็นสนิท
- แบ่งแป้งข้าวเหนียวเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน (ส่วนละ 125 กรัม) ผสมน้ำแต่ละถ้วย ได้แก่ น้ำใบเตย น้ำดอกอัญชัน น้ำกระเจี๊ยบ และน้ำมะพร้าว นวดให้เข้ากันจนแป้งไม่ติดมือ
- หยิบแป้งขึ้นมาหนึ่งหยิบมือแล้วปั้นเป็นลูกกลม ๆ บีบให้แบนความหนาประมาณ 2 มิลลิเมตร จากนั้นหยิบไส้ที่ผัดไว้ขนาดเล็กกว่าแป้ง จับให้เป็นก้อน ๆ แล้ววางลงบนแป้ง ห่อและปั้นให้เป็นลูกกลม ๆ วางบนถาดเตรียมไว้ ทำจนแป้งและไส้หมด
- นำหม้อขึ้นตั้งไฟกลาง ใส่น้ำลงไป รอจนน้ำเดือด แล้วใส่ขนมโคที่ปั้นไว้ลงไปต้มจนสุกโดยสังเกตุว่าขนมโคลอยขึ้นเหนือน้ำ แสดงว่าสุกแล้ว เสร็จแล้วตักไปพักไว้ในน้ำเย็น
- นำหม้อขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทหัวกะทิลงไป ตามด้วยเกลือสมุทร น้ำตาล และใบเตย คนจนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน และเดือด ตักใบเตยออก โรยงาขาวคั่ว และยกออก พักไว้ นำขนมโคใส่ถ้วย หรือหม้อที่จะจัดเสิร์ฟ ราดน้ำกะทิที่เตรียมไว้ลงไป และโรยงาขาวคั่ว พร้อมเสิร์ฟจ้า
6ขนมไข่หงส์
ขนมไข่หงส์ เมนูขนมไทยที่ทำได้ง่าย ๆ ขั้นตอนไม่เยอะ ทำกินเองได้ที่บ้านสบาย ๆ ถั่วกวนมัน ๆ รสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นพริกไทย กินพร้อมกับแป้งห่อที่ทอดกรอบ ๆ ฟินอย่าบอกใครเชียวค่ะ

วัตถุดิบขนมไข่หงส์
วัตถุดิบสำหรับแป้งห่อ
- แป้งข้าวเหนียว 400 กรัม
- แป้งข้าวเจ้า 4 ช้อนโต๊ะ
- กะทิ 100 กรัม
- น้ำตาลทราย 70 กรัม
วัตถุดิบสำหรับไส้หวาน
- ถั่วกวน 400 กรัม
- น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
- หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทยป่น 2 ช้อนชา
- เกลือป่น 2 ช้อนชา
วิธีทำขนมไข่หงส์
- ผสมแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย และกะทิ นวดให้เข้ากัน นำมาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดเท่าๆ กันเตรียมไว้
- ใส่น้ำมันในกระทะ ตามด้วยหอมแดงซอย ผัดให้ขึ้นสีแล้ว ใส่ถั่วกวน และปรุงรสด้วย น้ำตาลปี๊บ พริกไทยป่น เกลือ ผัดให้เข้ากัน นำไปพักให้เย็น นำไส้มาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดเท่า ๆ กันเตรียมไว้
- นำแป้งที่ปั้นไว้มาใส่ไส้ เตรียมไว้
- ตั้งกระทะใส่น้ำมันเปิดไฟแรงให้น้ำมันร้อนจัด ก่อนทอดให้ลดไฟลงเป็นไฟปานกลาง นำขนมที่ใส่ไส้แล้วลงไปทอดให้มีสีเหลืองทอง พักให้สะเด็ดน้ำมัน
- นำกระทะใบใหม่ขึ้นตั้งไฟปานกลาง ใส่น้ำตาลและน้ำลงไป คนผสมจนน้ำตาลทรายละลายจนเป็นน้ำเชื่อมและน้ำตกทราย จากนั้นนำขนมที่ทอดไว้ลงไปผัดจนน้ำตาลเคลือบผิว
7ฝอยทอง
ฝอยทอง เป็นขนมไทยโบราณ ที่ยังได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบันนี้เลยค่ะ วิธีทำเหมือนจะยุ่งยาก แต่จริง ๆ แล้วไม่ยากเลยนะคะ วันนี้จะทำฝอยทองโดยใช้ใบตองแทนกรวย ไม่ต้องออกไปหาซื้อให้ยุ่งยากเลย

วัตถุดิบฝอยทอง
- ไข่ไก่ 30 ฟอง
- น้ำตาลทรายขาว 1000 กรัม
- ใบเตย 5 ใบ
- น้ำเปล่า 1 ลิตร
- กรวยใบตอง
วิธีทำฝอยทอง
- ตอกไข่ใส่ชามใหญ่ ๆ อย่างเบามือ ระวังอย่าให้ไข่แดงแตก ระหว่างในเวลาตอกไข่ ให้แยกน้ำค้างไข่ออกต่างหากนะคะ (น้ำค้างไข่คือ ไข่ขาวส่วนที่เป็นน้ำใส ๆ )
- แยกไข่แดงออกใส่ภาชนะ รองด้วยผ้าขาวบาง เมื่อแยกไข่แดงออกแล้ว ให้รีดเยื่อที่หุ้มไข่แดงออกโดยการบิดผ้าขาวบางให้ไข่แดงไหลผ่านผ้าขาวบางลงมา เมื่อกรองไข่แดงแล้ว ให้นำน้ำค้างไข่ใส่เติมลงไป 5 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน
- ตั้งหม้อใส่น้ำเปล่า ตามด้วยน้ำตาลทรายขาวลงไปค่ะ หลังจากนั้นใส่ใบเตย รอจนน้ำเชื่อมเดือดได้ที่ นำใบเตยขึ้นเลย
- นำใบตองมาทำเป็นกรวย ม้วนให้ได้รูเล็ก ๆ จะได้เส้นฝอยทองที่สวย ใช้ไม้จิ้มฟันกลัดไว้ค่ะ เมื่อได้กรวยใบตองแล้ว ตักส่วนผสมไข่แดงใส่ลงในกรวย โดยใช้นิ้วอุดรูไว้ เตรียมโรยลงในน้ำเชื่อมที่เดือด ๆ
- น้ำเชื่อมควรใช้ไฟแรงนะคะ เพื่อให้น้ำเชื่อมเดือดตรงกลางกระทะค่ะ เวลาโรยไข่แดงลงไป น้ำเชื่อมที่เดือดจะดันไข่แดงตีวงออกไปที่ขอบกระทะ ทำให้เส้นที่โรยใหม่ไม่ทับกัน เวลาโรยให้โรยเป็นวงกลม ประมาณ 20-25 รอบ เมื่อได้เส้นตามที่ต้องการแล้ว ใช้ตะเกียบหรือไม้ปลายแหลม ค่อย ๆ เกี่ยวเส้นที่สุกแล้วพับเป็นแพ พับกลับไปมาให้เป็นชั้น วนในน้ำเชื่อมไปมาเล็กน้อย เสร็จแล้วให้วางเส้นฝอยทองพักไว้บนตะแกรง หรือภาชนะที่น้ำเชื่อมสามารถไหลได้ค่ะ
8ขนมตาล
ขนมตาล เมนูขนมไทยทำง่าย ไม่ยากอย่างที่คิด! ทำทีกลิ่นฟุ้งทั่วครัวเลยค่ะ เพราะมีส่วนผสมของเนื้อตาล และกะทิ พอนำไปใส่กระทงใบตองแล้วนำไปนึ่ง ทำให้กลิ่นหอมอบอวลชวนกินมาก ๆ สีสันก็สวยงามอีกด้วย

วัตถุดิบขนมตาล
- เนื้อลูกตาลสุก 200 กรัม
- แป้งข้าวเจ้า 250 กรัม
- กะทิ 320 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย 200 กรัม
- ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 1 ช้อนชา
- มะพร้าวขูด ตามชอบ
วิธีทำขนมตาล
- เทกระทิใส่ชามผสม ตามด้วยน้ำตาลทราย คนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย ใส่เนื้อลูกตาลสุก และตีให้เข้ากัน ใส่แป้งข้าวเจ้าลงไป ผงฟู และเกลือ ตีให้เข้ากัน จากนั้นกรองเพื่อให้เนื้อแป้งเนียนขึ้น จากนั้นพักแป้งไว้ 10 นาที เพื่อให้แป้งเซตตัว
- นำพิมพ์ใบตองไปนึ่ง 1 นาที ก่อนหยอดแป้ง เพื่อไม่ให้แป้งติดพิมพ์หลังจากนึ่ง หยอดแป้งลงไปจนเต็มพิมพ์ นึ่ง 20 นาที ยกออกจากเตา และพักไว้ให้เย็น
- จัดขนมตาลใส่จาน และโรยมะพร้าวขูด พร้อมเสิร์ฟจ้า
9ขนมชั้น
ขนมชั้น เมนูขนมไทยยอดฮิตในงานมงคล แต่ไม่ต้องรองานมงคลก็ได้กินเพราะวันนี้เราเอาวิธีทำขนมชั้นใบเตยมาบอกกัน! ด้วยเนื้อสัมผัสที่เหนียวหนึบ และหวานหอม หลาย ๆ คนคงคิดว่าขนมชั้นเป็นเมนูทำยาก แต่จริง ๆ แล้วขั้นตอนในการทำไม่ได้ยุ่งยากเลย วัตถุดิบก็หาได้ง่าย ๆ อีกด้วยค่ะ

วัตถุดิบขนมชั้น
- แป้งมัน 2 ถ้วย
- แป้งข้าวโพด 1/2 ถ้วย
- แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย
- แป้งท้าวยายม่อม 1/4 ถ้วย
- น้ำลอยดอกมะลิ 1 ถ้วย
- น้ำตาลทรายขาว 3 1/2 ถ้วย
- หัวกะทิ 3 ถ้วย
- สีผสมอาหาร หรือน้ำใบเตยคั้น 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำขนมชั้น
- เทแป้งมัน แป้งข้าวโพด แป้งข้าวเจ้าและแป้งท้าว ผสมเข้าด้วยกัน จากนั้นคลุกเคล้าส่วนแป้งให้เข้ากันดี แล้วพักไว้ก่อน จากนั้นทำน้ำเชื่อมด้วยการนำหม้อตั้งเตา ผสมน้ำตาลทรายและน้ำลอยดอกมะลิ คนให้เข้ากัน พอน้ำตาลละลายดีแล้ว ยกลงพักให้เย็น
- พอน้ำเชื่อมเย็นแล้ว นำหัวกะทิเทลง จากนั้นคนให้เข้ากัน เทส่วนผสมหัวกะทิน้ำเชื่อมลงไปในถ้วยที่เราเตรียมแป้งไว้ ค่อย ๆ เทใส่ทีละนิด จากนั้นใช้มือขยำแป้งให้เข้ากันดี โดยใช้เวลาประมาน 20-30 นาที
- กรองแป้งด้วยกระชอนเพื่อให้ส่วนผสมเนียนสวย แล้วให้แบ่งเป็น 2 ส่วนอย่างละครึ่ง ส่วนที่ 1 ไม่ต้องผสมอะไร และส่วนที่สองให้เทน้ำใบเตยคั้นหรือสีผสมอาหารผสมลงไป
- ตั้งลังถึงบนเตาแก๊ส รอให้น้ำร้อนค่อยเทแป้งลงในถาดที่ใส่ในลังถึง นำถาดพิมพ์มาเตรียมไว้ เทแป้งสีเขียวลงไปประมาณ 2 มิลลิเมตร และนำไปนึ่ง 6-10 นาที จากนั้น ก็เทแป้งสีขาวลงไปประมาณ 2 มิลลิเมตร ทำแบบนี้ลงไปประมาณ 9 ชั้น จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นตัวดี แล้วตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม
10กล้วยไข่เชื่อม
เมนูของหวานเนื้อนุ่ม หวานมัน กล้วยไข่เชื่อม ขอแนะนำให้ใช้กล้วยสุกห่ามและนำไปแช่น้ำปูนใสก่อนต้ม จะทำให้เชื่อมออกมาเป็นชิ้นสวยงาม ไม่เละค่ะ จะกินตอนไหนก็ฟิน

วัตถุดิบกล้วยไข่เชื่อม
- กล้วยไข่ 1 หวี
- น้ำปูนใส 1 ลิตร
- น้ำตาลทราย 300 กรัม
- เกลือ (สำหรับกล้วย) ½ ช้อนชา
- น้ำเปล่า 150 มิลลิลิตร
- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
- กะทิ 400 มิลลิลิตร
- เกลือ (สำหรับกะทิ) ½ ช้อนชา
- แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
- ใบเตย 3 ใบ
วิธีทำกล้วยไข่เชื่อม
- นำเกลือ (สำหรับกล้วย) ผสมกับน้ำปูนใส ปอกกล้วยไข่ แล้วแช่น้ำปูนใสประมาณ 1 ชั่วโมง
- นำกระทะขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทน้ำเปล่าลงไป ตามด้วยใบเตย แล้วรอจนเดือด ใส่น้ำตาลทราย และน้ำมะนาว รอจนน้ำตาลละลาย ไม่ต้องคน ใส่กล้วยไข่ลงไปเชื่อม ต้มด้วยไฟเบาประมาณ 30 นาที จนกล้วยไข่เงา
- นำกระทะขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทกะทิลงไป ตามด้วยแป้งข้าวเจ้า และเกลือ (สำหรับกะทิ) คนให้เข้ากัน แล้วรอจนเดือด ยกออกพักไว้
- ตักกล้วยไข่เชื่อมใส่จาน ราดด้วยกะทิ
11อาลัว
อาลัว เมนูขนมไทยโบราณอีกหนึ่งเมนูที่ดึงดูดใจเด็ก ๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากขนมสไตล์โปรตุเกส คิดค้นโดยท้าวทองกีบม้า ลักษณะขนมอาลัวโบราณจะมีผิวด้านนอกที่กรอบ แต่ด้านในนุ่มละมุน แค่เคี้ยวก็ได้กลิ่นมะลิหอมฟุ้งไปทั่วปาก

วัตถุดิบอาลัว
- แป้งสาลีอเนกประสงค์ 75 กรัม
- แป้งถั่วเขียว 45 กรัม
- น้ำตาลทราย 180 กรัม
- เกลือ ½ ช้อนชา
- กะทิ 400 มิลลิลิตร
- น้ำลอยดอกมะลิ 60 มิลลิลิตร
วิธีทำอาลัว
- วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียสเตรียมไว้
- นำแป้งสาลีอเนกประสงค์ แป้งถั่วเขียว น้ำตาลทราย และเกลือเทใส่กระทะทองเหลือง จากนั้นเทน้ำลอยดอกมะลิ และกะทิตามลงไป คนให้ทุกอย่างละลายเข้ากันดี
- นำน้ำแป้งที่เตรียมไว้ขึ้นตั้งไฟอ่อน กวนจนแป้งสุกใส จากนั้นพักให้แป้งอุ่น
- นำแป้งที่พักไว้จนอุ่นมาใส่ในถุงบีบที่เราเตรียมหัวบีบรูปดาวใส่ไว้แล้ว
- นำแป้งมาบีบใส่ถาดอบที่รองด้วยกระดาษไข จากนั้นนำเข้าอบเป็นเวลา 5 - 6 ชั่วโมง
- นำขนมอาลัวที่ได้มาจัดเสิร์ฟในภาชนะ หรือถ้าเพื่อน ๆ อยากได้กลิ่นที่หอมสามารถนำไปอบควันเทียนได้ค่ะ เพียงเท่านี้เมนูขนมไทยโบราณที่เรามักจะกินในวัยเด็กก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่า!
12ปลากริมไข่เต่า
เมนูขนมไทยโบราณรสชาติหวาน หอม กลมกล่อม มีทั้งรสหวานและรสเค็ม อย่างเมนู ปลากริมไข่เต่า หรือที่เพื่อน ๆ อาจจะรู้จักในชื่อขนมแชงม้า หรือขนมแซงมา พิมจะบอกว่าเมนูนี้ทำง่ายมาก ๆ แถมใช้เวลาไม่นานด้วยค่ะ

วัตถุดิบปลากริมไข่เต่า
- แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
- แป้งข้าวเหนียว 100 กรัม
- แป้งมันสำปะหลัง 25 กรัม
- แป้งถั่วเขียว 25 กรัม
- น้ำอุ่น 1 ถ้วยตวง
ส่วนผสมของกะทิไข่เต่า
- กะทิ 1 ถ้วยตวง
- น้ำตาลทราย ½ ถ้วยตวง
- เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
- แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมของกะทิปลากริม
- กะทิ 1 ถ้วยตวง
- น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วยตวง
- แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำปลากริมไข่เต่า
- นำแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งมันสำปะหลัง และแป้งถั่วเขียว มาผสมให้เข้ากัน แล้วทยอยเติมน้ำอุ่นลงไปผสมให้เนียนเป็นก้อนโดยที่แป้งไม่ติดมือ
- แบ่งแป้งเป็นสองก้อนโดยก้อนแรกปั้นก้อนกลมเล็ก ๆ ขนาดเท่า ๆ กันสำหรับทำเป็นไข่เต่า ส่วนก้อนที่สองปั้นเป็นเส้นยาวสำหรับทำเป็นปลากริม เสร็จแล้วนำไปลวกในน้ำเดือดแล้วแช่น้ำเปล่าไว้
- ทำน้ำกะทิสำหรับไข่เต่า โดยเทกะทิลงไป ตามด้วยน้ำตาล เกลือ และแป้งข้าวเจ้า คนให้ทุกอย่างละลายเข้ากันดี เปิดไฟอ่อน ใส่ใบเตยลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เมื่อกะทิเดือดแล้วยกออกจากเตา พักให้อุ่น แล้วนำไข่เต่าที่พักไว้จนสะเด็ดน้ำแล้ว ใส่ลงไปในน้ำกะทิ เตรียมไว้
- ทำน้ำกะทิสำหรับปลากริม เทกะทิลงไป ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ และแป้งข้าวเจ้า คนให้แป้งละลายไม่จับตัวเป็นก้อน เปิดไฟอ่อน ใส่ใบเตยลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม คนจนกระทั่งน้ำตาลปี๊บละลาย พักให้อุ่น แล้วนำเส้นปลากริมที่สะเด็ดน้ำใส่ลงไปในนำกะทิ เตรียมไว้
- ตักปลากริมพร้อมน้ำกะทิใส่ชาม ตามด้วยไข่เต่าและน้ำกะทิ โรยงาขาวตกแต่งให้สวยงาม
13ครองแครงน้ำกะทิ
ห้ามพลาดเลยสำหรับคอขนมไทย กับเมนู ครองแครงอัญชันน้ำกะทิ ตัวครองแครงเหนียวนุ่มในน้ำกะทิหอมหวาน แถมยังเพิ่มสีสันให้น่ารับประทานด้วยอัญชัน อร่อยติดใจทุกคำที่ได้กินแน่นอน

วัตถุดิบครองแครงน้ำกะทิ
- แป้งมัน 2 ถ้วยตวง
- แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
- น้ำเปล่า 1½ ถ้วยตวง
- ดอกอัญชันสด 20 ดอก
- กะทิอบควันเทียน 1 ลิตร
- น้ำตาลทราย 1¼ ถ้วยตวง
- เกลือ 1 ช้อนชา
- งาขาวคั่ว สำหรับโรยหน้า
วิธีทำครองแครงน้ำกะทิ
- ผสมแป้งมันกับแป้งข้าวเจ้าให้เข้ากัน แล้วแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ต้มดอกอัญชัน จนออกสีน้ำเงินเข้ม แล้วกรองเอาแต่น้ำ แบ่งออกเป็น 2 ถ้วย ถ้วยแรก ⅔ ส่วน และถ้วยที่สอง ⅓ ส่วน แล้วผสมน้ำร้อน ⅓ ถ้วยลงไปในถ้วยที่สอง เพื่อให้ได้สีที่อ่อนกว่า เทน้ำต้มดอกอัญชันถ้วยแรก (สีเข้ม) ลงในถ้วยแป้งที่แบ่งไว้ เอาไม้พายตะล่อมเร็ว ๆ ให้เข้ากัน แล้วค่อยนวดด้วยมือให้เข้ากัน ทำถ้วยที่สองแบบเดียวกัน แต่ใช้น้ำดอกอัญชันสีอ่อน
- นำแป้งที่นวดเตรียมไว้ มาแบ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ ประมาณหัวนิ้วก้อย แล้วนำไปกดลงพิมพ์ครองแครง กดรูดไปด้านหน้า จะทำให้เกิดลายขึ้น นำตัวครองแครงที่ทำไว้ลงต้มในน้ำเดือด เมื่อสุกแล้วจะลอยขึ้น ให้ตักแล้วนำลงแช่น้ำเย็น เพื่อไม่ให้แป้งเกาะตัวติดกัน
- ตั้งหม้อใช้ไฟกลาง ใส่กะทิ น้ำตาล และเกลือ คนให้ละลายเข้ากัน ตักครองแครงที่ต้มไว้ใส่ถ้วย ราดด้วยกะทิ โรยหน้าด้วยงาขาวคั่ว พร้อมรับประทาน!
14บัวลอยมันม่วงฟักทอง
ยกระดับเมนูบัวลอยด้วยมันม่วงและฟักทอง มาพร้อมความน่ากิน และสีสันม่วงเหลืองที่ตัดกันอย่างลงตัว ที่สำคัญเมนูนี้ออร์แกนิกจ้า ไม่มีส่วนผสมของสีผสมอาหาร ธรรมชาติให้มาล้วน ๆ !

วัตถุดิบบัวลอยมันม่วงฟักทอง
วัตถุดิบแป้งมันม่วง และไส้ฟักทอง
- แป้งข้าวเหนียว (สำหรับทำแป้ง) 100 กรัม
- แป้งข้าวเหนียว (สำหรับทำไส้) 30 กรัม
- ฟักทองนึ่ง 100 กรัม
- มันม่วงนึ่ง 200 กรัม
- แป้งมัน 30 กรัม
- น้ำตาลทราย 50 กรัม
- น้ำเย็น 60 มิลลิลิตร
วัตถุดิบแป้งฟักทอง และไส้มันม่วง
- แป้งข้าวเหนียว (สำหรับทำแป้ง) 100 กรัม
- แป้งข้าวเหนียว (สำหรับทำไส้) 30 กรัม
- ฟักทองนึ่ง 100 กรัม
- มันม่วงนึ่ง 200 กรัม
- แป้งมัน 30 กรัม
- น้ำตาลทราย 50 กรัม
- น้ำเย็น 60 มิลลิลิตร
วัตถุดิบน้ำกะทิ
- กะทิ 500 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย 180 กรัม
- เกลือสมุทร 1 ช้อนชา
- มะพร้าวอ่อน 1 ถ้วย
- งาขาวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำบัวลอยมันม่วงฟักทอง
- นำแป้งข้าวเหนียว (สำหรับทำแป้ง) ใส่ในชามผสม ตามด้วยแป้งมัน ฟักทอง และเทน้ำเย็นลงไป นวดให้เข้ากันจนแป้งไม่ติดมือ และพักไว้ ทำแป้งมันม่วงด้วยวิธีเดียวกัน
- นำฟักทองนึ่งใส่ในชามผสม ตามด้วยแป้งข้าวเหนียว (สำหรับทำไส้) และน้ำตาลทราย นวดให้เข้ากันจนเนื้อเนียน และพักไว้ ทำไส้มันม่วงด้วยวิธีเดียวกัน
- นำไส้ทั้งสองอย่างที่เตรียมไว้มาปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่าเหรียญบาท
- บิดแป้งมาปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเล็กกว่าไส้นิดหน่อย กดให้แบน นำไส้ที่ปั้นไว้วางตรงกลาง ห่อให้มิด และปั้นให้เป็นลูกกลม ๆ โดยที่แป้งฟักทองคู่กับไส้มันม่วง และแป้งมันม่วงคู่กับไส้ฟักทอง นำบัวลอยทั้งสองแบบไปต้มในน้ำเดือดจนสุก จากนั้นตักใส่น้ำเย็น เพื่อให้บัวลอยเซตตัว
- นำหม้อขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทกะทิลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย และเกลือสมุทร ต้มจนเดือด ใส่มะพร้าวอ่อน และงาขาวคั่วลงไป จากนั้นยกออกจากเตา นำบัวลอยที่ต้มตรียมไว้ใส่ลงในถ้วย ราดน้ำกะทิลงไป และโรยงาขาวคั่ว พร้อมเสิร์ฟจ้า
15สาคูไส้หมู
สาคูไส้หมู เมนูในความทรงจำที่ไปเดินตลาดกับแม่ทีไรก็ต้องแวะซื้อทุกที รสชาติหวาน ๆ เค็ม ๆ จากไส้สาคู และแป้งเหนียวนุ่มเคี้ยวหนึบด้านนอก ทำให้ขนมสาคูไส้หมูกลายเป็นของโปรดของใครหลาย ๆ คนนั่นเอง ยิ่งกินคู่กับผักหอมและพริกสดเผ็ดจี๊ด ๆ เข้ากันอย่าบอกใครเลยค่ะ

วัตถุดิบสาคูไส้หมู
- สาคูเม็ดเล็ก 250 กรัม
- หมูสับ 270 กรัม
- รากผักชี 2 ราก
- กระเทียม 3 กลีบ
- พริกไทย 1 ช้อนชา
- หอมแดงสับ 5 หัว
- น้ำตาลปี๊บ 150 กรัม
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วลิสงคั่วบด 55 กรัม
- หัวไชโป๊เค็ม 100 กรัม
- น้ำอัญชัน สำหรับแช่สาคู
- น้ำกระเจี๊ยบ สำหรับแช่สาคู
- กระเทียมเจียว สำหรับโรยหน้า
- ผักกาดหอมและพริกสดสำหรับกินเคียง
วิธีทำสาคูไส้หมู
- นำรากผักชี กระเทียมและพริกไทย มาโขลกให้ละเอียด แล้วนำลงผัดในน้ำมันให้ส่งกลิ่นหอม ตามด้วยหอมแดง และหมูสับผัดจนพอสุก ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว ใส่ถั่วลิสงคั่วบด หัวไชโป๊เค็มลงไปผัดให้เข้ากัน แล้วพักไว้จนเย็น
- นำสาคูมาแบ่งเป็น 3 ส่วน แล้วนำไปแช่ใน น้ำอัญชัน น้ำกระเจี๊ยบ และน้ำเปล่า เพื่อให้ได้สีที่แตกต่างกัน แช่ประมาณ 10 นาที แล้วรินน้ำออก
- ปั้นไส้ที่พักไว้จนเย็นให้เป็นก้อน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วนำเม็ดสาคูที่แช่น้ำไว้มาห่อคลุมให้รอบ
- ทาน้ำมันให้ทั่วลังถึง แล้วนำสาคูไส้หมูที่ปั้นไว้ไปนึ่ง 10 นาที หรือจนกระทั่งสาคูสุกใส
- นำขึ้นคลุกน้ำมันกระเทียมเจียวแล้วจัดเสิร์ฟพร้อมกับผักเคียง
16กล้วยบวชชี
กล้วยบวชชี ขนมไทยที่พวกเราทุกคนคุ้นเคย กับกล้วยห่าม ๆ แข็งนิด ๆ รสชาติหวานหอมโดนใจทุกเพศทุกวัย และที่สำคัญวิธีทำกล้วยบวชชีง่ายสมกับคำว่ากล้วยเลยล่ะค่ะ

วัตถุดิบกล้วยบวชชี
- กล้วยน้ำว้า 8 ลูก (เลือกห่าม ๆ ไม่สุกมาก)
- หัวกะทิ 225 มิลลิลิตร
- หางกะทิ 300 มิลลิลิตร
- ใบเตย 2 ใบ
- น้ำตาลปี๊บ 30 กรัม
- น้ำตาลทรายขาว 20 กรัม
- เกลือ ¼ ช้อนชา
- แป้งมัน 1 ช้อนชา
วิธีทำกล้วยบวชชี
- นำกล้วยน้ำว้าไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 3-5 นาที หรือจนกระทั่งผิวของกล้วยน้ำว้าเริ่มแตกออก แล้วปิดไฟ นำออกมาปอกเปลือก และหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ
- นำหางกะทิไปต้มในหม้อ ใส่ใบเตยลงไปเพื่อเพิ่มความหอม เมื่อเดือดแล้วก็ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทรายขาว และเกลือ คนให้ละลายดีแล้วใส่กล้วยที่หั่นไว้แล้วลงไป
- เมื่อกะทิเริ่มเดือดอีกครั้งใส่หัวกะทิลงไป และปล่อยทิ้งไว้ให้เดือดอีกประมาณ 3 นาที
- อย่าต้มนานจนเกินไปเพราะจะทำให้กล้วยเละได้ กล้วยในควรจะยังแข็งนิดหน่อย จากนั้นตักใส่ถ้วย และเสิร์ฟได้เลยค่า
17วุ้นกะทิใบเตย
วุ้นกะทิใบเตย มาเคี้ยวกรอบกับวุ้นสองรสที่เข้ากันได้อย่างดีอย่างกะทิกับใบเตย หอมหวานมันสุด ๆ แช่เย็นเจี๊ยบกินแล้วชื่นใจจริง ๆ ค่า ใครชอบกินวุ้นต้องลองเลย

วัตถุดิบวุ้นกะทิใบเตย
วัตถุดิบวุ้นใบเตย
- ใบเตยหั่นชิ้น 12 ใบ
- น้ำ 550 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย 95 กรัม
- ผงวุ้น 5 กรัม
วัตถุดิบวุ้นกะทิ
- น้ำกะทิ 200 กรัม
- น้ำ 200 กรัม
- น้ำตาลทราย 95 กรัม
- ผงวุ้น 5 กรัม
- เกลือ 1/2 ช้อนชา
วิธีทำวุ้นกะทิใบเตย
- นำใบเตยหั่นชิ้นปั่นกับน้ำให้พอละเอียด แล้วกรองน้ำใบเตยด้วยผ้าขาวบางและกระชอนตาถี่เพื่อให้ได้น้ำใบเตยเข้มข้น
- นำน้ำใบเตยไปตั้งไฟ ใส่ผงวุ้น คนจนผงวุ้นละลายจนหมด จึงจะใส่น้ำตาล คนจนน้ำตาลละลาย เทใส่พิมพ์ ช้อนฟองออกเพื่อให้หน้าของวุ้นเรียบ นำไปพักอุณหภูมิห้อง หรือตู้เย็นเพื่อให้วุ้นเซตตัว
- ตั้งหม้อไฟกลาง ใส่กะทิและน้ำลงไป ใส่ผงวุ้น คนจนผงวุ้นละลายจนหมด จึงจะใส่น้ำตาลและเกลือ คนจนละลาย นำไปเทใส่บนวุ้นใบเตยที่เซตตัวแล้ว ช้อนฟองออกเพื่อให้หน้าของวุ้นเรียบ นำไปพักให้เย็นลงในตู้เย็นเพื่อให้วุ้นเซตตัว
- เมื่อวุ้นแข็งและเซตตัวแล้ว นำมีดแซะที่ขอบเพื่อให้วุ้นหลุดจากพิมพ์ได้ง่าย เมื่อนำออกจากพิมพ์แล้วใช้ใบมีดหยักหั่นวุ้นเป็นชิ้นมาจัดเสิร์ฟ ก็พร้อมทานได้แล้วค่า
18ขนมครก
เมนู ขนมครก ชาววัง กะทิข้น หวานมันกำลังดี บรรจงหยอดแป้งลงหลุม แถมทำกินเองแบบนี้ก็ใส่เครื่องแน่นสะใจ จะต้นหอมหรือข้าวโพดก็เพลินสุด ๆ ไปเลย ชวนคนที่บ้านมาแคะกันคนละไม้คนละมือ สนุกทีเดียวละค่ะ

วัตถุดิบขนมครก
วัตถุดิบแป้งขนมครก
- แป้งข้าวเจ้า 200 กรัม
- แป้งข้าวเหนียว 25 กรัม
- หัวกะทิ 1 ½ ถ้วยตวง
- น้ำร้อนจัด 1 ½ ถ้วยตวง
- น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 1 ช้อนชา
- น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับทาเตาขนมครก)
วัตถุดิบหน้าขนมครก
- หัวกะทิ 1 ½ ถ้วยตวง
- น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
- เกลือ 1 ช้อนชา
- แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
- เครื่องโรยหน้าขนมครก (ต้นหอมซอย ข้าวโพด)
วิธีทำขนมครก
- ผสมแป้งข้าวจ้าว แป้งข้าวเหนียว น้ำตาล และเกลือรวมกันไว้ ค่อย ๆ ใส่หัวกะทิลงไป คอยตะล่อมส่วนผสมไปด้วย แล้วก็ค่อย ๆ ใส่น้ำร้อนจัดตามลงไป คอยคนส่วนผสมไปด้วยจนเข้ากันดีพักไว้
- จากนั้นมาทำหน้ากะทิกันค่ะ ใส่น้ำตาลทรายเกลือ และแป้งข้าวเจ้าลงในชามผสมอีกใบ ตะล่อมส่วนผสมแล้วค่อย ๆ ใส่หัวกะทิลงไปด้วย คนจนเข้ากันดีแล้วพักไว้ค่ะ
- ใช้ผ้าชุบน้ำมันพืชทาหน้าเตาขนมครกให้ทั่ว ตั้งไฟร้อนปานกลาง ค่อย ๆ หยอดแป้งขนมครกลงไปในหลุม เหลือขอบไว้เล็กน้อยสำหรับโรยหน้ากะทิ เมื่อแป้งเริ่มสุกเล็กน้อย หยอดหน้ากะทิตามลงไปอย่าให้เกินขอบหลุม จากนั้นปิดฝาเตาไว้สักครู่
- โรยเครื่องขนมครกลงไปในแต่ละหลุม มากน้อยตามใจชอบ แล้วปิดฝาอีกรอบค่ะ
- รอจนขอบขนมครกเริ่มสุกกรอบเป็นสีน้ำตาล จากนั้นใช้ช้อนแคะออกจากหลุม จัดเสิร์ฟร้อน ๆ
19ครองแครงกรอบ
ครองแครงกรอบ เมนูขนมไทยทอดกรอบ ครบรสทั้งเค็มหวานมัน เชื่อว่าเมนูนี้เป็นของโปรดของใครหลายคน วันนี้เลยเอาสูตรง่าย ๆ แต่รสชาติดั้งเดิมมาให้ลองทำกันดู

วัตถุดิบครองแครงกรอบ
- แป้งอเนกประสงค์ 250 กรัม
- น้ำปูนใส 3 ช้อนโต๊ะ
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- เกลือป่น (สำหรับครองแครง) ½ ช้อนชา
- เกลือป่น (สำหรับน้ำตลาเคลือบ) ½ ช้อนชา
- กะทิ 100 มิลลิลิตร
- น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย
- พริกไทยป่น 2 ช้อนโต๊ะ
- ต้นหอมซอย ¼ ถ้วย
- น้ำมันสำหรับทอด 1 ลิตร
- น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเปล่า ¼ ถ้วย
- รากผักชี 3 ราก
- กระเทียม 1 หัว
วิธีทำครองแครงกรอบ
- นำแป้งอเนกประสงค์ใส่ชามผสม ตามด้วยเกลือป่น น้ำปูนใส และกะทิ นวดให้เข้ากัน จนแป้งเนียน และไม่ติดมือ
- นำแป้งที่นวดเตรียมไว้ มาแบ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ ประมาณหัวนิ้วก้อย แล้วนำไปกดลงพิมพ์ครองแครง กดรูดไปด้านหน้า จะทำให้เกิดลายขึ้น
- นำกระทะขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทน้ำมันสำหรับทอดลงไป และรอจนร้อน นำครองแครงลงไปทอดจนเหลืองกรอบ และตักออกพักไว้ เพื่อสะเด็ดน้ำมัน
- โขลกสามเกลอ ได้แก่ กระเทียม พริกไทย และรากผักชี เข้าด้วยกันจนละเอียด
- นำกระทะขึ้นตั้งไฟปานกลาง แบ่งน้ำมันสำหรับทอดมา 1 ช้อนโต๊ะ และเทลงไป นำสามเกลอลงไปผัดจนเหลืองหอม ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป ตามด้วยเกลือ น้ำปลา และน้ำเปล่า
- นำครองแครงที่ทอดเตรียมไว้ ลงไปคลุกกับน้ำตาลเคลือบ โรยต้นหอม คลุกเค้าให้เข้ากัน พร้อมเสิร์ฟจ้า
20แกงบวดฟักทอง
เมนูขนมไทยง่าย ๆ อย่าง แกงบวดฟักทอง ขอบอกเลยว่าเพียงไม่กี่ขั้นตอนก็ได้อร่อยแล้วล่ะค่ะ มือใหม่หัดเข้าครัวก็สามารถโชว์เสน่ห์ปลายจวักได้เหมือนกันนะ แนะนำว่าฟักทองควรจะแช่น้ำปูนใสก่อน จะได้เหนียวหนึบ ไม่เละในน้ำกะทิค่ะ

วัตถุดิบแกงบวดฟักทอง
- ฟักทอง 600 กรัม
- น้ำปูนใส สำหรับแช่ฟักทอง
- กะทิ 450 มิลลิลิตร
- น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
- เกลือ ½ ช้อนชา
- ใบเตย 4 ใบ
วิธีทำแกงบวดฟักทอง
- นำฟักทองมาปอกเปลือก และคว้านเมล็ดออกให้หมด หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ล้างน้ำให้สะอาดเตรียมไว้ นำฟักทองไปแช่น้ำปูนใสประมาณ 30 - 60 นาที แล้วนำไปล้างน้ำสะอาด
- เทกะทิลงในหม้อ ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ เกลือ และใบเตยลงในหม้อ ตั้งไฟกลางรอจนน้ำตาลปี๊บละลายจนหมด เมื่อน้ำกะทิเดือดให้ใส่ฟักทองที่เตรียมไว้ลงไป เมื่อน้ำกะทิเดือดอีกครั้งปิดไฟได้เลยค่ะ หรือว่าถ้าน้ำกะทิของเราข้นเกินไปให้เติม กะทิเรียลไทย ลงไปอีกเล็กน้อย จากนั้นปรับเป็นไฟอ่อน รอจนเดือดอีกครั้งปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟจ้าา
21ขนมบ้าบิ่น
ขนมบ้าบิ่น หรือขนมแป้งจี่ที่หลายๆคนชอบเรียก เป็นขนมไทยรสหอมละมุนของมะพร้าวและกะทิเข้ากันได้อย่างลงตัว เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มกำลังดี ยิ่งทานตอนอุ่นๆรับรองต้องติดใจ วิธีทำก็ง่ายแสนง่ายจะทำกินเล่นหรือทำขายเอาสนุกก็เลิศค่ะ

วัตถุดิบขนมบ้าบิ่น
- มะพร้าวทึนทึกขูด 3 ถ้วยตวง
- แป้งข้าวเหนียว ½ ถ้วยตวง
- น้ำตาลทราย ½ ถ้วยตวง
- เกลือ ¼ ช้อนชา
- กะทิ ¼ ถ้วยตวง
วิธีทำขนมบ้าบิ่น
- เทแป้งข้าวเหนียว น้ำตาลทราย เกลือ และกะทิ ลงในชามผสม แล้วคนผสมให้เข้ากัน ใส่มะพร้าวขูดลงไป นวดผสมให้เข้ากันดี
- ตั้งกระทะให้ร้อน ทาน้ำมันเล็กน้อยจากนั้นตักส่วนผสมลงกระทะ แล้วกดให้เป็นชิ้นแบน พลิกกลับด้านขนมให้สุกและเหลืองทองเท่ากันทั้งสองด้านแล้วจัดเสิร์ฟร้อน ๆ
22ข้าวเหนียวมะม่วง
ข้าวเหนียวมะม่วง รสหวานมัน ข้าวเหนียวนุ่มชุ่มกะทิ กินคู่มะม่วงสุก ฉ่ำหวาน แค่มองก็น้ำลายไหล สูตรนี้บอกเลยว่า ทำง่าย! ถึงไม่โปรก็ทำได้! ในเมื่อจะออกไปหากินข้างนอกก็แพงแสนแพง ก็ทำกินเองซะเลย!

วัตถุดิบข้าวเหนียวมะม่วง
วัตถุดิบข้าวเหนียวมูน
- ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 1 กิโลกรัม
- หัวกะทิ 3 ถ้วยตวง
- น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วยตวง
- เกลือ 1 ช้อนชา (ปรับ/ลด ตามความชอบ)
- ใบเตย 7 -10 ใบ
วัตถุดิบน้ำกะทิราดหน้า
- หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
- น้ำตาลทรายขาว 1/2 ถ้วยตวง
- เกลือ 1/2 ช้อนชา
- แป้งมันฮ่องกง 2 ช้อนชา
- มะม่วงสุก ตามต้องการ
วิธีทำข้าวเหนียวมะม่วง
- เริ่มจากซาวข้าวเหนียว เทน้ำทิ้งแล้วล้างน้ำจนน้ำซาวข้าวใส จากนั้นใส่น้ำพอปริ่ม ๆ ข้าวเหนียว แช่ทิ้งไว้จนครบสามชั่วโมงก็เอาไปนึ่งเหนียวไปนึ่งได้เลยค่ะ
- นำข้าวเหนี่ยวไปหุงในหม้อหุงข้าว โดยนำหม้อหุ้งข้าวใส่น้ำลงไปครึ่งหม้อ จากนั้นนำใบเตยใส่ลงไป นำที่รองนึ่งวางลงไปด้านบน จากนั้นนำผ้าขาวบางปูลงไป และตักข้าวเหนียวใส่ตาม นำผ้าขาวบางผิดห่อข้าวเหนียวเอาไว้ นึ่งสักประมาณ 20 นาที พอครบ 20 นาที กลับข้าวเหนียวสักรอบเพื่อให้สุกทั่วถึง แล้วนึ่งต่ออีก 10 นาทีเป็นอันเรียบร้อย
- นำหัวกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือป่น เทผสมให้เข้ากัน นำไปตั้งไฟอ่อน ๆ เคี่ยวจนน้ำตาลละลายดี นำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วใส่ชามแล้วเทน้ำกะทิมูนลงไป ใช้พายคนให้เข้ากัน จากนั้นนำผ้าขาวบางปิดไว้ ให้ข้าวเหนียวดูดน้ำกะทิ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที
- ระหว่างรอเราก็มาทำน้ำกะทิราดหน้ากันค่ะ นำน้ำกะทิ น้ำตาลทราย เกลือ และแป้งมันฮ่องกงไปตั้งไฟอ่อน ๆ หมั่นคนเรื่อย พอปุด ๆ และข้นก็ยกลงได้เลย
- ปอกมะม่วงสุกจัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวมูน ราดด้วยน้ำกะทิเป็นอันเสร็จค่ะ
23บัวลอยไข่หวาน
บัวลอยสายรุ้ง เมนูบัวลอยไข่หวานหลากสีสันสุดน่ารัก บัวลอยนุ่ม ๆ กับน้ำกะทิหวานมัน พร้อมไข่หวานละมุนสุดฟิน ได้เวลาเข้าครัว มานั่งพับเพียบปั้นบัวลอยหลากสีกันแล้วจ้า

วัตถุดิบบัวไข่หวาน
วัตถุดิบแป้งบัวลอย
- แป้งข้าวเหนียว 100 กรัม
- แป้งมัน 10 กรัม
- สีผสมอาหาร อย่างละ 4 หยด (สีม่วง / สีฟ้า/ สีเขียว / สีเหลือง / สีแดง)
- น้ำเปล่า 8 ช้อนโต๊ะ
วัตถุดิบน้ำกะทิ
- กะทิ 4 ถ้วย (หางกะทิ 2 ถ้วย + หัวกะทิ 2 ถ้วย)
- น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
- น้ำตาลทราย 80 กรัม
- เกลือป่น 1/4 ช้อนโต๊ะ
- มะพร้าวอ่อนหั่นชิ้นพอคำ 50 กรัม
- ไข่ไก่ 2 ฟอง (ใส่เพิ่มได้ตามต้องการ)
วิธีทำบัวลอยไข่หวาน
- นำแป้งข้าวเหนียวใส่ลงในถ้วยผสม ตามด้วยแป้งมัน สีผสมอาหาร และค่อยๆ เติมน้ำทีละ 1 ช้อนโต๊ะ ควบคู่ไปกับการนวดแป้ง ใส่น้ำจนครบ 8 ช้อนโต๊ะ ให้ได้แป้งที่เนื้อเนียนเป็นเนื้อเดียวกันและนุ่ม ไม่เหลวติดมือ นำผ้าขาวบางหรือแร็ปคลุมแป้งไว้ ไม่ให้ถูกอากาศ แล้วพักแป้งไว้เพื่อปั้น ผสมแป้งซ้ำจนครบ 5 สี
- เมื่อได้แป้งครบทุกสีแล้ว ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาด 1 เซนติเมตร ให้ครบทุกสี แล้วนำไปต้มใน น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ที่ต้มจนเดือดจัด เมื่อแป้งลอยตัวให้ช้อนแป้งขึ้นมา พักไว้ในน้ำเย็น เพื่อต้มรวมกับน้ำกะทิ
- นำหม้อขึ้นตั้งบนเตาแก๊ส จากนั้นใส่หางกะทิ น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และเกลือ โดยใช้ไฟกลาง คนให้ส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นตอกไข่ลงในน้ำกะทิทีละฟอง เมื่อไข่สุกตักขึ้นพักไว้ เตรียมใส่ในบัวลอย
- หลังจากที่ตักไข่ขึ้นจากน้ำกะทิ ให้เติมหัวกะทิลงไปในหางกะทิ แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นนำบัวลอยที่พักไว้ (STEP 1) และมะพร้าวอ่อน ใส่ลงไปในน้ำกะทิ แล้วต้มเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที เพื่อให้ความหวานมันจากน้ำกะทิ ซึมเข้าให้ไปในแป้งบัวลอย เมื่อครบเวลาแล้วตักใส่ถ้วยท็อปด้วยไข่หวาน และเนื้อมะพร้าว เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ
24สาคูเปียกลำไย
สาคูเปียกลำไย เมนูขนมไทยง่าย ๆ ที่ใช้ผลไม้ตามฤดูกาลอย่างลำไยเป็นวัตถุดิบหลัก ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน เราจะเห็นลำไยเต็มตลาดไปหมด กินสด ๆ อย่างเดียวก็คงจะเบื่อ เอามาใส่สาคูเป็นขนมหวานนี่เหมาะอย่าบอกใครค่ะ

วัตถุดิบสาคูเปียกลำไย
- สาคูเม็ดเขียว 1 ถ้วย
- น้ำลำไย 1 ถ้วย
- น้ำเปล่า 1 ถ้วย
- น้ำตาลทราย 120 กรัม
- ใบเตย 2 ใบ
- ลำไย ตามชอบ
- ข้าวโพด ตามชอบ
- เกลือ ½ ช้อนชา
- กะทิ 250 มิลลิลิตร
วิธีทำสาคูเปียกลำไย
- ล้างสาคูด้วยน้ำเปล่า เตรียมไว้
- นำหม้อขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทน้ำเปล่าลงไป ตามด้วยใบเตย แล้วรอจนน้ำเดือด ใส่สาคูลงไปคนเรื่อย ๆ จนน้ำงวด เทน้ำลำไยลงไป คนไปเรื่อย ๆ จนสาคูสุก จากนั้นใส่น้ำตาลทรายลงไป แล้วคนจนน้ำตาลทรายละลาย ใส่ลำไย และข้าวโพด คนให้เขากันแล้วยกออกจากเตา
- นำหม้อขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทน้ำกะทิลงไป ตามด้วยเกลือ คนไปเรื่อย ๆ จนเดือด จากนั้นยกออกจากเตา
- ตักสาคูเปียกลำไยใส่ชาม ราดด้วยน้ำกะทิ พร้อมเสิร์ฟค่ะ
25หยกมณี
เมนูขนมไทยโบราณอย่างเมนู หยกมณี ที่ในสมัยนี้หากินได้ยากแล้ว แต่พิมอยากจะบอกว่าวิธีทำนั้นง่ายมาก ๆ เลยล่ะค่ะ แค่ไม่กี่ขั้นตอนก็พร้อมกินกันแล้วค่ะ ที่ได้ชื่อหยกมณีก็เพราะสีเขียวสดจากน้ำใบเตยที่นอกจากจะให้สีสันสดใสแล้วยังเพิ่มความหอมให้กับขนมของเราอีกด้วย!

วัตถุดิบหยกมณี
- สาคูเม็ดเล็ก 1 ถ้วยตวง
- น้ำใบเตย 1 ถ้วยตวง
- น้ำเปล่า (สำหรับต้มสาคู) 1 ½ ถ้วยตวง
- น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
- มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง
- เกลือป่น ½ ช้อนชา
วิธีทำหยกมณี
- นำสาคูไปล้างน้ำและพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ ประมาณ 10 - 15 นาที
- นำมะพร้าวทึนทึกขูดฝอยมาคลุกกับเกลือให้ทั่ว แล้วนำไปนึ่งประมาณ 5 นาที แล้วใส่ถาดพักไว้
- ต้มน้ำในกระทะให้เดือด ลดเป็นไฟกลาง แล้วนำสาคูที่พักไว้ใส่ลงไป รีบคนให้เม็ดสาคูกระจายตัวไม่จับกันเป็นก้อน คนไปสักพักสาคูจะเริ่มจับตัวเป็นก้อน หรือมีลักษณะเป็นตากบ (มีสีขุ่นตรงกลาง รอบนอกใส) ใส่น้ำใบเตยตามลงไป คนให้เข้ากันดีกับเม็ดสาคู หลังจากนั้นใส่น้ำตาลทรายลงไป กวนต่อจนสาคูหนืดและข้นขึ้น แต่ส่วนผสมจะไม่แห้งนะคะ แล้วนำไปพักในถาดเพื่อให้สาคูเย็นลง
- นำช้อนตักสาคูที่พักให้เย็นไว้เป็นชิ้นพอดีคำ นำมาคลุกกับมะพร้าวทึนทึกขูดฝอยที่พักไว้ เพื่อน ๆ สามารถจัดเสิร์ฟใส่กระทงใบเตยได้นะคะ เพียงเท่านี้ก็พร้อมกินแล้วค่า!
26ขนมต้ม
ขนมต้มสามสี เมนูขนมไทยหากินยาก แต่พอได้ลองก็ต้องบอกว่ายอมลำบากไปตามหามากินทีเดียวละค่ะ สูตรนี้แป้งเหนียวนุ่มห่อไส้มะพร้าวที่หวานกลมกล่อมกำลังดี ฟินได้ที่บ้านด้วยวิธีทำที่ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องลำบากไปหาซื้อเลยค่ะ

วัตถุดิบขนมต้ม
- แป้งข้าวเหนียว 300 กรัม
- น้ำกระเจี๊ยบ 80 มิลลิลิตร
- น้ำอัญชัน 80 มิลลิลิตร
- น้ำใบเตย 80 มิลลิลิตร
- มะพร้าวขูด (สำหรับทำไส้ขนมต้ม) 300 กรัม
- มะพร้าวขูด (สำหรับคลุก) 100 กรัม
- น้ำตาลปี๊บ 120 กรัม
- เกลือป่น 1 ช้อนชา
วิธีทำขนมต้ม
- นำแป้งข้าวเหนียวมาแบ่งเป็น 3 ถ้วยเท่า ๆ กัน (ถ้วยละ 100 กรัม)
- เทน้ำกระเจี๊ยบ น้ำอัญชัน และใบเตย ลงไปในแป้งข้าวเหนียวแต่ละถ้วย นวดให้เข้ากันจนกว่าแป้งไม่ติดมือ แล้วใช้พลาสติกแรปคลุมชามแป้งพักไว้ก่อน
- นำกระทะขึ้นตั้งไฟปานกลาง ใส่น้ำตาลปี๊บ คนจนน้ำตาลปี๊บละลาย ใส่มะพร้าวขูด (สำหรับทำไส้ขนมต้ม) และเกลือป่นลงไป คนให้เข้ากัน เคี่ยวจนแห้ง และยกออกจากเตา
- ปั้นไส้ขนมต้มเป็นลูกกลมเล็ก ๆ เตรียมไว้ นำแป้งแต่ละสีมาปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่าเหรียญห้า กดให้แป้งแบน จากนั้นปั้นไส้ที่ทำเตรียมไว้ขนาดเล็กกว่าแป้งวางลงไป ใช้แป้งปิดให้มิดแล้วปั้นเป็นลูกกลม ๆ จนเนียน
- นำไปต้มในน้ำเดือดจัด พอขนมต้มลอยขึ้นเหนือน้ำ แสดงว่าสุกแล้ว นำขนมต้มที่สุกแล้วมาคลุกกับมะพร้าวขูดสำหรับคลุก แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟ
27ลอดช่อง
ลอดช่อง ของหวานสไตล์พื้นบ้านที่เหมาะกับวันร้อน ๆ เป็นที่สุด ใส่น้ำแข็งแบบแน่น ๆ เย็นชื่นใจ หอมกลิ่นกะทิและน้ำตาลมะพร้าวสุด ๆ เส้นลอดช่องก็นุ่มหนึบ ไม่ลองถือว่าพลาดเลยค่ะ

วัตถุดิบลอดช่อง
ส่วนผสมตัวลอดช่อง
- แป้งข้าวเจ้า 270 กรัม
- แป้งมันสำปะหลัง 90 กรัม
- แป้งถั่วเขียว 60 กรัม
- น้ำใบเตย 400 มิลลิลิตร
- น้ำปูนใส 1 ลิตร
- ขนุน 200 กรัม
ส่วนผสมน้ำกะทิ
- หัวกะทิ 500 มิลลิลิตร
- น้ำตาลปิ๊บ 500 กรัม
- เกลือ1/2 ช้อนชา
วิธีทำลอดช่อง
- ผสมแป้งทั้งสามชนิดเข้าด้วยกัน เทน้ำปูนใสสำหรับผสมแป้งลงไป คนให้เข้ากัน แล้วนำน้ำใบเตยใส่ลงไปผสม แล้วคนให้เข้ากัน กรองแป้งที่ผสมไว้ เพื่อเอาแป้งที่ไม่ละลายออก แล้วนำไปเทลงในกะทะ ขึ้นตั้งไฟด้วยไฟกลาง
- กวนด้วยไฟกลางไปเรื่อย ๆ จนแป้งเหนียวข้นขึ้น ให้ใส่น้ำปูนใสที่เหลือ 1 ถ้วยตวงไว้จนหมด กวนจนแป้งเหนียวและใสขึ้น ตักส่วนผสมแป้งใส่เครื่องกดลอดช่อง กดแป้งเป็นเส้น ๆ ลงในน้ำเย็นจัด จากนั้นตักส่วนผสมขึ้น ใส่ลงในชาม พักไว้
- นำน้ำกะทิ เกลือ และน้ำตาลปี๊บ นำขึ้นตั้งไฟคนไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี พักไว้
- นำเส้นลอดช่องตักใส่ชาม ราดด้วยน้ำกะทิ ขนุน และใส่น้ำแข็ง เพียงแค่นี้ก็พร้อมกินแล้วค่ะ !
28ขนมถ้วย
ขนมถ้วย ชื่อขนมไทยที่เราคุ้นเคยกันตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะไปร้านก๋วยเตี๋ยวร้านไหนก็จะมีขนมถ้วยวางอยู่บนโต๊ะเป็นของหวานที่กินหลังกินเสร็จ วันนี้มาใช้น้ำตาลมะพร้าวหอม ๆ ทำ รับรองว่าหวานละมุนถูกใจแน่นอนค่า

วัตถุดิบขนมถ้วย
วัตถุดิบตัวขนมถ้วย
- แป้งข้าวเจ้า 200 กรัม
- แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลมะพร้าว 400 กรัม
- น้ำ 900 กรัม
วัตถุดิบหน้ากะทิ
- หัวกะทิ 400 กรัม
- แป้งข้าวเจ้า 40 กรัม
- น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น ½ ช้อนชา
วิธีทำขนมถ้วย
- นำแป้งข้าวเจ้า แป้งท้าวยายม่อม และน้ำผสมให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำตาลมะพร้าวลงไปคนจนทุกอย่างละลาย และกรองด้วยกระชอนหนึ่งครั้ง
- ทำส่วนผสมหน้ากะทิ โดยนำหัวกะทิ แป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย และเกลือป่นผสมให้เข้ากันเตรียมไว้
- ตั้งซึ้งนึ่งนำถ้วยตะไลใส่ลงไป รอจนน้ำเดือด ใส่แป้งส่วนตัวขนมลงไปครึ่งถ้วย ปิดฝานึ่ง 15 นาที จากนั้นเปิดฝาซึ้งใส่ส่วนผสมหน้ากะทิลงไป ให้เหลือขอบถ้วยเล็กน้อย ปิดฝานึ่งต่อ 10 นาทีด้วยไฟแรง กะทิจะแตกมันสวย แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟค่าา
29ขนมกลีบลำดวน
ขนมกลีบลำดวน เมนูขนมไทยโบราณหอมหวานรูปดอกไม้ โดยตามปกติแล้วขนมกลีบลำดวนจะมี 3 กลีบ และมีเกสรอยู่ตรงกลาง เนื้อขนมร่วนเบาละลายในปาก พร้อมอบควันเทียนให้หอมฉุยเป็นเอกลักษณ์

วัตถุดิบขนมกลีบลำดวน
- แป้งอเนกประสงค์ 380 กรัม
- น้ำตาลไอซิ่ง 150 กรัม
- เกลือ 2 ช้อนชา
- น้ำมันพืช 150 มิลลิลิตร
- สีผสมอาหารสีชมพู ¼ ช้อนชา
วิธีทำขนมกลีบลำดวน
- วอร์มเตาอบโดยใช้ไฟบน และล่างที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส
- นำแป้งอเนกประสงค์ มาร่อนกับน้ำตาลไอซิ่ง 2 - 3 ครั้ง เพื่อให้ขนมร่วน และเบา
- นำแป้งที่ร่อนแล้วมาผสมเกลือ และทยอยเทน้ำมันลงไปทีละน้อย คนเบา ๆ ไปเรื่อยจนเนื้อแป้งเกาะกัน
- แบ่งแป้งเป็น 2 ถ้วย โดยถ้วยแรกมีปริมาณ ¾ ของแป้งทั้งหมด ส่วนถ้วยที่สองคือแป้งส่วนที่เหลือ นำแป้งถ้วยที่สองมาผสมกับสีผสมอาหารสีชมพูจนเข้ากันดี พักแป้งทั้งสองถ้วยประมาณ 10 - 15 นาที
- นำแป้งสีขาวมาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดปริมาณ 20 กรัม ตัดออกเป็น 4 ส่วน แต่เราจะใช้แค่ 3 ส่วน มาประกอบสามกลีบ นำแป้งสีชมพูมาปั้นเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ ขนาดปริมาณ 5 กรัม เพื่อนำไปวางตรงกลางเป็นเกสร
- นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที จากนั้นนำออกมาพักให้เย็น จากนั้นนำไปอบควันเทียนให้หอม เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้วจ้า
30ถั่วแปบ
ถั่วแปบ ขนมไทยนุ่มหนึบคลุกด้วยถั่วเขียวซีกเลาะเปลือกนึ่ง แถมยังห่อไว้ด้านในอีกที ก่อนกินก็ต้องโรยด้วยน้ำตาลผสมงาดำคั่ว งาขาวคั่ว ด้วยเนื้อสัมผัสที่หลากหลายในคำเดียว เป็นเมนูที่ชอบกินตั้งแต่เด็กเลยละค่ะ

วัตถุดิบถั่วแปบ
- ถั่วเขียวซีกเลาะเปลือก 500 กรัม
- มะพร้าวทึนทึก 1 ลูก
- แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม
- น้ำอัญชันเข้มข้น 1 ถ้วยตวง
- น้ำใบเตยเข้มข้น 1 ถ้วยตวง
- น้ำกระเจี๊ยบเข้มข้น 1 ถ้วยตวง
- งาขาวคั่ว ½ ถ้วยตวง
- งาดำคั่ว ½ ถ้วยตวง
- น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
- เกลือป่นเล็กน้อย
วิธีทำถั่วแปบ
นำถั่วเขียวซีกเลาะเปลือกมาใส่ในกะละมัง แล้วนำไปล้างให้สะอาด (ล้างประมาณ 2 - 3ครั้ง) แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง
นำถั่วเขียวซีกเลาะเปลือกที่แช่น้ำแล้ว มาสะเด็ดน้ำออก แล้วนำไปนึ่งด้วยไฟแรง เป็นเวลา 20 นาที ระหว่างรอนึ่ง นำมะพร้าวทึนทึกมาขูดฝอย คลุกด้วยเกลือเล็กน้อย ก่อนนำเข้าไปนึ่งเป็นเวลา 10 นาที เมื่อนึ่งทั้ง 2 อย่างเสร็จแล้ว ให้นำทั้ง 2 อย่างมาผสมกันในถาด แล้วพักไว้
จบไปแล้วกับ 30 เมนูขนมไทยยอดฮิต ที่ได้กินทีไรก็จะนึกถึงช่วงเวลาวัยเด็กทุกทีเลยละค่ะ ชอบเมนูไหนก็ลองเอาไปทำกันดูนะคะ ส่วนเพื่อน ๆ คนไหนอยากจะลองเปิดธุรกิจก็เอารวมสูตรขนมไทยทำขายของเราวันนี้ไปใช้กันได้เลยค่ะ แต่ถ้าอยากเพิ่มกิมมิคให้กับเมนูขนมไทยเพิ่มเติมก็สามารถไปดู รวมสูตรเมนูขนมไทยชื่อแปลก เพิ่มเติมกันได้เลยนะคะ เพราะนอกจากชื่อแปลกแล้วยังหากินค่อนข้างยากอีกด้วย ส่วนคราวหน้าจะเอาสูตรไหนมาแจกอีก อย่าลืมมาติดตามกันนะคะ วันนี้ขอลาไปก่อน บ๊ายบายค่าา~
ดูรวมสูตรขนมเพิ่มตรงนี้เลย!


